หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม อุกาบาตและบรรยากาศอึมครึมดํามืด ด้านหน้าค่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลง เส้นทางมืดมิดเส้นหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้น
สีหน้าของซ่านเทียนตึงเครียด เคร่งขรึมเป็นอย่างมาก
เขาควบคุม ‘กางเขนแห่งเสรี’ ความเร็วประเดี๋ยวเร็วประเดี๋ยวช้า มุ่งไปข้างหน้าในเส้นทางที่แยกออกมาท่ามกลางบรรยากาศพลังหยิน เข้มข้นต่อไป
ค่ายกลคุ้มกันของ ‘กางเขนแห่งเสรี’ ทํางานขึ้นเต็มที่
เกราะคุ้มกันลายเกล็ดเส้นโค้งเหมือนปลาบินหุ้มตัวเรือมหึมาเอาไว้ เรือดาราลํามหึมาล่องไปในพลังหยินเหมือนกับปลา
หลี่มู่สังเกตว่าวัตถุหลอมโลหะบางอย่างของอารยะธรรมวิถียุทธ์ อย่างเรือดารา เรือเหาะและของวิเศษความสามารถต่างๆ ล้วน ลอกเลียนแบบรูปลักษณ์ของสัตว์อย่างเห็นได้ชัด และมีความสามารถ ทางด้านนั้นๆ อย่างมาก นี่คล้ายกับทฤษฎีและการลอกเลียนแบบทาง ชีวภาพของโลกมาก
หลี่มู่สังเกตละอองหมอกพลังหยินและหินโสโครกรอบๆ อย่าง ละเอียด แล้วจําเอาไว้ในใจ ในขณะเดียวกันก็ทดลองวิชาที่รับมือกับ พลังหยินของซินแสเฒ่าอย่างลับๆ ในใจเริ่มวางแผนอะไรบางอย่าง
ส่วนศิษย์พี่รองที่อยู่ข้างๆ การเปลี่ยนแปลงของร่างกายก็ยิ่งเห็นได้ ชัด
ร่างของเขาอ้วนขึ้น ที่คอเผยให้เห็นขนหมูสีขาวประดุจเข็ม ใน ขณะเดียวกันหน้าตาก็ดุร้ายขึ้น เขี้ยวสีขาวสี่เขี้ยวโง้งยาวคมกริบงอก ออกมาจากริมฝีปากหนา กลิ่นอายดุดันชั่วร้ายที่ปกติน้อยนักที่จะเห็น ได้ในตัวเขาแผ่ออกมาอย่างเงียบงัน ในลําคอมีเสียงคํารามต�าทุ้มรางๆ เหมือนสัตว์ตัวยักษ์จับคนกลืนกิน น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
หลี่มู่หันกลับไปปรายตามองคล้ายครุ่นคิดอะไร
ส่วนติงอี้ก็ถอยกลับเข้าไปภายในเรือ ‘กางเขนแห่งเสรี’ อาศัยพลัง ของค่ายกลมาต้านทานการทําลายโจมตีของละอองหมอกพลังหยินที่มี ต่อร่างกายของตน
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ สําหรับผู้ฝึกฝนขั้นแมลงแล้ว ก็เหมือนกับ มนุษย์สามัญชนทั่วไปตกลงไปในมหาสมุทร กดดันเป็นอย่างมาก และมี อันตรายเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพะละอองหมอกพลังหยินเช่นนี้หากแทรกซึมเข้าไปใน ร่างกายก็จะทําให้ร่างกายเสียหาย อายุขัยลดลง ป่วยหนัก น่ากลัวเป็น อย่างมาก
ผ่านไปประมาณสองชั่วยาม
‘กางเขนแห่งเสรี’ หยุดเป็นระยะๆ มุ่งหน้าไปประมาณหมื่นลี้ สุดท้ายก็หยุดอยู่ที่หน้าหินอุกาบาตก้อนมหึมาเหมือนขุนเขาก้อนหนึ่ง
“จอมยุทธ์หลี่ นี่เป็นจุดที่ลึกที่สุดเท่าที่เรือของข้าจะเข้าไปได้แล้ว” ซ่านเทียนมายังยอดเหนือสุดของหินอุกาบาตขนาดยักษ์ก้อนนี้เป็น เพื่อนพวกหลี่มู่
