เข้าสู่ระบบผ่าน

Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน นิยาย บท 1050

ตอนที่ 1050-2 ลุกไหม้ให้เต็มที่เสียดีกว่า (2)

………………..

ท่ามกลางความปั่นป่วนทางอารมณ์นี้ หน้าจอขนาดใหญ่ด้านหลังเวทีก็สว่างขึ้น บรรยากาศในสนามไม่มืดมนเหมือนก่อนอีกต่อไป

เมื่อหันไปมองหน้าจอ

ผู้ชมก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งร่าง

นั่นมัน

การแข่งขันหมวดโอเปร่าในวันแรกของมหกรรมดนตรีบลูสตาร์!

ตอนนั้น จงโจวฟาดฟันและกวาดคะแนนอย่างดุเดือด

ผู้เข้าแข่งขันจากทวีปอื่นๆ ทยอยตกรอบไปทีละคน

เว่ยห่าวอวิ้นพ่ายแพ้ เธอเพียงแค่หันหลังกลับอย่างเงียบงัน

จากนั้น

ผู้เข้าแข่งขันที่ตกรอบจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ปรากฏในภาพบนจอทีละคน

ผู้เข้าแข่งขันที่ตกรอบแต่ละคน ล้วนมีภาพหันหลังให้กล้องเพียงหนึ่งวินาทีที่ถูกจัดเรียงไว้

หันหลังทีละคน…

แผ่นหลังอันเปล่าเปลี่ยวจากแต่ละทวีป…

ภาพสีสดใสค่อย ๆ กลายเป็นโทนสีเทา

เสียงกลองเริ่มหนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ

“แม้อาจไร้พรสวรรค์ แต่ฉันมีความฝันอันบริสุทธิ์ ฉันจะใช้ทั้งชีวิตเพื่อพิสูจน์”

เสียงเบสปรากฏขึ้น

หน้าจอบนเวที

จู่ๆ พ่อเพลงคนหนึ่งจากจ้าวโจว ก็ยกมือขึ้นปิดหน้า แล้วทรุดตัวลงนั่งยองลงกับพื้น ในตอนนั้น ผลงานของเขาถูกหยางจงหมิงบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี แม้เป็นเพียงภาพในจอ ทว่าความสิ้นหวังที่เขาเผชิญกลับยังแผ่ซ่านทะลุออกมาจนผู้ชมสัมผัสได้

ในตำแหน่งนักร้องหลัก

เสียงของเฟ่ยหยางดังขึ้น

เขายืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟ เปล่งเสียงร้องออกมา

“บางทีมือของฉันอาจโง่งม แม้สับสนจะไขว่คว้าไม่เลิกรา ทุ่มเทช่วงวัยเยาว์ที่มี จะไม่ทิ้งความเสียใจไว้ตรงนี้…”

ช่วงท้ายเสียงค่อยๆ พุ่งสูงขึ้น

เสียงกลองกระหน่ำรัว ราวกับหยาดฝน

เคาะลงตรงกลางใจของทุกคนอย่างแม่นยำ!

แสงไฟบนเวทีในตอนนี้สว่างจ้า จนแทบแสบตา!

ภาพบนจอขนาดใหญ่ก็กลับมามีสีสันอีกครั้ง!

บางคนกำลังชูกำปั้นขึ้นกลางอากาศ ราวกับกำลังฉลองชัยชนะบางอย่าง

บางคนตาแดงก่ำ โผกอดเพื่อนร่วมทีมด้วยความตื้นตัน

บางคนยกถ้วยรางวัลขึ้นสูง รอรับกลีบดอกไม้และพลุฉลองที่โปรยปรายจากฟากฟ้า!

และในช่วงเวลานั้นเอง

เฟ่ยหยางซึ่งยืนอยู่กลางลำแสงก็เงยหน้าขึ้น เผชิญหน้ากับเวทีที่เปล่งประกายเหนือศีรษะ คำรามออกมาด้วยพลังทั้งหมดที่มี จนเส้นเลือดบนลำคอก็ปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจน

“วิ่งไปข้างหน้า!

เผชิญสายตาเย็นชาและคำเย้ยหยัน

หากชีวิตไม่ผ่านอุปสรรคแสนสากรรจ์ จะรู้ได้อย่างไร

ว่าโชคชะตาไม่มีวันให้เราคุกเข่าอ้อนวอน

ต่อให้

โลหิตหลั่งเปรอะเปื้อนทั่วแขนสักเพียงใด!

…”

ฟิ้วๆๆ !

ลำแสงแตกกระจาย!

แสงสีระยิบระยับพลุ่งพล่านทั่วทั้งเวที!

ใบหน้าของผู้ชมทุกคนในสนามพลันแดงก่ำ ภายใต้เสียงดนตรี ศีรษะชาวาบ ขนลุกซู่ไปทั้งร่างในทันที!

ชั่วขณะถัดมา

เสียงของวงประสานเสียงฉินโจวก็ดังประสานขึ้นพร้อมกันทุกคนร้องออกมาสุดเสียง เสียงคำรามดังกึกก้องราวกับสายฟ้าฟาด!

