ตอนที่ 673
ตอนที่674 โชคดีที่มีเธอ
October 28, 2026
ตอนที่674 โชคดีที่มีเธอ
นี่ไม่ได้เป็นเพียงการไม่ให้เกียรติงานศพเท่านั้น แต่ยังเป็นการไม่ให้เกียรติคนที่ล่วงลับไปแล้วด้วย
เตชิตยังไม่ได้พูดอะไรเลยในวันนี้ อย่างไรก็ตามตอนบ่ายที่เขาออกไปเขาปล่อยทนายเตไว้กับสื่อเหล่านี้ และยังได้หาทนายที่ทรงพลังที่สุดเพื่อที่จะฟ้องร้องเรื่องนี้
นัชชาไม่รู้สึกแปลกใจเลย ถ้าหากว่าเขาไม่ทำอะไรเลยต่างหาก เธอจึงจะรู้สึกเป็นห่วง
ถ้าหากให้เขาออกปากพูด ความโกรธเหล่านี้ จะเป็นการแสดงความโกรธที่แท้จริง ไม่สามารถระงับไว้ภายในได้
วันเวลาผ่านไปแต่ละวัน จนกระทั่งถึงวันที่เจ็ด เย็นนั้นหลังจากทานอาหารเสร็จ เล่นกับลูกสักพัก หลังจากกล่อมลูกเข้านอนแล้ว นัชชากลับไปที่ห้องนอนแต่กลับไม่พบชายคนนั้น เธอลงไปหาที่ชั้นล่าง ที่มุมสนามหลังบ้านเธอเห็นคนกำลังเผาบางอย่างอยู่
เธอขมวดคิ้วและเดินเข้าไป เมื่อเธอเข้าไปใกล้ก็สามารถเห็นสิ่งต่างๆที่อยู่ในมือเขา มันเป็นเงินกงเต๊กกองหนึ่ง
วันนี้เป็นวันที่เจ็ดหลังจากที่ชายชราจากโลกนี้ไป เขากำลังทำสิ่งที่หลานชายไม่ควรลืม เผาเงินกงเต๊กไปให้ผู้เฒ่าด้วยความกตัญญูจากหัวใจ
นัชชาไม่ได้เข้าไปรบกวนเขา เธอรู้ว่าเขายังมีบางคำที่ต้องการพูดคุยกับผู้เฒ่าอยู่ เธอรอให้เขาเผาสิ่งที่อยู่ในมือจนหมดก่อน เธอจึงหมุนตัวกลับไปที่โซฟาด้านหน้า และก้มลงหยิบผ้าห่มบางๆ และเดินไปหาเขา
มันเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศตอนกลางคืนเย็นจัด เขาสวมเพียงเสื้อเชิ้ตตัวเดียวเท่านั้น ต้องหนาวแน่นอน
เธอวางผ้าห่มที่อ่อนนุ่มลงบนไหล่ เมื่อเตชิตหันกลับไปมองเขาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ทางด้านหลังเขา
“คุณลงมาทำไมครับ” หลังจากที่ดับขี้เถ้าแล้วเขาก็ลุกขึ้นมา เขายกมือขึ้นและจับมือของเธอไว้ เมื่อสัมผัสถูกผิวที่เย็ดชืด เขาก็เลิกคิ้วขึ้น “เราไปกันเถอะ”
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ” เธอห่อผ้าห่มบนตัวชายคนนั้นให้กระชับขึ้น “คุณนั่นล่ะ ใส่เสื้อบางขนาดนี้ ถ้าหากคุณเป็นหวัดขึ้นมาพวกทนายที่กล่าวหาคุณยังจะฟ้องคุณอยู่หรือเปล่านะ”
เธอจงใจที่จะหยอกเล่นเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลาย เตชิตฟังออก ใจเขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง เขาโอบไหล่เธอและกอดเธอไว้ในอ้อมอก
เงาร่างของทั้งสองทับซ้อนกัน ผ้าห่มมีขนาดใหญ่พอ ที่จะสามารถห่อร่างกายของพวกเขาทั้งคู่เอาไว้ได้
ระหว่างลมหายใจของพวกเขาเป็นกลิ่นของความสงบในใจ นัชชาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดมิดยากค่ำคืน วันนี้อากาศดี มีดวงดาวมากมาย เกาะกลุ่มกันอย่างหนาแน่นราวกับว่าจะเอื้อมมือสอยลงมาได้สักดวง
เธอยกนิ้วขึ้นชี้ดวงหนึ่งในนั้น “มีคนเคยบอกว่าเมื่อคนจากไปจะกลายเป็นดวงดาว บนท้องฟ้ามีมากมายขนาดนั้น ผู้เฒ่าก็ไม่น่าจะเหงานะคะ”
เมื่อเปรียบเทียบความโรแมนติกของเธอแล้ว ความคิดของชายหนุ่มช่างเรียบง่ายตรงไปตรงมา “นี่มันเรื่องหลอกเด็กนี่”
นัชชาเม้มริมฝีปาก เธอยิ้มอยู่ชัดๆแต่ว่าใจก็เจ็บจี๊ดขึ้นมา “ใครบอกคะ คุณรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องหลอกเด็ก”
“ฟังแล้วน้ำตาจะไหล”
“ฉันไม่สน ยังไงฉันก็คิดว่ามันเป็นเช่นนั้น” นัชชาพูดอย่างนุ่มนวล “คนเหล่านั้นกลายเป็นดวงดาวคอยจ้องมองพวกเรา คอยปกป้องและให้พรแก่เราอยู่”
ชายที่ด้านหลังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็พูดขึ้นเบาๆสองสามคำ “หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ”
พวกเขายืนอยู่ในสวนหลังบ้าน กำลังมองดูดาวที่เต็มท้องฟ้า นัชชารู้สึกอบอุ่นจากอุณหภูมิร่างกายของชายที่อยู่ทางด้านหลัง อารมณ์ของเธอค่อยๆผ่อนคลายลง ความคิดลอยไปยังที่ห่างไกล ทันใดนั้นเธอก็นึกถึงคำถามข้อหนึ่ง “ถ้าหากวันหนึ่งพวกเราแก่แล้ว คุณคิดว่าคุณจะจากไปก่อนหรือว่าฉันจะจากไปก่อนคะ”
เมื่อพูดถึงเรื่องการจากลา ใบหน้าของเตชิตก็แข็งทื่อขึ้นมา “คุณอย่าพูดจาไร้สาระ”
“เปล่านะคะ ฉันคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังนะคะ” นัชชาพูดอย่างหมกมุ่น ความจริงแล้วเธอต้องการชี้นำเขาด้วยวิธีนี้ “ถ้าหากเลือกได้จริงๆล่ะก็ ฉันหวังว่าคุณจะไปก่อนค่ะ”
แม้ว่าเตชิตรู้ว่าหัวข้อสนทนานี้ช่างเพ้อฝันมาก แต่เมื่อได้ยินคำตอบนี้เขาก็อดที่จะถามไม่ได้ “ทำไมล่ะ”