ตอนที่ 212
บทที่ 602 โฮ่งโฮ่ง ใจเย็นหน่อย
October 28, 2026
ฉู่เชียนหลีแค่ออกคำสั่ง บรรดาผู้คนต่างก็รีบเก็บข้าวเก็บของกันจ้าละหวั่น
อีกด้านหนึ่ง จูฉิงขมวดคิ้ว มีเรื่องมากมายอยู่ในใจของเขา
จูเหยียนเดินเข้ามาพร้อมกับหัวที่โตกว่าเมื่อก่อน “โฮ่งโฮ่ง ท่านปู่ พวกท่านเป็นยังไงบ้าง?”
จูฉิงอุ้มจูเหยียนขึ้นมา วางลงบนเข่าและลูบหัวมัน
“ก็มีแต่เจ้าจูเหยียนที่รักปู่ ไม่เห็นเหมือนหมาตัวอื่น ไม่ได้เรื่องเลยสักนิด”
“โฮ่งโฮ่งหวังวู ท่านปู่ จะเป็นหมา หรือเป็นหลานข้าก็มีความสุข” จูเหยียนพูดอย่างภูมิใจ จนดูเหมือนว่าจะลืมไปว่าตนคือเผ่าอสูรวานร
จูฉิงหน้าตาดูหมองเศร้า “ตอนนี้ท่านปู่ดูกังวลใจมาก”
“โฮ่งโฮ่ง ท่านปู่บอกข้าที ไม่แน่ว่าข้าอาจจะพอช่วยอะไรท่านได้บ้าง”
“เจ้าดูสิ แม่นางฉู่จะไปซางอวี้แล้ว เผ่าวิหงค์กับเผ่าเจียวเขียวที่ซางอวี้ ไม่รู้จะประจบนางยังไง ถึงเวลานั้นถ้าพวกเราพูดจาไม่เข้าหู คงไม่เป็นผลดีแน่ๆ”
จูเหยียนเบิกตากว้าง พยักหน้าแสดงความเห็นด้วย “โฮ่งโฮ่ง ความคิดของท่านปู่ฟังดูมีเหตุผล นายท่านชอบคนหน้าตาดี วิหงค์กับเจียวเขียว พวกเขาหน้าตาดีกว่าเผ่าอสูรวานรของพวกข้าตั้งเยอะ”
เกิดเป็นเผ่าสัตว์เทพชั้นที่ต่ำสุด พวกจูเหยียนแทบจะไม่มีข้อดีเลยด้วยซ้ำ
“เห้อ ก็ใช่นะสิ ปู่เลยรู้สึกร้อนใจยังไงเล่า”
แม้ว่าสัตว์เทพจะมีพลังที่แข็งแกร่ง แต่กลับเป็นเผ่าที่สวรรค์ลำเอียงมากที่สุดด้วย
ฉู่เชียนหลีมีสายเลือดของจ้าวเซียนแห่งโลกเซียน สามารถจัดการช่องเซียนล่วงหน้าได้ ตัวของราชินีหงส์ไม่ต้องพูดถึงหรอก ลูกชายของเธอเซินเป่าถือกำเนิดออกมาพร้อมกับความโชคดี ทั้งหมดนี้เห็นได้ว่าสวรรค์ลำเอียงรักเธอมากเป็นพิเศษเลยก็ว่าได้
เผ่าอสูรวานรค่อยๆ ก้าวเข้าสู่ยุคเสื่อมแล้ว ถ้าอยากจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ก็จำเป็นต้องหยิบยืมความโชคดีของคนรอบข้างมาใช้ ราวกับสวรรค์ส่งฉู่เชียนหลีมาเพื่อกอบกู้เผ่าอสูรวานรเลยก็ว่าได้ ไม่ว่ายังไงก็ตาม เขาต้องจับโอกาสนี้ไว้ให้แน่นๆ
