ตอนที่ 543
ตอนที่ 543 ความสูญเสียของแผ่นดิน
October 31, 2026
เฉิงเซิงและหมิ่นเจียมองตามสายตาของพวกนางไปก็เห็นชิงเฟิ งและอู๋เซียนเซิงเช่นกัน เพียงแต่ว่าเฉิงเซิงยังไม่เข้าใจสถานการณ์ กล่าวกับโจวเสาจิ่นยิ้มๆ ว่า “มีแขกมาอีกแล้วหรือ” โจวเสาจิ่นไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น กล่าวยิ้มๆ อย่างคลุมเครือว่า “คงจะใช่กระมัง!” ทว่าหมิ่นเจียเติบโตขึ้นมาจากตระกูลขุนนาง อีกทั้งยังเป็นบุตรสาวคนโตของภรรยาเอก เติบโตมากับย่าทวดตั้งแต่เด็ก ได้รับการปลูกฝังการเป็นภรรยาเอกของตระกูลมา จึงพอจะเห็น ความผิดปกติ การเข้าหาของเฉิงเซิงวันนี้ทําให้นางรู้สึกซาบซึ้งใจ รู้สึกสนิทสนมกับเฉิงเซิงมากขึ้น หลายส่วนอย่างช่วยไม่ได้ ได้ยินเช่นนั้นก็แอบดึงแขนเสื้อเฉิงเซิงเบาๆ กระซิบกล่าวว่า “สถานการณ์ดูแปลกๆ เล็กน้อย ตอนนี้พวกเราอย่าเพิ่งออกไปดีกว่า รอดูสถานการณ์แล้วค่อยว่า กันอีกที” เฉิงเซิงรู้สึกสะดุดใจ เขย่งเท้าขึ้นมองไป เห็นเพียงชิงเฟิงพาอู๋เซียนเซิงผู้นั้นเข้าไปในศาลา ไม่นานคนในศาลาล้วนลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นเฉิงฉือส่งเฉิงเซ่าและอู๋เซียนเซิงผู้นั้นออก จากศาลาไป สาวเท้าออกไปจากสวนดอกไม้อย่างรีบร้อน “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับท่านปู่รองใช่หรือไม่” นางพึมพํากล่าว ความสนุกสนานของทุกคนล้วนจืดจางลงหลายส่วน มีเพียงเด็กๆ ที่ยังร้องเสียงดังโหวกเหวกเจื้อยแจ้วอยู่บนเรืออย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับท่านอารองทางด้านโน้นหรือเปล่ายังไม่รู้ แต่ทุกคนกลับไม่มีอารมณ์ รื่นเริงกันแล้ว เป็นเช่นนี้ต่อไม่ได้การเป็นแน่! โจวเสาจิ่นรีบกล่าวยิ้มๆ ว่า “ข้าจะให้คนไปสอบถาม ดูว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับท่านอารอง หรือเปล่า”5035 เฉิงเจิงและคนอื่นๆ รีบพยักหน้าเห็นด้วย โจวเสาจิ่นรีบเรียกซางมามาเข้ามาสั่งการลงไป ซางมามาไปที่ศาลาทันทีแล้วก็กลับมาอย่างรวดเร็ว กล่าวว่า “ในวังส่งคนมา บอกว่าองค์ ชายเจ็ดทําให้องค์ฮ่องเต้ไม่พอพระทัย องค์ฮ่องเต้มีรับสั่งให้นายท่านผู้เฒ่ารองเข้าวังไปเดินหมาก ด้วยเจ้าค่ะ” ทุกคนต่างรู้สึกโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง บริเวณทะเลสาบถึงได้กลับมาครึกครื้นเหมือนเมื่อครู่อีกครั้ง คนในศาลากลับไม่ได้รื่นเริงเท่าบรรดาสตรี หยวนหมิงกล่าว “…ตกลงเรื่องขององค์ชายเจ็ดจัดการอย่างไรกันแน่ แม้แต่คนของ กรมการตรวจตราก็ไม่กล้าฟ้องร้อง กล่าวคือ ขุดลึกลงไป อาจกล่าวได้ว่าเป็นการก่อกบฏ หาก เพียงผิวเผิน อาจกล่าวได้ว่าเป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวง