ตอนที่ 210
ตอนที่ 513
October 22, 2026
บทที่ 513 : สำนักดาบสวรรค์! “หลิงยู่.. ไม่เจอกันเดี๋ยวเดียวโตขึ้นมากเลยนะ..” หลิงหยุนใช้มือสองข้างจับไหล่หนิงหลิงยู่ไว้อย่างอ่อนโยน ดวงตาทั้งสองข้างของเขาจ้องมองใบหน้าที่งดงามชวนฝันของเธอ แล้วพูดออกมาพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง.. หนิงหลิงยู่ที่ตอนนี้สวมรองเท้าแตะอยู่บ้าน ความสูงของเธอจึงอยู่ในระดับที่สูงกว่าคิ้วของหลิงหยุนเล็กน้อย และกำลังจ้องมองหลิงหยุนด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุข พี่น้องทั้งสองคนยังมีโอกาสสูงกว่านี้ได้อีก เพราะทั้งหลิงหยุน และหนิงหลิงยู่เพิ่งจะอายุสิบแปดปี ร่างกายของคนทั้งคู่จึงไม่หยุดการเจริญเติบโตเสียทีเดียว ที่ผ่านมา.. หนิงหลิงยู่ได้ดูดซับเอาปราณมังกร และพลังอมตะเข้าไปเป็นจำนวนมาก อีกทั้งระยะหลังอาหารการกินก็ดี และอุดมสมบูรณ์กว่าเมื่อก่อน ร่างกายจึงได้รับแต่สารอาหารที่ดีเข้าไป สภาพจิตใจก็กลับสู่ความสงบ หนิงหลิงยู่แอบมีความสุขอย่างมาก ที่หลิงหยุนสังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆในตัวเธอ เธอจึงได้แต่เม้มริมฝีปากอายๆพร้อมกับตอบไปว่า “นั่นสิ… กระโปรงที่เคยใส่ได้ ตอนนี้ก็สั้นขึ้นด้วย..” หนิงหลิงยู่ตอบเสียงเบา “ถ้าสั้นแล้วก็ไม่ต้องใส่อีก.. เดี๋ยวพี่จะซื้อให้เธอใหม่เอง! จริงด้วย.. ตอนนี้เรามีร้านเสื้อผ้าเป็นของตัวเองแล้วนี่นา!” หลิงหยุนในตอนนี้นับว่าเป็นผู้ที่ไม่ขาดแคลนเงินทองดังเช่นแต่ก่อนแล้ว อีกทั้งเขาเองก็เพิ่งจะเปลี่ยนความคิดของหลินเมิ่งหานได้สำเร็จ ในใจตอนนี้จึงค่อนข้างสดชื่น และเบิกบานอย่างมาก หลังจากได้ฟังคำพูดของหลิงหยุน หนิงหลิงยู่ก็ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว แต่ดวงตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นชายร่างสูงท่าทางหยิ่งจองหองกำลังยิ้มเหยียดหยันอยู่ที่มุมปาก ชายหนุ่มร่างสูงผู้นั้นคิดว่าหลิงหยุนคงจะไม่ทันได้สังเกตเห็นสีหน้าของเขา เพราะมัวแต่พูดคุยอยู่กับหนิงหลิงยู่ แต่เขาคิดผิด..! เพราะถึงแม้หลิงหยุนจะทำเหมือนสนอกสนใจเพียงแค่หนิงหลิงยู่ แต่จิตหยั่งรู้ของเขากลับจับจ้องอยู่ที่ชายหนุ่มร่างสูงเพียงผู้เดียว ดังนั้นทุกการเคลื่อนไหวของเขาจึงอยู่ในสายตาของหลิงหยุนตลอดเวลา ชายผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่ภูมิฐาน ความสูงนั้นใกล้เคียงกับหลิงหยุน กิริยาท่าทางก็สง่างาม ดวงตาของเขาหรี่เล็ก พร้อมด้วยรอยยิ้มที่เจืออยู่บนใบหน้าตลอดเวลา แต่เป็นรอยยิ้มที่บ่งบอกว่า ผู้คนในโลกใบนี้แทบไม่มีใครอยู่ในสายตาของเขาเลยแม้แต่คนเดียว ในความรู้สึกของหลิงหยุนนั้น หากเปรียบกับหลงเทียนเจียวแล้ว ชายหนุ่มผู้นี้ดูเหมือนจะเย่อหยิ่งจองหองยิ่งกว่าหลงเทียนเจียวเสียด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด.. หลิงหยุนจึงรู้สึกระคายเคืองจิตใจ เมื่อเห็นแขนของชายหนุ่มที่อยู่ข้างฉินตงเฉี่วยนี้ สัมผัสเข้ากับแขนที่ขาวราวหิมะของนาง อีกทั้งยังรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจเมื่อเห็นฉินตงเฉี่วยกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และยังคงพูดคุยกับเขาอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส คล้ายกับว่าฉินตงเฉี่วยจะสนิทสนมคุ้นเคยกับชายหนุ่มผู้นี้ดี และดูไม่ถือสากับกิริยาท่าทางของเขาเลยแม้แต่น้อย หลิงหยุนมองดูอย่างไม่พอใจ.. ใบหน้าที่นิ่งขรึมของเขาค่อยๆหันไปมอง และดวงตาก็จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นเพียงเล็กน้อย ก่อนหันไปยิ้มให้กับฉินตงเฉี่วยพร้อมกับพูดขึ้นว่า.. “น้าหญิง.. ข้ากลับมาแล้ว! เขาคือ..”