ตอนที่ 532
ตอนที่ 532 ผูกสัมพันธ์
October 31, 2026
โจวเสาจิ่นได้ยินแล้วรีบไปแจ้งข่าวดีให้บิดา และคิดได้ว่าพรุ่งนี้เชิญคนจากครอบครัวของ เฉิงจิงและเฉิงเว่ยมารับประทานอาหาร ได้แสดงความยินดีให้เฉิงฉือด้วยพอดี จึงปรึกษาฮูหยินผู้ เฒ่ากัวว่า “ให้คนมาทําการแสดงแล้วก็อาจารย์หญิงมาเล่านิทานดีหรือไม่เจ้าคะ” ฮูหยินผู้เฒ่ากัวชอบฟังอาจารย์หญิงเล่านิทาน เฉิงจิงและคนอื่นๆ ล้วนชอบฟังงิ้ว “ได้!” เรื่องราวน่ายินดีทําให้คนมีชีวิตชีวา ฮูหยินผู้เฒ่ากัวอนุญาตด้วยความยินดี กล่าว ด้วยว่า “เชิญเหนียงจื่อของตระกูลเจิ้งมาเล่านิทานเถิด” เหนียงจื่อตระกูลเจิ้งเป็นสตรีสามพี่น้อง พี่สาวคนโตและพี่สาวคนรองตาบอด เล่านิทาน ด้วยกัน น้องสาวคนที่สามเล่านิทานไม่เป็ น ดูแลการใช้ชีวิตประจําวันให้พี่สาวทั้งสองคน รับผิดชอบพาพวกพี่สาวออกไปเล่านิทานข้างนอก ทั้งสามพี่น้องล้วนเป็นคนอายุสามสิบกว่าปี แล้วทั้งสิ้น มิได้แต่งงาน มีชื่อเสียงที่จิงเฉิงอย่างยิ่ง ฮูหยินเผิงของฝ่ ายกองทัพและอาชาผู้นั้นเป็น คนแนะนํามา โจวเสาจิ่นรีบให้คนนําเทียบไปเชิญ กลัวว่าหากล่าช้าแล้วเหนียงจื่อตระกูลเจิ้งจะรับงาน ของครอบครัวอื่นไปก่อน ปรากฏว่าช้าไปเล็กน้อยจริงๆ เหนียงจื่อตระกูลเจิ้งตกปากรับคํางานวันประสูติของ พระธิดาองค์โตของตําหนักองค์ชายสี่ไปแล้ว จึงปรึกษากับซางมามาที่มาเชิญนางว่า “ค่อยไป เยี่ยมเยียนบ้านของท่านในวันมะรืนได้หรือไม่ คิดเสียว่าไปพูดคุยเรื่องเก่าแก่เป็นเพื่อนฮูหยินผู้ เฒ่า” ความหมายก็คือไม่ต้องจ่ายเงิน4940 โจวเสาจิ่นรู้ว่าคนที่เดินทางไปทั่วเจียงหูอย่างพวกนางนี้ยากลําบากนัก กลัวว่าการตอบ ไม่ดีครั้งหนึ่งอาจทําให้คนขุ่นเคืองใจได้ จึงอดทนอดกลั้นเสียมาก นอกจากนี้เหนียงจื่อตระกูลเจิ้ง ทั้งสามก็ตอบรับผู้อื่นไปก่อนแล้ว จึงเป็นคนตัดสินใจเองว่า “เช่นนั้นก็เชิญพวกนางมาเล่านิทาน วันมะรืนก็แล้วกัน นานๆ ทีท่านแม่จะดีใจมีความสุขขนาดนี้ พวกเราก็สนุกสนานกันสักสองวันก็ แล้วกัน” ซางมามารับคํายิ้มๆ โจวเสาจิ่นไปบอกฮูหยินผู้เฒ่ากัวว่า “…คณะร้องเทียนถังขับขานหนังสือสวรรค์ได้ บ้าน ของพวกเราก็ไม่ได้รื่นเริงเช่นนี้มานานแล้ว” ตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวมีอวิ้นเกอเอ๋อร์คนที่นางเฝ้ารอคอยมานานอยู่ด้วยแล้ว ไม่ว่าเรื่อง อะไรล้วนคิดถึงแต่อวิ้นเกอเอ๋อร์ ได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวยิ้มๆ ว่า “เช่นนี้ก็ดี จะได้หลีกเลี่ยงเรื่องที่ว่า