ตอนนี้ทุกคนไม่ว่าสูงตํ่าล้วนแล้วแต่มองสี พระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้ถึงขยับเขยื้อนกันทั้งนั้น พี่ใหญ่ ท่านว่าท่านปู่รองเข้าวังไปเดินหมากกับ องค์ฮ่องเต้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่ เวลานี้ผู้ใดจะรู้ว่าองค์ฮ่องเต้จะทรงตรัสถามอะไรบ้าง คําตอบไม่ถูกพระทัยหนึ่งคําตอบ อาจถึงขั้นถูกลงโทษทั้งตระกูลก็เป็นได้นี่นา!” ความจริงแล้วพวกเขาเป็นสามีพี่ภรรยาและสามีน้องภรรยากัน เพียงแต่ว่าเพราะพวกเฉิง เจิงสามพี่น้องสนิทสนมกันเป็นอย่างยิ่ง ก็เลยนับญาติเป็นพี่ชายน้องชายเรียงลําดับตามสามพี่ น้อง ทําให้ดูสนิทสนมกันมากขึ้น กู้ซวี่ได้ยินแล้วกล่าวยิ้มๆ ว่า “มีการลงโทษทั้งตระกูลมากมายเพียงนั้นที่ไหนกัน จากการ สํารวจราชวงศ์ปัจจุบัน นอกจากตอนเริ่มก่อตั้งแผ่นดินในยุคไท่จงที่เคยมีการฆ่าล้างทายาทของ5036 ตระกูลบัณฑิตที่สืบทอดต่อกันมาแล้ว ฮ่องเต้พระองค์ถัดจากนั้นเคยลงมือกับครอบครัวบัณฑิต ขุนนางด้วยหรือ” หยวนหมิงเป็นบุตรหลานของตระกูลหยวน เป็นหลานชายของหยวนซื่อ เป็นญาติที่ห่าง จากหยวนเหวยชางยังไม่เกินสามรุ่น บิดาก็เป็นบัณฑิตผู้คงแก่เรียนผู้หนึ่ง เพียงแต่ว่าเพราะร่างกายอ่อนแอ สอบจวี่เหรินผ่านแล้วก็ไม่ได้ลงสนามสอบอีก พูดถึงความรู้แล้ว นับว่าเป็นลําดับต้นๆ ของตระกูลหยวนเลยทีเดียว เมื่อก่อนหยวนหมิงติดตามเรียนหนังสือกับบิดาของตนมาโดยตลอด แม้แต่บุตรชายหลายคนของหยวนเหวยชางก็ล้วนแล้วแต่ให้บิดาของเขาสอนสั่งเช่นเดียวกัน เป็นคนที่พูดจามีนํ้าหนักในตระกูลหยวน มารดามาจากครอบครัวคหบดีรํ่ารวยของหรงเฉิง เป็นเพราะมีบุญคุณต่อตระกูลหยวนถึงได้มีการเกี่ยวดองนี้เกิดขึ้น เวลานั้นสินเจ้าสาวจึงมีถึงสิบลําเรือเต็มๆ หลังจากแต่งเข้าตระกูลหยวนแล้วก็คลอดบุตรชายอย่างหยวนหมิงได้เพียงคนเดียวเท่านั้น นอกจากนี้บิดามารดารักใคร่ เฉลียวฉลาดตั้งแต่เด็ก อยู่ที่ตระกูลหยวนแม้แต่หยวนเหวยชางก็ปฏิบัติต่อเขาอย่างเป็นพิเศษ เลี้ยงดูเขาให้กลายเป็นคนจริงใจและตรงไปตรงมาได้ยินกู้ซวี่ตอบเช่นนี้ เขากล่าวยิ้มๆ ว่า “มิใช่ว่ากฎเกณฑ์ล้วนถูกทําลายหมดแล้วหรอกหรือ! แรกเริ่มองค์ฮ่องเต้ไท่จงยังทรงตรัสว่าไม่มีการเก็บภาษีเพิ่ม แต่ท่านดูตอนนี้ เปรียบเทียบกับตอนก่อตั้งประเทศแล้ว ภาษีนี้ย้อนกลับไปกี่ครั้งแล้ว อย่างไรก็ตามข้าไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว แต่ข้ารู้สึกว่าเป็นอย่างท่านอาสี่นั้นดี เวลาอยากทําการค้าก็ทําการค้า เวลาอยากเข้ารับราชการก็เข้ารับราชการ…เพราะฉะนั้นข้าจึงชื่นชมท่านอาฉือเป็นที่สุดแล้ว ข้าเองก็อยากเรียนรู้จากเขา…”กู้ซวี่และเผิงเจ่าต่างหัวเราะฮ่าเฉิงสวี่กลับก้มหน้าลง