แม้หลิงหยุนจะถามถึงชายหนุ่ม แต่ดวงตากลับจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของฉินตงเฉี่วย และไม่มองหน้าเขาเลยแม้แต่น้อยวันนี้ฉินตงเฉี่วยสวมชุดกระโปรงเข้ารูปคอกลมแขนกุด เผยให้เห็นท่อนแขนกลมกลึงสวยงาม ลำคอยาวระหงส์ และเอวที่คอดเว้า ทำให้บรรยากาศภายในบ้านดูสดชื่นขึ้นมาทันทีความจริงแล้วเมื่อได้เห็นหน้าหลิงหยุน ในใจของฉินตงเฉี่วยก็ทั้งโกรธและรุ่มร้อนราวกับไฟ แต่เพราะตอนนี้กำลังมีแขกอยู่ในบ้านด้วย นางจึงต้องเก็บอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นไว้ข้างในก่อน..ฉินตงเฉี่วยหันไปมองชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายเพียงเล็กน้อย จากนั้นจึงหันไปยิ้มให้หลิงหยุนพร้อมกับตอบไปว่า“หลิงหยุน.. ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก! ท่านผู้นี้มีนามว่าหลิวซุ่ยเฟิงแห่งสำนักดาบสวรรค์ พี่ซุ่ยเฟิง.. เขาคือลูกชายของพี่สาวข้าเองชื่อว่าหลิงหยุน..”หลิวซุ่ยเฟิงงั้นรึ? หลิงหยุนได้แต่นึกประหลาดใจว่า เหตุใดน้าหญิงของเขาจึงได้เรียกหลิวซุ่ยเฟิงว่าพี่? หรือน้าหญิงของเขาไม่ใช่คนของตระกูลฉินเช่นนั้นหรือ?ความจริงก็ไม่แปลกที่หลิงหยุนจะไม่รู้ว่าฉินตงเฉี่วยนั้นนอกจากจะเป็นหญิงสาวที่ค่อนข้างถือตัวแล้ว ตลอดระยะเกือบยี่สิบปีมานี้ นางก็ได้ร่ำเรียนวรยุทธมาจากสำนักดาบสวรรค์แห่งนี้..สำนักดาบสวรรค์แห่งนี้ ไม่เพียงเป็นสำนักที่เปิดสอนวรยุทธที่ใหญ่มากแห่งหนึ่งในประเทศจีน แต่ยังเป็นนิกายลับเพียงนิกายเดียวที่ให้การสนับสนุนตระกูลฉินอีกด้วยเมื่อสิบแปดปีที่แล้ว ทั้งฉินจิวยื่อและหนิงเทียนหยาต่างก็ต้องพานพบกับโชคชะตาที่เลวร้าย และทั้งคู่เกือบจะทำให้ตระกูลฉินต้องสิ้นชื่อ และพบกับหายนะครั้งใหญ่ แต่ท้ายที่สุดก็ได้สำนักดาบสวรรค์แห่งนี้เป็นตัวกลาง และช่วยเหลือจนผ่านพ้นหายนะในครั้งนั้นมาได้หลิวซุ่ยเฟิงนั้นเป็นคุณชายสองของตระกูลหลิวที่เก่าแก่ และเป็นศิษย์ลำดับที่สี่ของสำนักดาบสวรรค์ ส่วนฉินตงเฉี่วยนั้นเป็นศิษย์อันดับที่เก้า ทั้งคู่จึงนับว่าเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องของกันและกัน“อ่อ.. ที่แท้ก็เป็นเพียงแค่เด็กน้อยเท่านั้นเอง! ชื่อหลิงหยุนงั้นรึ?”หลังจากที่ได้ฟังฉินตงเฉี่วยแนะนำตัว หลิวซุ่ยเฟิงกลับมองหลิงหยุนด้วยหางตา แล้วก็ไม่สนใจเขาอีกเลยหลิวซุ่ยเฟิงนั้นอยู่ในระดับเริ่มต้นของขั้นเซียงเทียน-5 และเมื่อเขาไม่เห็นระดับขั้นกำลังภายในของหลิงหยุน เขาจึงคิดว่าหลิงหยุนเป็นเพียงแค่คนธรรมดาไร้วรยุทธคนหนึ่ง และด้วยฐานะของการเป็นคุณชายหลิว และศิษย์สำนักดาบสวรรค์ ก็ทำให้เขาหน้าบานเมื่อได้ฟังการแนะนำตัวจากฉินตงเฉี่วยหลิวซุ่ยเฟิงจึงไม่แม้แต่จะนึกชายตามมองหลิงหยุน!“พี่หลิว.. นี่ท่าน..”ฉินตงเฉี่วยได้ฟังคำพูด และเห็นท่าทางของหลิวซุ่ยเฟิงแล้วก็เริ่มรู้สึกไม่ดี อารมณ์ของนางก็เริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย และกำลังจะเอ่ยเตือนหลิวซุ่ยเฟิง แต่ก็สายไปเสียแล้ว!‘เด็กน้อยงั้นรึ? น่าสนใจดีนี่.. ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีใครเรียกข้าเช่นนี้!’แต่ถึงกระนั้น.. หลิงหยุนก็ไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาแต่อย่างใด เขาเพียงแค่ยกนิ้วชี้ขึ้นเคาะที่จมูกของตัวเอง ก่อนจะยื่นมือออกไปทักทายหลิวซุ่ยเฟิงอย่างกระตือรือร้นพร้อมกับยิ้มเล็กน้อยที่มุมปากหนิงหลิงยู่เห็นรอยยิ้มของหลิงหยุนแล้ว เธอก็ถึงกับอึ้งไป และคิดในใจว่าหลิวซุ่ยเฟิงกำลังจะต้องเจอกับความโชคร้าย