เรือนชั้นในเล่านิทานเรือนชั้นนอกร้องงิ้ว จนทําให้อวิ้นเกอเอ๋อร์ของพวกเราตกใจ” โจวเสาจิ่นเม้มปากกลั้นหัวเราะ กระทั่งวันรุ่งขึ้น เหนียงจื่อตระกูลเจิ้งทั้งสามคนกลับมาหาตั้งแต่เช้าตรู่ ยังมีหมัวมัวแต่ง กายสง่างามจากตําหนักขององค์ชายสี่มาด้วยอีกผู้หนึ่ง นางเรียกขานตัวเองว่าเป็นแม่นมของพระ ชายาขององค์ชายสี่ หลังจากที่ทําความเคารพฮูหยินผู้เฒ่ากัวอย่างนอบน้อมแล้วก็กล่าวยิ้มๆ ว่า “พระชายาองค์ชายสี่ของพวกข้าไม่ทรงทราบว่าวันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเชิญเหนียงจื่อตระกูลเจิ้งมาเล่า นิทาน ตรัสว่าองค์หญิงยังทรงพระเยาว์ ไม่กล้ารับการเคารพจากฮูหยินผู้เฒ่าเช่นนี้ได้ วันนี้จึงทรง ให้เหนียงจื่อตระกูลเจิ้งมาเล่านิทานให้ฮูหยินผู้เฒ่า และถือเป็นการให้องค์หญิงได้อานิสงส์ความ โชคดีจากฮูหยินผู้เฒ่าด้วย” ทั้งครอบครัวเงียบงันไปด้วยความประหลาดใจ4941 บนโลกหล้านี้ไหนเลยจะมีเหตุผลให้ราชวงศ์ต้องหลีกทางให้ขุนนางกัน เฉิงจิงได้ยินแล้วรีบให้เฉิงสวี่ไปกล่าวขอบคุณ “ข้าราชบริพารไม่อาจสานสัมพันธ์กับ กรมวัง เหตุผลดุจเดียวกัน ขุนนางอย่างพวกเรานี้ก็ไม่อาจจะใกล้ชิดกับองค์ชายพระองค์ใดมากเกินไป พวกเจ้าก็ทําเสมือนว่าข้ายังมาไม่ถึง ไปกล่าวขอบพระทัยองค์ชายสี่ที่ตําหนักองค์ชายสี่แทนพวกข้า”เนื่องจากเฉิงสวี่มีบิดาเป็นมุขมนตรีอยู่ในสํานักราชเลขาธิการ ต่อให้เขาจะไร้เดียงสากว่านี้ แต่คนที่ได้ติดต่อด้วยทุกวันล้วนเป็นคนที่ยืนอยู่ในจุดสูงสุดของรัชสมัยนี้กลุ่มนั้นทั้งสิ้น เพียงบิดาเอ่ยปากเขาก็รู้เจตนาของบิดาแล้ว พยักหน้าแล้วรีบเข้าไปในเรือนชั้นในฮูหยินผู้เฒ่ากัวซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง มิได้บ่ายเบี่ยงกันไปมากับคนของตําหนักองค์ชายสี่แต่เตรียมของขวัญมากมายขอให้หมัวมัวผู้นั้นนํากลับไปด้วย “…วันนี้ในบ้านมีแขกจึงปลีกตัวไปไม่ได้ รอสักสองวันข้าเสร็จเรื่องยุ่งทางนี้แล้ว จะไปโขกศีรษะขอบคุณนํ้าพระทัยของพระชายา”เห็นได้ชัดว่าหมัวมัวผู้นั้นเองก็เป็นคนมีประสบการณ์อยู่หลายส่วน รู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่ากัวเพียงพูดไปตามมารยาทเท่านั้น รีบกล่าวว่า “ไม่กล้ารับคําขอบคุณจากฮูหยินผู้เฒ่า ตอนข้าออกมาพระชายาของพวกข้าได้ทรงบัญชาเอาไว้แล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นผู้อาวุโส หากจะกล่าวเรื่องเยี่ยมเยียน