ตอนที่ 1417 คุณไม่อยากเป็นผู้คุมสอบเหรอ
เดิมทีเฉินเสี่ยวลี่มีร่างกายค่อนข้างอ่อนแอ
เมื่อร้องไห้ขึ้นมาเธอก็นั่งลงบนพื้นอย่างอ่อนแรง
เกือบยืนไม่ขึ้นแม่ของเฉินเสี่ยวลี่ทำอะไรไม่ค่อยเป็น
เธอดูแลในบ้านได้ก็ไม่เลวแล้ว
ถึงแม้เฉินจื้อฟู่จะแต่งเข้าบ้านภรรยาแต่พูดจากใจ ในใจเธอชายคนนี้ยังคงเป็นเสาหลักของบ้าน
เขาจึงจะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่แท้จริง
เห็นเรื่องของลูกสาวคลี่คลาย ภรรยาก็โล่งใจบอกตามตรง ตลอดทางเธอคิดว่าควรจะทำอย่างไรดีตลอด
แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มีความคิดดีๆ
คลี่คลายได้ก็ดีแล้ว! คลี่คลายแล้วสินะ…เฉินเสี่ยวลี่ที่หนักห้าสิบกิโลกรัม
ถูกเฉินจื้อฟู่ที่กำยำแข็งแรงจากการตรากตรำงานเป็นระยะเวลายาวนาน
อุ้มกลับไปยังห้องสังเกตอาการทุกคนโดยรอบมองชายที่ธรรมดาจนถึงขั้นมีกลิ่นอายบ้านนอกอยู่บ้างคนนี้
ก็อดยกนิ้วโป้งในใจไม่ได้ สมเป็นชายชาตรี!
หลังเฉินเสี่ยวลี่ถูกพ่ออุ้มขึ้นมา เธอก็กอดพ่ออย่างเคยชินกี่ปีมาแล้ว! ที่ไม่ได้ถูกพ่ออุ้มแบบนี้
เหมือนกับเด็กที่ไม่มีวันโตอย่างไรอย่างนั้น
อ้อมอกนี้กว้างใหญ่ อ่อนโยน มั่นคงไม่เคยเปลี่ยน!กลิ่นอายที่คุ้นเคยลอยมาจากตัวพ่อ เป็นกลิ่นเหงื่อเหม็น
แต่เธอกลับสบายใจอย่างยิ่ง
เรื่องราวสมัยก่อนผุดขึ้นมาในใจจู่ๆ เฉินเสี่ยวลี่ในเวลานี้ก็นึกถึงวันคืนเก่าก่อน
ตัวเองโง่ขนาดไหนกัน โลกแสงสีอะไรกัน
ชีวิตฟุ่มเฟือยหรูหราอะไรกันสิ่งที่เธอมีอย่างแท้จริงไม่ใช่สิ่งเหล่านี้
ตอนที่ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวังที่สุด
ถูกเหยียดหยาม รู้สึกบ้านนอกไม่คิดเลยว่าพ่อที่ตนเคยห่วงว่าเขาเป็นแรงงาน
จะสร้างความขายหน้าให้ตัวเอง จะก้าวออกมาปกป้อง
แต่เธอกลับไม่รังเกียจตัวเองที่ทำตัวน่าขายหน้า!ไปเป็นมือที่สาม…
เรื่องแบบนี้หากเป็นสมัยก่อนต้องถูกแขวนกรงหมูจับกดน้ำ
สำหรับพ่อแม่ที่เรียบง่ายและอนุรักษ์นิยมเรื่องที่ตัวเองทำต้องไม่ได้รับการยอมรับในแง่ศีลธรรมแน่นอน
แต่ตอนที่ตัวเองทำผิด พ่อกลับชดใช้ให้ลูกสาว
เขาไม่เพียงไม่โทษตัวเองแต่อ้าแขนต้อนรับความอับอายทั้งหมด
วินาทีนี้ เฉินเสี่ยวลี่อดถอนหายใจไม่ได้
ความรู้สึกผิดขยายไปสู่หัวใจเฉินเสี่ยวลี่พลันไม่กล้าเงยหน้ามองพ่อ
เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรเป็นลูกสาว
หาแต่เรื่องให้พ่อกับแม่ทั้งวันพูดอะไรก็เปล่าประโยชน์
หลังจากนี้ดีกับพวกท่านสักหน่อยดีกว่า…
หลังเฉินเสี่ยวลี่ถูกส่งเข้ามาในห้องสังเกตอาการเธอมองเฉินจื้อฟู่ที่เตรียมตัวจากไป
เธอพลันร้องเรียก “พ่อคะ!”
