ตอนที่ 545
ตอนที่ 545 ไว้ทุกข์
October 31, 2026
โจวเสาจิ่นเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องตลอดจวบจนเสียงตีกลองบอกเวลายามสองดังขึ้น เฉิงฉือถึงกลับมา ตอนกลับมาเขาสวมชุดดําทั้งตัว คล้ายกับว่ากําลังปกปิดตัวตนอยู่ โจวเสาจิ่นจึงยิ่งเป็นกังวลใจ ไล่ข้ารับใช้ในห้องออกไป ช่วยถอดอาภรณ์ให้เขาไปด้วย เอ่ย ถามเสียงเบาไปด้วยว่า “ได้พบท่านอารองหรือไม่เจ้าคะ” “ได้พบแล้ว!” เฉิงฉือกระซิบกล่าว “อีกประเดี๋ยวพวกเราค่อยคุยกัน” โจวเสาจิ่นเข้าใจความหมาย ทั้งสองคนอาบนํ้าดับตะเกียงพักผ่อน แอบกระซิบกระซาบ กันอยู่ใต้ผ้าห่ม “ท่านอารองไม่เป็นอะไร องค์ฮ่องเต้ทรงเรียกเขาไปเพราะตัดสินพระทัยไม่ได้ด้วย เรื่องขององค์ชายเจ็ดจริงๆ ทรงอยากให้ท่านอารองอยู่เป็นเพื่อนเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ แต่ผู้ใดจะ รู้ว่ากลับเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น หยวนฮองเฮาเป็นหลานสาวของไทเฮาเหนียงเหนียง ไม่รู้ว่าไทเฮา เหนียงเหนียงทรงเป็นอะไร ทรงนึกขึ้นได้ว่าวันรุ่งขึ้นเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของหยวน ฮองเฮา จึงทรงเรียกองค์รัชทายาทและพระราชนัดดาองค์โตเข้าวังหลวงไปหารือเรื่องจัดงานเฉลิม พระชนมพรรษาให้หยวนฮองเฮา ข้างวรกายองค์รัชทายาทนั้นนอกจากพระชายาแล้ว ก็มีพระ สนมเหลียงตี้ที่ปรนนิบัติรับใช้เขามาตั้งแต่เด็กและให้กําเนิดพระธิดาองค์โตให้เขาผู้นั้นเป็นพระ สนมเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่โดยลับๆ แล้ว คนที่เขาโปรดปรานที่สุดกลับเป็นนางกํานัลแซ่ไต้ข้าง วรกายเขาผู้หนึ่ง แต่เนื่องจากนางกํานัลแซ่ไต้ผู้นี้ยังไม่ได้ให้กําเนิดบุตร จึงยังไม่มียศตําแหน่งใดๆ มาโดยตลอด และเพราะนางกํานัลแซ่ไต้ผู้นี้เติบโตมาจากตําหนักของไทเฮา ดังนั้นวันที่องค์รัช ทายาทเข้าวังหลวงวันนั้น จึงพานางกํานัลแซ่ไต้ผู้นี้ไปด้วย… …องค์รัชทายาทและพระราชนัดดาองค์โตไปสนทนากับไทเฮาเหนียงเหนียงและหลินไท่ เฟยที่ตําหนักข้างๆ ส่วนนางกํานัลแซ่ไต้ผู้นั้นพูดคุยกับนางกํานัลสองสามคนอยู่ในห้องนํ้าชา…5054 …ทว่าองค์ชายรองกลับเสด็จมาอย่างกะทันหัน… …ทรงทราบว่าองค์รัชทายาทและพระราชนัดดาองค์โตสนทนากับไทเฮาเหนียงเหนียง และหลินไท่เฟยอยู่ที่ตําหนักข้างๆ ก็ไม่ให้ขันทีเด็กไปรายงาน ตรัสว่าจะทรงรออยู่ด้านนอก… …ข้ารับใช้ในตําหนักฉือหนิงเองก็กลัวว่าไทเฮาเหนียงเหนียงจะทรงมีเรื่องอะไรต้องการ คุยกับองค์รัชทายาท ก็เลยไม่ไปรายงานด้วยเช่นกัน… …อากาศหนาวเย็นเล็กน้อย