ตอนที่ 1041 ทิวทัศน์ดั้งเดิมของบ้านเกิด (1)
ตอนนี้ยังไม่คู่ควรกับตำแหน่งสิบอันดับแรก?
งั้นก็ขอเป็นยี่สิบอันดับแรกไปก่อนแล้วกัน
หลินเยวียนต้อนรับการแข่งขันในวันถัดไปด้วยความคิดเช่นนี้
จังหวะของการแข่งขันยังคงรวดเร็วเช่นเคย
หลังจากที่การเปิดตัวทีมโค้ชหลักแต่ละทวีปและผู้เข้าแข่งขันเสร็จสิ้น การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของซอเอ้อร์หูก็กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
“ผมจะไปนั่งเล่นในห้องถ่ายทอดสดสักหน่อย”
เยี่ยจือชิวลุกขึ้นพูดว่า “ไม่รู้ว่าดูการแข่งขันในห้องถ่ายทอดสดจะรู้สึกยังไง”
ลู่เซิ่งหัวเราะแล้วพูดว่า “สนุกมากเลยละครับ”
ทุกคน “…”
คุณเล่นทิ้งระเบิดไว้ในห้องถ่ายทอดสดแบบไม่ยั้งมือ จะไม่สนุกได้ยังไง ดูเอาเถอะ
การประเมินคุณที่คุณพูดถึงสิบอันดับแรกของพ่อเพลงน่ะ ทำให้เซี่ยนอวี๋กลายเป็นที่ถกเถียงขนาดไหนแล้ว!
ในเวลานี้
บนเวทีเริ่มจับสลาก
ซูเลี่ยนจับได้หมายเลขหนึ่ง
วันนี้เธอจะได้ขึ้นแสดงเป็นคนแรก
เมื่อซูเลี่ยนขึ้นไปบนเวที กู่หลิงพยายามให้กำลังตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่เป็นไร!
ต้องไม่เป็นไรแน่!
เพลงของฉันไม่ได้ด้อยไปกว่าเพลงแข่งม้าเลย!
บางทีอาจเป็นเพราะคำให้กำลังใจตัวเองนั้นได้ผล ดวงตาของกู่หลิงจึงเปล่งประกายความมั่นใจขึ้นมา แม้แต่สายตาที่มองไปยังซูเลี่ยน ก็ไม่ต้องหลบเลี่ยงอีกต่อไป!
…
บนโลกออนไลน์
ชาวเน็ตจากแต่ละทวีปกำลังพูดคุยกันอย่างคึกคัก
‘เพลงในรอบชิงของซอเอ้อร์หู น่าจะเป็นผลงานที่เซี่ยนอวี๋แต่งล่ะมั้ง?’
‘เป็นไปได้มากเลยละ’
‘ก่อนนอนเมื่อคืน ฉันยังเปิดเพลงแข่งม้าฟังเป็นร้อยรอบเลย’
‘เพลงแข่งม้าทำให้ผมตกหลุมรักซอเอ้อร์หูเข้าเต็มๆ ’
‘หวังว่าวันนี้พ่อเพลงอวี๋จะยังสร้างเซอร์ไพรส์ให้เราได้อีกครั้งนะ!’
‘เริ่มแล้ว เริ่มแล้ว!’
‘เป็นเพลงที่พ่อเพลงอวี๋แต่งจริงๆ ด้วย!’
‘ชื่อเพลงฟังดูมีความหมายดีจัง’
‘จันทร์ส่องสองบ่อน้ำ?’
หน้าจอบนเวทีปรากฏข้อมูลของบทเพลง
ผลงาน: จันทร์ส่องสองบ่อน้ำ
ทำนอง: เซี่ยนอวี๋
บรรเลง: ซูเลี่ยน
การแสดงกำลังจะเริ่มขึ้น ไฟแห่งการต่อสู้พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ!
…
จงโจว
ซงเต่าอวี่เดินวนไปวนมาในห้องอย่างกระวนกระวาย
อีเถิงเฉิงเริ่มรำคาญใจ “คุณนั่งลงฟังเพลงให้ดีๆ ได้ไหม?”
ซงเต่าอวี่ขมวดคิ้ว “ฉันร้อนใจ นั่งนิ่งๆ ไม่ได้หรอก คุณว่าทำไมเซี่ยนอวี๋ถึงกล้าปล่อยเพลงแข่งม้าตั้งแต่รอบสอง?”