ก็ควรเป็นพระชายาของพวกข้าทรงมาเยี่ยมเยียนฮูหยินผู้เฒ่าถึงจะถูก”เดิมทีทุกคนต่างไม่สนิทสนมกันอยู่แล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกล่าวโอภาปราศรัยกับนางตามมารยาทสองประโยค เมื่อครู่ตอนที่พวกนางกําลังพูดคุยกันอยู่นั้นโจวเสาจิ่นก็กระซิบกับซางมามาไปสองสามประโยค ซางมามาเดินออกไปอย่างเบามือเบาเท้า เวลานี้เดินเข้ามาอีกครั้งอย่างเบามือเบาเท้า ในมือยังถือกล่องหนึ่งมาด้วยฮูหยินผู้เฒ่ากัวเงยหน้ามองโจวเสาจิ่นครั้งหนึ่ง นัยน์ตามีแววพึงพอใจสายหนึ่งวาบผ่านยกจอกชาพลางกล่าว “ก่อนนี้ไม่รู้ว่าเป็นวันประสูติขององค์หญิง ขออภัยที่ข้าไม่อาจไปกล่าว4942ถวายพระพรองค์หญิงได้ จึงขอรบกวนหมัวมัวนําสิ่งของเล็กน้อยนี้กลับไปให้องค์หญิงถือเป็นคําถวายพระพรแล้ว”ขณะที่นางกล่าว ซางมามาก็รีบถือกล่องมาให้หมัวมัวผู้นั้นตะลึงงันเล็กน้อย กล่าวขอบคุณยิ้มๆ พูดคุยกันอีกสองสามประโยคแล้วจึงลุกขึ้นกล่าวอําลาโจวเสาจิ่นบอกให้ซางมามาตามไปโขกศีรษะให้องค์หญิงแทนพวกนางสักครั้งหนึ่งซางมามารับคํายิ้มๆ เดินทางไปตําหนักขององค์ชายสวี่พร้อมกับเฉิงสวี่หัวคิ้วของฮูหยินผู้เฒ่ากัวผูกเป็นปมมุ่น กล่าวอย่างฉงนสงสัยว่า “เหตุใดคนของตําหนักองค์ชายสี่ถึงคิดจะผูกสัมพันธ์กับพวกเราด้วย”คนมีปัญญาแค่มองก็รู้แล้วว่าตําหนักขององค์ชายสี่กําลังแสดงความมิตรกับตระกูลเฉิงหยวนซื่อกล่าวยิ้มๆ ว่า “เกรงว่าคงมีเรื่องอะไรต้องการขอร้องนายท่านใหญ่กระมัง”ราชวงศ์ก็มีกฎระเบียบของราชวงศ์ แต่หากเกี่ยวโยงมาถึงแวดวงขุนนางแล้ว องค์ชายสี่ที่ไม่ได้รับการโปรดปรานผู้หนึ่งอย่างเขาก็ไม่สะดวกสบายเท่าเฉิงจิงจริงๆพอรู้ว่าคนของตําหนักองค์ชายสี่กลับไปแล้ว เฉิงจิงก็เร่งเข้ามาหา ได้ยินแล้วรู้สึกลําบากใจเล็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้ กล่าวว่า “ก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร…เขาไม่พูด พวกเราก็ไม่จําเป็นต้องเร่งปีนขึ้นไป หากเขามีเรื่องจริงๆ จะช้าเร็วก็ต้องมาหาข้าอยู่ดี”ทุกคนพยักหน้าแม้นจะมีฉากเล็กๆ ฉากหนึ่งเช่นนี้มาคั่น ก็มิได้ทําลายความสนุกสนานของทุกคน4943กระทั่งกูไหน่ไนที่แต่งออกไปแล้วทั้งสามท่านของตระกูลเฉิงพาสามีและลูกมาถึง จึงแยกกันรับประทานมื้อเที่ยงบุรุษโต๊ะหนึ่งและสตรีโต๊ะหนึ่ง จากนั้นก็ไปที่สวนดอกไม้ของถนนกลาง ชมการแสดงทั้งชั้นบนและชั้นล่างรุ่ยเกอเอ๋อร์ของเฉิงเซิงยังเป็นเพียงเด็กน้อยที่ฟันเพิ่งขึ้นผู้หนึ่ง อวิ้นเกอเอ๋อร์ของโจวเสาจิ่นจึงยิ่งไม่ต้องพูดถึง กู้หนิงของเฉิงเจิงปีนี้อายุสิบเอ็ดขวบ กู้จงเองก็แปดขวบ อาเป่าและอาเหรินผู้