ค่อยๆ จิบชาคําหนึ่ง ตอนเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ก็ทิ้งสายตาไว้ที่ผิวนํ้าทะเลสาบกว่าครู่ใหญ่5037ในที่นี้ทุกคนล้วนอาวุโสกว่าเฉิงรั่ง เฉิงรั่งรู้สึกว่าหยวนหมิงพูดได้น่าขบขันยิ่ง แต่ก็ไม่กล้าพูดคุยหัวเราะอย่างพวกเขา ได้แต่กลั้นยิ้มรินนํ้าชาให้กู้ซวี่เท่านั้นท่านปู่ และบิดาของเผิงเจ่าล้วนเป็นจิ้นซื่อขั้นสองทั้งสิ้น แต่ครอบครัวของพวกเขาไม่ต่างกับครอบครัวของโจวเสาจิ่น รุ่นก่อนหน้าท่านปู่ ของเขามีทรัพย์สินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาสู่ขอเฉิงเซิงได้ ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะท่านปู่ และบิดาของเขาล้วนเป็นคนมีเกียรติปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเหมาะสมทั้งสิ้น ส่วนตัวเขาไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือความรู้ความสามารถล้วนเป็นคนโดดเด่นของคนในยุคนี้ เมื่อเปรียบเทียบบุตรเขยทั้งสามคนของตระกูลเฉิงแล้ว เขาทั้งไม่ได้ประสบความสําเร็จและมีชื่อเสียงเท่ากู้ซวี่และไม่ได้มาจากตระกูลมีอํานาจเหมือนหยวนหมิง ยามพูดจาจึงค่อนข้างระมัดระวัง ไม่ค่อยเอ่ยปากพูดเท่าไรนัก แต่เมื่อได้เอ่ยปากพูดก็มักจะมีพลังและนํ้าหนัก แต่คุณลักษณะเช่นนี้ไม่เพียงเฉิงจิงที่ชอบ เฉิงเซ่าและเฉิงฉือเองก็พึงพอใจยิ่งเขาหัวเราะเสร็จแล้วก็กล่าวว่า “มิใช่ว่าท่านลุงใหญ่อยู่กับท่านย่าหรอกหรือ ประเดี๋ยวกลับมาลองสอบถามท่านลุงใหญ่ดูก็ได้แล้ว!”หยวนหมิงหัวเราะฮ่า กล่าวว่า “มิใช่เพราะข้าเห็นว่าผู้ใหญ่ไม่อยู่ จึงแสร้งทําตัวเป็นจักรพรรดิหรอกหรือ”ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงกู้ซวี่แล้ว แม้แต่เฉิงรั่งก็หัวเราะขึ้นมาด้วยเฉิงฉือจึงกลับมาถึงท่ามกลางเสียงหัวเราะของพวกเขาหยวนหมิงรีบเอ่ยขึ้นว่า “ท่านอาสี่ ท่านปู่ รองได้บอกอะไรหรือไม่ เรื่ององค์ชายเจ็ดกรมการตรวจตรามีข่าวคราวอะไรบ้างหรือยังขอรับ”เมื่อครู่เฉิงเซ่าอยู่ที่นี่ด้วย ทุกคนต่างสงวนท่าทีไม่กล้าพูดจาเหลวไหล ตอนนี้เหลือเพียงเฉิงฉือที่อายุใกล้เคียงกับพวกเขาเพียงผู้เดียว เมื่อก่อนตอนที่ไม่ได้คบหาสมาคมด้วยจึงไม่รู้5038นับตั้งแต่มาอยู่เมืองหลวงแม้ไม่ค่อยพูด ทว่าปฏิบัติกับผู้คนด้วยความใจกว้าง เวลาหยวนหมิงพูดจาจึงไม่ค่อยวิตกกังวลอะไรสักเท่าไรแล้วเฉิงฉือกล่าวยิ้มๆ ว่า “เมื่อครู่ท่านอารองยังอยู่กับพวกเราอยู่เลย เรื่องที่พวกเราไม่รู้เขาเองก็ย่อมไม่รู้เช่นกัน จะบอกอะไรได้! ส่วนเรื่องขององค์ชายเจ็ด ช่วงนี้ข้าได้รับคําสั่งให้ตรวจสอบบัญชีเก่าก่อนหน้านี้ของสํานักข้าหลวงฝ่ายจัดการนํ้าที่กรมโยธา จึงยังไม่ได้ใส่ใจจริงๆ”