“ผมจะไปรู้ได้ยังไง”
อีเถิงเฉิงกลอกตาอย่างหงุดหงิด
ซงเต่าอวี่หัวใจเต้นแรงขึ้น “เมื่อคืนฉันนอนคิดทั้งคืน รู้สึกว่าความเป็นไปได้มีแค่อย่างเดียวเท่านั้น”
“ความเป็นไปได้อะไร”
“เขาต้องมีผลงานที่ดีกว่านั้นซ่อนอยู่!”
“ไม่มีทาง!”
“งั้นเขาจะหยิบเพลงแข่งม้า ออกมาตั้งแต่รอบสองทำไมล่ะ!”
“คำถามคือ…”
อีเถิงเฉิงกำลังจะเถียงกลับ แต่เสียงของเขากลับหยุดชะงักกลางคัน
เพราะในขณะนั้นเอง เสียงซอเอ้อร์หูที่แช่มช้า ลึกซึ้ง ดังก้องขึ้นมาจากลำโพงในห้อง ทำให้กระแสเลือดในร่างกายพลันชะลอลงในทันที
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง
ซงเต่าอวี่ชะงักฝีเท้าอย่างกะทันหัน
สายตาจ้องเขม็งไปยังหน้าจอโทรทัศน์ที่กำลังถ่ายทอดสดการเล่นซอเอ้อร์หูของซูเลี่ยน
ในขณะเดียวกัน อีเถิงเฉิงก็เผลอสูดหายใจเย็นวาบ มองหน้าจออย่างตกตะลึง
เสียงดนตรีดังแว่วมา
แตกต่างจากเพลงแข่งม้า
บทเพลงจันทร์ส่องสองบ่อน้ำนี้ ราวกับถ่ายทอดความรู้สึกนับไม่ถ้วน ผ่านการสั่นสายและการควบคุมลมหายใจของซูเลี่ยน หลอมรวมลงในทุกตัวโน้ตได้อย่างเหมาะเจาะพอดี
ไม่ร้อนแรง
ไม่เร้าใจ
แต่กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
บทเพลงนี้ตรงกับภาพจำของผู้คนที่มีต่อซอเอ้อร์หูทุกประการ!
ความโศกเศร้าที่ปะปนกับความคับแค้น
ความคับแค้นที่แฝงไว้ด้วยความอับจนไร้หนทาง
พานให้ผู้ฟังเผลอหวนนึกถึงอดีตอันเจ็บปวดของตนเองโดยไม่รู้ตัว
แต่ในขณะที่คุณคิดว่าความเศร้าและความสิ้นหวังคือทำนองหลักของบทเพลงนี้ แสงแห่งความหวังกลับค่อยๆ ซึมแทรกออกมา
ราวกับแสงสว่างที่สาดเข้ามาในความมืดมิด
อารมณ์ความรู้สึกระเบิดออกมาอย่างรุนแรงในช่วงหนึ่งของท่วงทำนอง
ว่ากันว่าวาทยกรชื่อดังระดับโลกอย่างโอซาวะ เซย์จิ ก็เคยหลั่งน้ำตาด้วยความประทับใจ เมื่อได้ฟังบทเพลงนี้เป็นครั้งแรก ผ่านการบรรเลงด้วยซอเอ้อร์หู และเอ่ยคพำพูดอันลือลั่นออกมาว่า
‘ดนตรีเช่นนี้ ควรคุกเข่าฟัง’
แม้จะดูเกินจริงไปบ้าง ทว่าคำพูดนี้ก็สะท้อนความสำเร็จของบทเพลงได้เป็นอย่างดี
จุดนี้เอง ย่อมมีความคล้ายคลึงกับเพลงแข่งม้าอยู่บ้าง
ไม่ว่าคุณจะฟังซอเอ้อร์หูเป็นหรือไม่ แต่เมื่อได้ฟังเพลงจันทร์ส่องสองบ่อน้ำ ย่อมยากที่จะไม่รู้สึกสะเทือนใจ
คุณสมบัติเช่นนี้ มักปรากฏอยู่ในผลงานอันยอดเยี่ยมทั้งหลาย รวมไปถึงเพลงบรรเลงไวโอลินของหยางจงหมิง และเพลงแซกโซโฟนของอบิเกล
…
ภายในสนามแข่งขัน