เฉินจื้อฟู่เตรียมหันตัวมามองลูกสาว อยากพูดอะไรบางอย่างแต่คิดไปคิดมาก็ไม่รู้ควรพูดอะไร
เขายิ้มเดินออกไป เห็นรอยยิ้มของพ่อ
เฉินเสี่ยวลี่รู้ว่าพ่อยกโทษให้ตัวเองแล้ว เธอร์้องไห้!ร้องไห้จนปวดใจ
ที่แท้คนที่ไม่รังเกียจเธอที่สุดบนโลกนี้
คนที่รักเธอมาตลอดก็คือพ่อแม่หลังเดินออกจากห้องสังเกตอาการ เฉินจื้อฟู่มาหาเฉินชาง
“เฉินชาง ลุงขอบคุณนะ!”
เฉินชางยิ้มบอก “ไม่เป็นไรครับ คุณลุงไม่ต้องเกรงใจ!”เฉินจื้อฟู่ยิ้มชื่นบอก “แล้วเสี่ยวลี่จะไม่เป็นไรใช่ไหม”
เฉินชางพยักหน้า “ครับ น่าจะไม่มีปัญหา
ค่าที่ตรวจซ้ำในวันนี้ส่วนใหญ่ปกติดี แตยังต้องฟื้นตัวสักระยะ”เฉินจื้อฟู่พยักหน้า “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว
ป้าเธอจะค้างอยู่ที่นี่สักสองสามวัน พรุ่งนี้ลุงจะกลับอวิ่นหนานแล้ว”
เฉินชางอืมรับคำ “ครับ คุณลุงไม่ต้องห่วง มีผมอยู่ วางใจได้”เฉินจื้อฟู่อยากพูดอะไรบางอย่างแต่ลังเล
แตมองเฉินชาง เขายังคงอดพูดไม่ได้
“เฉินชาง ลุงขอร้องเธอเรื่องหนึ่งได้ไหม”เฉินชางยิ้มบอก “คุณลุง มีอะไรพูดออกมาได้เต็มที่เลยครับ”
เฉินจื้อฟู่พยักหน้า “คือว่า… เรื่องของเสี่ยวลี่ เธออย่าบอกใครนะ”
“ได้ครับ ผมรับประกันว่าจะไม่บอกผมโทรหาพ่อกับแม่ บอกให้พวกเขาก็อย่าบอกใคร คุณลุงวางใจได้”
เฉินจื้อฟู่พยักหน้า “อืม ลุงไปแล้ว ลุงจะไมมาเยี่ยมเสี่ยวลี่
ที่ไซต์งานยังมีงานอีก แล้วก็… ลุงอยากให้เธอคิดทบทวน”เฉินชางบอก “ผมจองตั๋วให้ลุงนะครับ”
เฉินจื้อฟู่ยิ้มอย่างกระดาก “ไม่ต้องหรอก ลุงซื้อตั๋วรถไฟแล้วตอนเช้า”
เขาทิ้งเงินไว้ให้ภรรยาแล้ว ให้เธอดูแลลูกสาวส่วนตัวเองซื้อที่ตั๋วแบบที่นั่งแข็ง
ออกจากเมืองหลวงไปคุนหมิง หนึ่งวันสิบแปดชั่วโมง
ค่าตั๋วสามร้อยยี่สิบหยวนตอนมา เฉินจื้อฟู่เพิ่งเคยนั่งเครื่องบินเป็นครั้งแรก
และอาจเป็นครั้งสุดท้าย ราคาแพงขนาดนั้น เขาขึ้นไม่ลง…วันถัดมา หลังจากที่เฉินจื้อฟู่จากไป
เฉินเสี่ยวลี่ก็ออกจากห้องสังเกตอาการ
เธอดูอาการดีขึ้นมากแล้วห้องสังเกตอาการค่อนข้างเคร่งครัดเรื่องเวลาเข้าเยี่ยม
หนึ่งวันเข้าเยี่ยมได้หนึ่งครั้งเวลาไม่นาน
เวลาของแต่ละโรงพยาบาลไม่เหมือนกันห้องไอซียูของศูนย์ฉุกเฉินมีผู้ป่วยค่อนข้างมาก เวลาเยี่ยมมีแค่สิบนาที
อีกอย่าง ราคาของห้องสังเกตอาการก็ไม่ใช่หนึ่งวันหนึ่งหมื่นกว่า
