ตอนที่ 289
บทที่ 290 ชั้นที่หก! [รีไรท์]
October 22, 2026
ถวนจื่อพยักหน้าแรง
ฉู่หลิวเยว่เงียบไป
ที่นี่ก็เป็นชั้นที่สี่แล้วมีเพียงคนที่มีวิชาระดับสี่เท่านั้นถึงจะสามารถขึ้นไปได้ เมื่อมองไปรอบๆ ทุกอย่างก็ว่างเปล่า ในสำนักทั้งหมด นักเรียนที่มีความสามารถต่อสู้อยู่ในระดับสี่นั้นมีไม่ถึงสิบคน ส่วนคนที่อยู่ในระดับห้านั้น…ไม่มีเลยสักคน!
ฉู่หนิงก็เป็นผู้มีทักษะการต่อสู้ระดับเช่นกัน ผู้ฝึกที่สามารถบรรลุถึงระดับนี้ได้ เบื้องต้นก็ถือเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดของแคว้นเย่าเฉินแล้ว ไม่จำเป็นต้องคิดก็รู้ว่าทักษะระดับห้านี้ คงไม่มีใครสามารถบรรลุได้แน่นอน แต่เรื่องที่ยากจะเข้าใจได้ในตอนนี้ก็คือเหตุถวนจื่อจึงสามารถผ่านรั้วกั้นไปได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนั้น ที่จริงแล้วสิ่งที่ฉู่หลิวเยว่กังวลที่สุดในตอนนี้คืออีกเรื่องหนึ่ง…พวกนางขึ้นมาโดยไม่ให้ซุ่มมีเสียงใดๆ แบบนี้จะทำให้ท่านผู้อาวุโสเว่ยอวิ๋นที่คอยเฝ้าอยู่บนหอคอยหรือไม่?
สำหรับสำนักเทียนลู่แล้ว หอคอยจิ่วโยวเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าหากมีการก่อเรื่องอันใดแล้วมีคนสังเกตเห็นเข้า ทางฝั่งนางคงไม่รู้จะอธิบายอย่างดืเห็นฉู่หลิวเยว่ยืนเงียบๆ อยู่ตรงนั้นแล้วก็เหมือนว่าไม่ได้ตั้งใจจะขึ้นไปต่อด้วย ถวนจื่อจึงหันกลับมาอย่างไม่รีรอ แล้วพุ่งขึ้นไปบนชั้นห้าทันที!
ฉู่หลิวเยว่ขมวดคิ้วและมองถวนจื่อบินไปอยู่ข้างหน้ารั้วกั้นชั้นที่ห้าอยู่แบบนั้น
ถึงแม้ว่าจะยังห่างอยู่ระยะหนึ่ง แต่ฉู่หลิวเยว่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่อยู่บนนั้นได้อย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับระดับสี่แล้วก็ไม่รู้ว่าแข็งแกร่งกว่าตั้งเท่าไรหรือว่า รั้วของชั้นที่ห้าจะสามารถขัดขวางถวนจื่อได้?
ถ้าหอคอยจิ่วโยขึ้นไปได้ง่ายถึงเพียงนั้น แบบนั้นจะไม่เกินเหตุเกินไปรึ?
เมื่อนึกถึงตรงนี้แล้ว ในใจของฉู่หลิวเยว่ก็รู้สึกสบายใจขึ้น จากนั้นก็ยืนมองอยู่กับที่อย่างเงียบๆ
แต่ไม่นานความคิดของนางก็ต้องสลายไป
รั้วกั้นอันแข็งแกร่งนั้น ไม่สามารถขัดขวางถวนจื่อได้เลยสักนิด!
มันทะลุผ่านได้อย่าง่ายดาย เหมือนเป็นที่ที่ไม่มีคนอยู่อย่างใดอย่างนั้น
เห็นท่าทางที่ดีใจและส่ายหางใส่ตัวมันเองแล้ว ฉู่หลิวเยว่ก็ถึงกับเงียบไปสักพัก
เหมือนว่านางจะดูถูกเพียงพอนโลหิตที่นางเก็บมา
ฉู่หลิวเยว่ลังเลอยู่นาน ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกในที่สุดก็ตัดสินใจขึ้นข้างบนไปกับถวนจื่อมาถึงขนาดนี้แล้ว นางก็อยากจะไปดูเหมือนกันว่าอันใดกันที่ดึงดูดให้ถวนจื่อขึ้นไป!
อันที่จริงแล้วนางยังอยากทำให้อีกเรื่องหนึ่งกระจ่างด้วย
เมื่อก่อนตอนที่นางมายังหอคอยจิ่วโยวครั้งแรก และเปิดประตูเข้ามานั้น สัตว์ร้ายที่แกะสลักอยู่บนประตูใหญ่นั้นเหมือนมันมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ อย่างใดอย่างนั้น! และหลังจากที่นางเริ่มฝึกฝนอยู่ที่นี่ ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางได้ยินเสียงเคลื่อนไหวแปลกๆ แบบนั้น
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าอสูรร้ายตัวไหนถูกขังเอาไว้ในหอคอยจิ่วโยวแห่งนี้ แต่สิ่งที่ฉู่หลิวเยว่มั่นใจก็คือ อสูรร้ายตัวนั้นกำลังสู้กับนางอยู่
เมื่อนึกถึงตรงนี้แล้ว ในใจของนางก็แน่วแน่ และยื่นมือออกมาจากรั้วกั้นนั้น
ถวนจื่อรีบจับมือของนางด้วยความดีใจ และพานางทะลุผ่านกำแพงไปอย่างง่ายดาย!