ผู้ชมต่างสงบลง
หากเป็นการพ่ายแพ้ให้กับบทเพลงเช่นนี้ในงานมหกรรมดนตรีบลูสตาร์ ย่อมไม่ถือว่าน่าอับอาย
…
ในห้องถ่ายทอดสดขนาดใหญ่แต่ละแห่ง
คอมเมนต์ที่เคยบางตาก็ค่อยๆ แน่นขนัดขึ้นอีกครั้ง
‘ฟังแล้วร้องไห้เลย’
‘รู้สึกอัดอั้นมาก’
‘สุดท้ายแล้ว เพลงอย่างแข่งม้าก็คงมีไม่มาก ซอเอ้อร์หูก็ยังคงเป็นเครื่องดนตรีที่ทำให้รู้สึกสิ้นหวังอยู่ดี’
‘ฉันฟังไม่ค่อยเข้าใจ แต่รู้สึกสะเทือนใจมาก’
‘ไม่ใช่แค่สิ้นหวังนะ จริงๆ ในเพลงยังมีความหวังซ่อนอยู่ด้วย อย่าถามว่าผมรู้ได้ยังไง ผมเองก็ยังงงว่าทำไมถึงเหมือนฟังออก’
‘ซอเอ้อร์หูเหมือนถูกเซี่ยนอวี๋มองออกอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว
‘เหล่าเยี่ยจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ?’
‘เหล่าเยี่ยจะพูดอะไรได้ล่ะ ตัวเขาเองยังแทบร้องไห้เลย’
ใช่แล้ว
ขอบตาของเยี่ยจือชิวก็แดงเรื่อเช่นกัน
ทว่าเมื่อสองพิธีกรหันมามองเขา เขาก็ยังเอ่ยปากออกมา แม้เสียงจะสั่นเครือเล็กน้อยก็ตาม
“เด็กคนนี้ผ่านอะไรมามาก”
เพียงประโยคเดียว
ทำให้คนฟังจินตนาการไปไกล
ทำไมเซี่ยนอวี๋ที่ยังอายุน้อยถึงเขียนบทเพลงที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ชีวิตเช่นนี้ได้?
หลายคนพลันนึกถึงอดีตที่เซี่ยนอวี๋เคยป่วยหนักจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด และในชั่วขณะนั้น ข้อสงสัยทั้งหมดคล้ายกับได้รับคำตอบ
…
จงโจว
ผู้บรรยายทั้งสองถูกเล่นงานจนพูดไม่ออก
ทั้งคู่ตกอยู่ในภวังค์ เหม่อลอยจนเกือบลืมหน้าที่ในการบรรยาย
คอมเมนต์หลั่งไหลเข้ามาจนเต็มหน้าจอ
‘เพลงนี้อาจไม่เร้าใจแบบเพลงแข่งม้าเมื่อวานนี้ แต่ด้านอารมณ์นี่บอกเลยว่าสะเทือนใจไปทั้งปี’
‘ฟังแล้วใจจะขาด’
‘มิน่าล่ะเมื่อวานถึงเลือกเปิดด้วยเพลงแข่งม้าก่อน’
‘ถ้าเอาเพลงนี้ไว้ปิดท้าย ก็สมเหตุสมผลดี’
‘ถ้าถังหมิงยังอยู่ อยากถามเขาเลยว่ายังมีหวังอยู่ไหม?’
‘หวังบ้าอะไรล่ะ’
‘ดูหน้ากู่หลิงกับผู้เข้าแข่งขันอีกคนสิ เหมือนยอมแพ้แล้ว’
‘หดหู่จริงๆ ’
‘เหมือนเพลงงานศพ’
‘ปลาตัวนี้ตั้งใจจะส่งผู้ชมในมหกรรมดนตรีบลูสตาร์ไปสวรรค์กันให้หมดเลยหรือไง!’
จงโจวชีช้ำกับ ‘ปลา’ ตัวนี้มานานนัก
และดูเหมือนว่าจะต้องเจ็บต่อไปอีก
เพราะตอนนี้ไม่มีใครเชื่อแล้วว่าซงเต่าอวี่ออกโรงแล้ว จะทำในสิ่งที่ถังหมิงทำไม่สำเร็จได้
………………………………………………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...