องค์ชายรองจึงทรงพระดําเนินไปที่ห้องนํ้าชา… …นางกํานัลทั้งหลายต่างทยอยกันหลบเลี่ยงออกไป… …องค์ชายรองทรงจํานางกํานัลแซ่ไต้ได้ จึงสนทนากับนางกํานัลแซ่ไต้ผู้นั้น… …คนของตําหนักฉือหนิงก็ไม่ได้ใส่ใจนัก… …ผลปรากฏว่าเมื่อองค์รัชทายาทและพระราชนัดดาองค์โตเสด็จออกมาจากตําหนัก ข้างๆ แล้ว กลับเห็นองค์ชายรองและนางกํานัลแซ่ไต้ผู้นั้นกําลังกอดกันในสภาพที่เสื้อผ้าไม่ เรียบร้อยนัก… …ขณะนั้นองค์รัชทายาททรงพระพิโรธจนพระพักตร์เขียว และเป็นลมล้มพับลงไป… …ไทเฮาเหนียงเหนียงรีบให้เรียกหมอหลวงเข้าไป องค์ชายรองและนางกํานัลแซ่ไต้ผู้นั้นก็ ถูกมัดตัวและอุดปากเอาไว้ มีขันทีและนางกํานัลคนสนิทของไทเฮาเหนียงเหนียงเฝ้าเอาไว้… …แต่องค์รัชทายาทก็ไม่ฟื้น… …องค์ฮ่องเต้สอบสวนองค์ชายรองด้วยพระองค์เอง ถึงได้รู้ว่าเดิมทีแล้วนางกํานัลแซ่ไต้ผู้ นี้และองค์ชายรองมีความสัมพันธ์คลุมเครือกันมาบ้างตั้งแต่สมัยที่นางอยู่ตําหนักฉือหนิงแล้ว ที่ จริงแล้วองค์ชายรองทรงอยากขอให้ไทเฮาเหนียงเหนียงประทานนางกํานัลผู้นี้ให้เขา ปรากฏว่า5055 เขายังไม่ทันได้เอ่ยปาก ไทเฮาเหนียงเหนียงก็ประทานนางกํานัลแซ่ไต้ผู้นั้นให้องค์รัชทายาทไปก่อนแล้ว……วันนั้นองค์ชายรองปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่กรมกลาโหม จู่ๆ ก็มีขันทีเด็กผู้หนึ่งยัดกระดาษเล็กแผ่นหนึ่งเข้ามาในมือเขา บอกว่านางกํานัลแซ่ไต้ผู้นั้นกําลังรอเขาอยู่ที่ตําหนักฉือหนิง มีเรื่องด่วนต้องการขอความช่วยเหลือ องค์ชายรองไตร่ตรองครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายก็ยังคงเสด็จไป เรื่องอะไรยังไม่ได้ไต่ถามให้แน่ชัด แต่พอทั้งสองคนพบหน้ากันก็กอดกันด้วยนํ้าตานองหน้าแล้ว……ความจริงแล้วก็เป็นเพียงการควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เท่านั้น ทว่าในเวลานั้นองค์รัชทายาทกลับพรวดเข้ามา…”โจวเสาจิ่นฟังแล้วรู้สึกเต็มไปด้วยช่องโหว่ กล่าวขึ้นว่า “เหตุใดเรื่องราวถึงได้บังเอิญขนาดนี้ ยังไม่พูดถึงที่ไทเฮาเหนียงเหนียงทรงได้ความคิดขึ้นมาอย่างกะทัน แค่ทางด้านขององค์ชายรองนางกํานัลแซ่ไต้ผู้นั้นก็มิใช่นางฟ้านางสวรรค์ และตอนนี้ก็เป็นคนขององค์รัชทายาทไปแล้ว แค่ได้รับกระดาษเล็กแผ่นหนึ่งเขาก็กล้าไปที่ตําหนักฉือหนิงแล้วได้อย่างไร ยังกอดนางกํานัลแซ่ไต้ผู้นั้นอีก ตําหนักฉือหนิงเองก็แปลกประหลาดยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงวังหลังแล้ว แม้แต่คนอย่างพวกเราเช่นนี้ ข้างกายของผู้ใดไม่มีข้ารับใช้ห้อมล้อมอยู่ด้วยบ้าง