มองดูถวนจื่อที่กระโดดโลดเต้น และไม่ได้เล่นจนทำให้ร่างกายตัวเองบาดเจ็บ ฉู่หลิวเยว่ก็เม้มริมฝีปากพลางมองขึ้นไปบนฟ้า
ขึ้นไปโดยหมุนรอบบันได จนกระทั่งมาถึงจุดยอดสุด
แต่ทุกชั้นต่างก็มีรั้วกั้นที่เหมือนหมอกเป็นชั้นๆ อยู่มันปิดบังทั้งหมดจนทำให้มองอะไรไม่ชัด
จู่ๆ ฉู่หลิวเยว่ก็มีคำถามที่สงสัยเกิดขึ้นในหัว
ในเมื่อมีเพียงผู้มีทักษะต่อสู้ระดับห้าเท่านั้นที่จะสามารถขึ้นมาถึงชั้นที่ห้าได้ ถ้าอย่างงั้นชั้นที่อยู่ด้านบนคงจะมีกฏเกณฑ์ที่แตกต่างกันออกไป?
ฉะนั้น…มีเพียงผู้มีทักษะต่อสู้ระดับเจ็ดเท่านั้นถึงจะสามารถขึ้นไปยังชั้นที่เจ็ดได้?
แต่อย่างไรก็ตาม นอกอาณาจักรม่านสวรรค์ไม่มีผู้ฝึกคนไหนที่สามารถทะลุผ่านไปสู่ระดับนี้ได้เลย!
ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ถ้าอย่างนั้นชั้นบนสุดของหอคอยจิ่วโยวจะมีความหมายอันใด?
เป็นที่รู้กันว่าทักษะต่อสู้ระดับห้าเป็นระดับที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นเย่าเฉิน แม้แต่ทักษะต่อสู้ระดับหกก็ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ!
นั่นก็หมายความว่า ที่หอคอยจิ่วโยวที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนี้ ต่อให้ทุกคนจะสู้หัวชนฝาก็ขึ้นไปได้แค่ห้าชั้นเท่านั้น แล้วใครเป็นคนนำหอคอยจิ่วโยวที่แข็งแกร่งขนาดนี้มาปล่อยไว้ที่นี่กันแน่?
ขณะที่ฉู่หลิวเยว่นึกย้อนไปถึงสำนัก ก็จำได้ว่าไป๋เชินเคยตั้งใจแนะนำหอคอยจิ่วโยวเป็นพิเศษ แต่ตอนนั้น เขาบอกเพียงแค่ว่าข้างลองของหอคอยจิ่วโยวนั้นเป็นถ้ำเทียนหยวนฝู ฉะนั้นความเข้มข้นของพลังภายในหอคอยจึงมีมากกว่าโลกภายนอกอยู่มาก
แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้เหตุผลส่วนใหญ่ที่ทำให้ฉู่หลิวเยว่ต้องการเข้าสู้ที่สำนักเทียนลี่ตั้งแต่แรกก็เพราะมาตามหอคอยจิ่วโยวเช่นกัน แต่ตอนนี้นางเพิ่งจะรู้สึกว่าภายในหอคอยจิ่วโยวนั้นซ่อนความลับเอาไว้มากมาย
นางมองไปยังถวนจื่อ “จะไปต่ออีกหรือ?”
…
เมื่อฉู่หลิวเยว่เข้ามาในหอคอยจิ่วโยวและทะลุผ่านยังชั้นที่ห้าแล้ว หรงซิวก็เพิ่งจะกลับมาจากตำหนักหลีอ๋อง และมาถึงลานอี๋เฟิง
เยี่ยนชิงตามติดอยู่ข้างหลัง และรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้หรงซิวฟังอย่างรวดเร็ว
หรงซิวนอนลงบนเก้าอี้หวายด้วยสีหน้านิ่งเฉยจนมองความดีใจและความโกรธไม่ออก
“กำหนดเวลาไว้แล้วรึ?”
เยี่ยนชิงโน้วตัวพลางตอบกลับ
“ยังขอรับ ฟังจากที่ท่านรองทัพมู่พูดแล้วคงจะหมายความว่า ยังจะที่นี่ไปอีกสักระยะหนึ่ง อีกอย่างก็เหมือนว่าจะทำการทดสอบคุณหนูหลิวเยว่ด้วย ถ้าผ่านทั้งหมดแล้วจึงจะพาคุณหนูหลิวเยว่ไปยังราชวงศ์เทียนลิ่ง”