ที่นี่มองเห็นร่องรอยฝีมือการแกะสลักฝีมือของมนุษย์ ขั้นบันไดหิน ที่รางเลือน อีกทั้งถ�าบนยอดเขาและเวที น่าจะเป็นสถานที่แนวๆ จุดพัก ชั่วคราวและป้อมปราการ
“นี่คืออ่าวหลบพายุชั่วคราวที่กะลาสีรุ่นอาวุโสบุกเบิกเอาไว้ มี ประวัติศาสตร์ยาวนานถึงหมื่นปี ชื่อว่า ‘ฝั่ งแห่งคนเป็น’ ตลอดทั้งปีมี คนมาได้ไม่กี่คน ปกติแล้วมีเพียงกะลาสีเก่าแก่ที่มีประสบการณ์มาก ที่สุดถึงจะรู้จักที่นี่”
น�าเสียงของคําพูดซ่านเทียนภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก
เขามีชาติตระกูลจากตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของดาวปี่ อั้น แต่ชอบ เรื่องการเดินเรือดารามาตั้งแต่เล็ก มักจะซ่อนตัวไปบนเรือดารา ทั้งหลาย เรียนรู้จนมีความสามารถ ไม่มีแรงสนุบสนุนจากตระกูลแต่ กลับมีเรือดาราได้ลําหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นกัปตันเรือดาราที่ติดอันดับหนึ่ง ในสามในเขตดาราแถบนี้
เขาไปดินแดนที่กะลาสีระดับทั่วไปมากมายไม่กล้าไป ได้เห็น ดินแดนลับและแดนอันตรายนับไม่ถ้วน ท้าทายภารกิจที่ผู้ฝึกฝนทั่วไป มากมายไม่กล้าจินตนาการสําเร็จ อย่างอ่าวหลบลมเก่าแก่ที่ได้รับการ ขนานนามว่า ‘ฝั่ งแห่งคนเป็น’ เบื้องหน้าแห่งนี้ ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ เหล่านั้น
“มุ่งหน้าต่อไปอีกประมาณหมื่นลี้ก็จะเข้าไปในดาวร้อยภูต เรือ ดาราไม่อาจเข้าไปได้ ทําได้เพียงอาศัยพลังฝึกตนของแต่ละคนเท่านั้น แล้ว” ซ่านเทียนมองหลี่มู่ก็เอ่ยโน้มน้าวอีก “จอมยุทธ์หลี่วรยุทธ์สูงส่ง ใจกล้า แต่ก็โปรดคิดทบทวนให้ดีเถิด”
หลี่มู่เบิกเนตรสวรรค์ยืนอยู่บนยอดภูเขาหิน มองลงไปข้างล่าง
หินอุกาบาตโสโครกและละอองหมอกพลังหยินทับซ้อนเป็นชั้นๆ หนาแน่นประหนึ่งมหาสมุทร กลิ่นอายชั่วร้ายเยือกเย็นน่าขนลุกปะทะ หน้ามา
หลี่มู่มองอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้น “ศิษย์พี่รองกับพี่ติงรอข้าอยู่ที่นี่ก็แล้ว กัน เดี๋ยวข้ากลับมา”
สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจจะเข้าไปในดาวร้อยภูต
ศิษย์พี่รองตอนนี้ร่างเปลี่ยนเป็นหมูยักษ์ตัวกํายําขนสีขาวไปแล้ว กลิ่นอายดุร้ายทรงพลังที่มาจากบรรรพกาลอย่างหนึ่งแผ่ออกมา ใน ดวงตามีแสงสีแดงก�าไหลวน เมื่อได้ยินดังนั้นแล้วเขาก็พยักหน้า เล็กน้อย
ติงอี้ก็รู้ว่าพลังฝึกตนและความสามารถของตนไม่อาจเข้าไปข้างใน เป็นเพื่อนหลี่มู่ จะต้องเป็นภาระอย่างแน่นอน จึงทําได้แค่พยักหน้า เช่นกัน
สุดท้าย ซ่านเทียนก็มอบเรือเหาะชูชีพลําเล็กให้หลี่มู่ลําหนึ่ง เพื่อ เป็นเครื่องมือในการเดินทางไปในห้วงดารา