จะเข้าจะออกล้วนมีคนคอยเลิกผ้าม่านขึ้นให้ทั้งสิ้น องค์รัชทายาทยังเป็นถึงรัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์ของแผ่นดิน เสด็จไปที่ใดมิใช่ว่ามีคนคอยป่ าวประกาศให้หรอกหรือ ต่อให้อยู่ที่ตําหนักไทเฮาเหนียงเหนียงแล้วจะลดธรรมเนียงลงกึ่งหนึ่ง แต่เมื่อออกจากตําหนักข้างๆ แล้วคงไม่อาจไม่มีการบอกกล่าวแม้แต่คําเดียวหรอกกระมัง”เฉิงฉือฟังแล้ว สายตาที่มองนางเปลี่ยนเป็นอบอุ่นอ่อนหวานขึ้นมาเขาหอมหน้าผากโจวเสาจิ่น กล่าวเสียงอบอุ่นว่า “เสาจิ่น ยิ่งอยู่เจ้าก็ยิ่งเก่งกาจขึ้นแล้ว!เรื่องของราชวงศ์ก็คาดเดาได้หมดแล้ว”5056โจวเสาจิ่นเขินอายนี่ก็คงนับได้ว่าอยู่ใกล้ชาดก็แดงตามชาด อยู่ใกล้นํ้าหมึกก็ดําตามนํ้าหมึกนั่นกระมังนางติดตามเฉิงฉือ ได้ยินเฉิงฉือพูดเรื่อง ‘ขบถและนอกรีต’ ทําเรื่อง ‘ไม่เห็นราชวงศ์อยู่ในสายตา’ เหล่านั้นแล้ว นางเองก็ไม่ค่อยเทิดทูนเรื่องของราชวงศ์เหมือนเมื่อก่อนแล้ว และมองพวกเขาเป็นเหมือนครอบครัวใหญ่ทั่วไปเท่านั้น“สาเหตุที่องค์ฮ่องเต้ทรงประหลาดพระทัยก็เพราะเหตุผลที่เจ้ากล่าวมาเหล่านั้น” เฉิงฉือกระซิบกล่าวกับนางต่อ “นี่โยงใยถึงเรื่องอื้อฉาวของราชวงศ์ องค์ฮ่องเต้ไม่อาจเสียพระเกียรตินี้ได้ จึงรั้งท่านอารองและหานติงหัวหน้าองครักษ์ให้อยู่ช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ทุกคนล้วนมีเหตุผลของตัวเอง พวกเขาสองคนยุ่งวุ่นวายอยู่สองวันเต็มๆ ค้นพบเพียงธูปปลุกกําหนัดครึ่งก้านธูปที่ยังจุดไม่หมดในห้องนํ้าชาเท่านั้น……องค์ฮ่องเต้าทั้งร้อนพระทัยและพิโรธ องค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์ในคืนวันนั้น จึงไม่อาจเอาแต่นอนอยู่เช่นนั้น จําต้องให้ท่านอารองเขียนพระราชโองการ ประกาศการจัดเตรียมเรื่องพระราชพิธีศพออกมา”ตรวจเจอของเช่นนี้จากตําหนักฉือหนิง โจวเสาจิ่นปากอ้าตาค้าง กว่าครู่ใหญ่ถึงเอ่ยขึ้นว่า“จะใช่องค์ชายสี่หรือไม่เจ้าคะ”“หากเขาวางแผนเช่นนี้ได้ ข้าว่าข้าคงต้องทําให้เขายอมจํานนโดยเร็วดีกว่า” เฉิงฉือแคลงใจเป็นอย่างยิ่ง กล่าวว่า “ขยับเพียงหนึ่งครั้งก็จัดการทั้งองค์รัชทายาทและองค์ชายรอง แม้แต่องค์ชายเจ็ดก็ถูกใช้เป็นที่ระบายความโกรธด้วย กล่าวได้ว่ายิงธนูดอกเดียวได้แร้งถึงสามตัว ข้าให้คนไปตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว องค์ฮ่องเต้นั้นมีใบไม้บดบังสายพระเนตรไว้ แต่พวกเราเริ่มตรวจสอบจากองค์ชายสี่ได้ ห่านป่ายํ่าบนหิมะ ต่อให้เป็นแผนที่สมบูรณ์แบบเพียงใด ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เหลือ