หลักๆ ต้องดูการรักษาที่คุณได้รับการดูแลพยาบาล ค่าวัสดุที่ใช้ ยาที่กิน
การตรวจดัชนีต่างๆ ล้วนเกี่ยวข้องหมด
อย่างไรเสียโรงพยาบาลก็มีการเก็บค่าใช้จ่ายละเอียดโดยปกติทุกวันจะพิมพ์รายค่าใช้จ่ายของเมื่อวานส่งให้คนในครอบครัว
หากไม่รู้จุดนี้ก็ขอพยาบาลได้ นี่เป็นสิทธิ์ของคนไข้
จำไว้ว่าต้องดูอย่างละเอียด
โรงพยาบาลเล็กบางแห่งเก็บมั่วซั่วก็ใช่จะพบเจอยาก
เช้าวันพฤหัสก็เป็นเดือนสิงหาคมแล้ว
ฉินเยว่เข้าห้องทำงานมาอย่างระมัดระวัง
ซุนกว่างอวี่กำลังอ่านหนังสือเห็นฉินเยว่วิ่งเข้ามาอย่างลับๆ ล่อๆ เหมือนกับหนูก็อดหัวเราะไม่ได้
“คุณมีธุระอะไรเหรอ”
ฉินเยว่ส่งข้อมูลกับข่าวใหม่ในมือให้ซุนกว่างอวี่“อาจารย์คะ รายชื่อนักศึกษาปริญญาโทใหม่ของพวกเราในปีนี้
สำนักงานบัณฑิตวิทยาลัยส่งมาให้ฉันค่ะ”
ซุนกว่างอวี่หัวเราะ “วางไว้ตรงนั้นแล้วกันคุณได้ตัวเลือกที่เหมาะสมหรือเปล่า หรือมีลูกศิษย์ที่อยากรับไหม”
ฉินเยว่ได้ยินอาจารย์ถามคำถามนี้ก็อดพูดไม่ได้ “มีหนึ่งคนค่ะ!”
ซุนกว่างอวี่ถามด้วยความสงสัย “ใครเหรอ”ฉินเยว่พูดอย่างดีใจ “เฉินชาง! อาจารย์ หนูพาเฉินชางมาเป็นนักเรียนอาจารย์ดีไหมคะ
แบบนี้หนูก็เป็นศิษย์พี่เขาแล้ว ฮ่าๆ…”
ฉินเยว่คิดได้ดังนี้ก็ยิ้มแก้มปริทันทีซุนกว่างอวี่ก็ยิ้มระอาใจ “พอๆ อย่าฝันไปเลย
ศาสตราจารย์เฉินไม่ใช่เพิ่งอยู่ปริญญาโทปีสองหรือ”
ฉินเยว่ยิ้มบอก “วันเสาร์นี้เขาก็เรียนจบแล้วค่ะ!”ซุนกว่างอวี่ตกตะลึง “ว่าไงนะ”
ฉินเยว่บอก “เขายื่นจบการศึกษาล่วงหน้า มหาวิทยาลัยก็ปฏิเสธไม่ได้
วันเสาร์นี้โรงเรียนตัดสินใจจัดสอบอภิปรายวิทยานิพนธ์จบการศึกษาแบบเดี่ยวให้เขาค่ะ”ซุนกว่างอวี่ได้ยินดังนั้นก็ตาลุกวาวทันที
เฉินชางจะสอบอภิปรายวิทยานิพนธ์จบการศึกษา?
นี่ต้องเป็นเรื่องที่มีสีสันมากแน่นึกถึงตรงนี้ซุนกว่างอวี่ตัดสินใจว่าตัวเองควรไปดู
จริงสิ ผู้อำนวยการของมหาวิทยาลัยการแพทย์แห่งมณฑลตงหยางคือ…
จริงสิ ก็ไม่ใช่ฉินเสี้ยวยวนหรือฉินเสี้ยวยวนพ่อของฉินเยว่เพิ่งจะถูกย้ายไปเป็นผู้อำนวยการ
คิดได้ดังนั้นซุนกว่างอวี่ยิ้มบอก “เยว่เยว่ สอบอภิปรายวิทยานิพนธ์จบการศึกษา…
ฉันจะไปดูหน่อย คงไม่มีปัญหาใช่ไหม”
ฉินเยว่หรี่ตาบอก “อาจารย์ หรือว่าคุณไมอยากเป็นผู้คุมสอบหรือคะ”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