จะว่าไป จากการสังเกตช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาก็เข้าใจชัดเจนแล้วว่า ฉู่เชียนหลีไม่ได้เป็นคนร้อยเล่ห์เพทุบาย ตรงกันข้าม นางเป็นคนที่มีพลังวิเศษ รู้จักแยกแยะดีชั่ว นางอยู่ในตำแหน่งสูง แต่ก็ไม่เคยละเลยชีวิตของคนรอบข้าง แม้กระทั่งยอมพลิกร้ายเป็นดีให้กับผู้ฝึกตนที่ไม่เป็นมิตรของจงอวี้ จริงๆ แล้วเขาก็เป็นคนที่คู่ควรมากเลยคนหนึ่ง
เขายอมให้เผ่าอสูรวานรอยู่ในมือของฉู่เชียนหลี แต่ไม่ยอมให้ทั้งชนเผ่าต้องสูญสลายไป
จูเหยียนใช้ความคิด ทันใดนั้นแววตาก็เกิดประกายขึ้น “โฮ่งโฮ่ง ท่านปู่ พวกข้าอสูรวานรแม้ว่าจะเกิดมาหน้าตาน่าเกลียด แต่พวกข้าโจมตีคนก็ทำได้อย่างดุเดือดเหมือนกันนะ!”
จูฉิงไม่พูดจาและก้มหน้ามองมา “โจมตีคนดุเดือดมันจะมีประโยชน์อะไร ตอนนี้ก็ไม่ได้มีสงครามอะไรสักหน่อย”
จนถึงวันนี้ผู้ฝึกตนของจงอวี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าสำนักทั้งสามเกิดเรื่องอะไรขึ้น อยากจะประจบฉู่เชียนหลี คนที่จะให้ของขวัญกับนางก็ใกล้จะโดนชางหลานสกัดกั้นแล้ว ในเมื่อไม่มีใครกล้ารุกราน เพราะฉะนั้นพลังของอสูรวานรก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ที่ไหนได้
“โฮ่งโฮ่ง ท่านปู่ ในเมื่อส่งไปจงอวี้ไม่มีประโยชน์ แต่ยังมีซางอวี้ไม่ใช่หรือ?ท่านลืมแล้วหรือ ตระกูลกงซู นายท่านฉลาดขนาดนี้ นางเดาไม่ผิดหรอก ตระกูลกงซูจะต้องแอบเข้าไปแทรกแซงกับสามสำนักแน่นอน ตอนนี้นายท่านยังไปไม่ถึง ท่านปู่ส่งข่าวให้ทำลายตระกูลกงซูแล้ว นี้ยังไม่นับว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อีกหรือ?”
จูฉิงลุกขึ้นยืน จูเหยียนที่ปีนขึ้นไปนั่งบนเข่าของเขา ไม่ได้ทันระวังเลยตกลงพื้นอย่างแรงจนร้องครางด้วยความเจ็บ
“เจ้าเหม็นนี้ เวลาสำคัญแบบนี้ ยังจะส่งใครไปทำศึกอีก ปู่มีเรื่องที่ต้องจัดการ เจ้าเองมีเรื่องอะไรที่ควรทำก็ไปทำซะ”
จูเหยียนค่อยๆ ตะเกียกตะกายขึ้นมา ปากก็ยังร้องครวญอยู่ “โฮ่งโฮ่ง เจ้าหมาน้อย พื้นสกปรก ไม่มีประโยชน์ ก็โยนทิ้งไป โฮ่งโฮ่ง ใจเย็นๆ”
จนจูเหยียนกลับออกไป ชิงซวงที่ยืนแอบอยู่มุมห้องก็เดินออกมา มองซ้ายมองขวาไม่มีใครอยู่ รีบหยิบป้ายหยกออกจากอกเสื้อ ส่งถ่ายพลังเสวียนและเคาะลงที่ป้ายหยก
ป้ายหยกนั้นก็มีลำแสงขึ้นมา ด้านหน้าเห็นเงาดำตะคุ่มตะคุ่มอยู่จำนวนไม่น้อย