หลี่มู่เป็นเหมือนผู้ปลีกวิเวกที่เดียวดายละโลกไว้เบื้องหลัง เท้า เหยียบเรือลําเล็ก เหมือนนั่งเรือข้ามมหาสมุทรไปจาก ‘กางเขนแห่ง เสรี’ เพียงลําพัง แหวกละอองหมอกพลังหยินหนาทึบราวหมึกเบื้อง หน้า มุ่งไปยังดาวร้อยภูต
“จอมยุทธ์หลี่ ข้าจะรอท่านที่นี่หนึ่งเดือน หากหนึ่งเดือนให้หลัง ท่านยังไม่กลับมา เชื้อเพลิงของ ‘กางเขนแห่งเสรี’ ก็ไม่อาจยืนหยัด
ต่อไปได้ ข้าต้องเดินทางกลับ ถึงตอนนั้น หากท่านกลับมาแล้วก็โปรด รออยู่ที่ ‘ฝั่ งแห่งคนเป็น’ รอข้า เมื่อข้าเติมเชื้อเพลิงเรียบร้อยแล้วก็จะ มารับท่าน จําเอาไว้ว่าอย่าได้ไปจาก ‘ฝั่ งแห่งคนเป็น’ คนเดียวเด็ดขาด มิฉะนั้นก็จะหลงอยู่ในแดนปีศาจนี่ได้ง่าย”
ด้านหลังมีเสียงของซ่านเทียนดังลอยมา หลี่มู่ซาบซึ้งใจนัก นี่เป็นชายที่มีน�าใจและจริงใจจริงๆ ด้วย
……
มุ่งหน้าไปหนึ่งชั่วยาม
ตัวเรือของเรือชูชีพก็ถูกละอองหมอกพลังหยินกัดกินจนไม่เหลือ สภาพ มาถึงยังดินแดนเขตนี้ หลี่มู่ก็สัมผัสได้ถึงพลังกดดัน กลิ่นอายของ ผู้มีชีวิตค่อยๆ หายไป ละอองหมอกพลังหยินรอบด้านหนาแน่นจน เหมือนเงาแห่งความตายที่ปะทะหน้ามา
ละอองหมอกพลังหยินภายหลังก็เหมือนวัตถุที่มีรูปร่างกดดันมา พลังกดดันอันน่าหวาดกลัวต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งขั้นนักรบก็เกรงว่าจะ ถูดบดขยี้เป็นผุยผงในชั่วพริบตา
มิน่าเล่า ก่อนหน้านี้ซ่านเทียนถึงได้บอกว่าคิดจะเข้าไปในดาวร้อย ภูตก็จําเป็นต้องมีกายเนื้อแข็งแกร่ง หรือไม่ก็มีของวิเศษพิเศษๆ อะไร มิฉะนั้นแล้วจะอันตรายเป็นอย่างมาก ดีที่กายเนื้อของหลี่ม่ ูแข็งแกร่งมากพอที่จะบดขยี้ขั้นขุนพลทั่วไป ดังนั้นแบกรับพลังกดดันเช่นนี้เป็นแค่เรื่องเล็กๆ สุดท้าย เรือเหาะชูชีพก็ไม่อาจทนต่อไปได้ เริ่มแหลกร้าว หลี่มู่สละเรือเหาะชูชีพลํานี้ทันที เขาซัดตราหยกออกมาอันหนึ่ง เส้นแสงสีเงินแต่ละเส้นๆ ไหล ออกมาจากตราหยก แหวกพลังหยินที่หนาเป็นอย่างยิ่งเหล่านี้ได้อย่าง สบายๆ ประหนึ่งน�ามันร้อนๆ ราดลงไปบนหิมะ “ยันต์ท้องนภาสกัดวิญญาณของซินแสเฒ่านี่ได้ผลดีจริงๆ” หลี่มู่จุปากอัศจรรย์ ตราหยกนี่เป็นตราหยกที่สลักเสร็จอย่างรีบร้อนระหว่างทางที่มา ข้างในมี ‘ยันต์ท้องนภาสกัดวิญญาณ’ สลักไว้ นี่เป็นวิชาที่ซินแสเฒ่า ถ่ายทอดให้เมื่อตอน ‘ทําเรื่องงมงาย’ ยามเมื่ออยู่ที่หมู่บ้าน ตอนนี้ดูแล้ว เป็นของแท้ราคาดี นํามาใช้สกัดต้านทานพลังหยิน ผลลัพธ์สุดยอดนัก
นี่นับว่าเป็นวิชาลับของหลี่มู่
เช่นนี้แล้ว ความอันตรายในดินแดนดาวภูตต่อผู้มีชีวิต สําหรับหลี่มู่ โดยพื้นฐานก็ไม่มีแล้ว

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: จอมศาสตราพลิกดารา