“วิ่งไปข้างหน้า

พร้อมความภาคภูมิใจของเด็กหนุ่ม

หากไม่ยืนหยัด จะเห็นแสงสว่างของชีวิตได้อย่างไร

หากต้องอยู่ไปอย่างไร้จุดหมาย ไม่สู้ลุกไหม้ให้เต็มที่เสียดีกว่า!

สักวันหนึ่งเราจะผลิใบอีกครา

…”

คนหนึ่ง!

กลุ่มหนึ่ง!

ฝูงชนทั้งหมด!

ผู้ชมลุกขึ้นยืน!

โลหิตทั่วร่างเดือดพล่าน!

บางคนถึงกับคำรามออกมาในจังหวะดนตรี!

บนเวที

เสียงเพลงค่อยๆ จางลง

บางคนหอบหายใจแรงจากการร้องสุดเสียง

จู่ๆ เสียงดนตรีก็แปรเปลี่ยนเป็นความโศกเศร้าอย่างสุดขั้ว

ภาพบนจอใหญ่บนเวทียังคงดำเนินต่อไป ผู้ชมมองเห็นเงาของผู้เข้าแข่งขันมากมายในนั้น บางคนเป็นใบหน้าที่คุ้นเคย บางคนกลับเป็นคนแปลกหน้า

ฉินโจว

ฉีโจว

ฉู่โจว

เยี่ยนโจว

หานโจว

จ้าวโจว

เว่ยโจว

และจงโจว

ล้วนเป็นผู้เข้าแข่งขันที่ตกรอบจากแต่ละทวีป พวกเขาปรากฏอยู่ในภาพบนจอ หลั่งน้ำตาบนเวที ปลุกความทรงจำของผู้ชมให้หวนคิดถึงการแข่งขันที่ผ่านมาทั้งหมด!

วงประสานเสียง

ผู้เข้าแข่งขันกำลังขับขานท่วงทำนองอย่างพร้อมเพรียง

พร้อมความภาคภูมิใจของเด็กหนุ่ม

หากไม่ยืนหยัด จะได้เห็นแสงสว่างของชีวิตได้อย่างไร

หากต้องอยู่ไปอย่างไร้จุดหมาย

ไม่สู้

ลุก! ไหม้! ให้! เต็ม! ที่! เสีย! ดี! กว่า!

…”

เมื่อเสียงทั้งหมดหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

ผู้เข้าแข่งขันจำนวนมากที่แม้จะตกรอบไปแล้วแต่ยังไม่ได้ออกจากสนาม ต่างก็หลั่งน้ำตาอย่างไม่อาจควบคุมได้ ประหนึ่งความรู้สึกทั้งหมดกำลังจะโถมทับเวทีนี้จนมิด!

หลายคนได้ยินเสียงของตนเองในบทเพลงนี้

หลายคนมองเห็นเงาของตนเองในภาพบนจอ

บทเพลงนี้คือการขับร้องของวงประสานเสียงจากฉินโจว

แต่ไม่ใช่เพียงเพื่อฉินโจวเท่านั้น

นี่คือบทเพลงที่มอบให้แก่ฉีโจว ฉู่โจว เยี่ยนโจว หายโจว จ้าวโจว เว่ยโจว หรือแม้แต่ทั่งจงโจว และมอบให้กับทุกผู้คนบนบลูสตาร์ที่ทุ่มเททุกสิ่งเพื่อมหกรรมดนตรีบลูสตาร์!

ไม่ทันไร!

ทุกคนล้วนหลั่งน้ำตา!

ไม่ใช่เพียงผู้เข้าแข่งขัน!

แต่รวมถึงผู้ชม!

รวมถึงโค้ชและพ่อเพลงจากทุกทวีป!

แม้กระทั่งกรรมการที่สีหน้าเคร่งขรึมก็ยังน้ำตาคลอ!

และเป็นเพียงครั้งนี้เท่านั้น ที่ทุกคนลืมการแข่งขันระหว่างแต่ละทวีป เปิดใจทั้งหมดเพื่อซึมซับความงดงามของการแสดง และรับรู้ถึงความซาบซึ้งที่บทเพลงนี้นำพามา!

ในช่วงเวลานี้

ผู้บรรยายในห้องถ่ายทอดสดจากทุกทวีปต่างพูดด้วยเสียงสั่นเครือ ว่านี่คือบทเพลงปลุกใจ ราวกับเป็นระเบิดอารมณ์ลูกใหญ่ที่พุ่งลงสู่เวทีเพื่อระเบิดต่อมน้ำตาของผู้คน

“มันยากมาก…”

“เจ็บปวด…”

“น่าเสียดาย…”

“แต่นี่แหละคือการแข่งขัน!”

“นี่แหละคือมหกรรมดนตรีบลูสตาร์!”

“ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดกับน้ำตา แต่ยังมีเสียงเฮของชัยชนะและความปีติยินดีด้วย!”

“พวกเราไม่ได้กลัวความพ่ายแพ้ สิ่งที่เรากลัวคือการล้มแล้วไม่ลุกขึ้นสู้อีก!”

“ทุกคนที่สู้จนสุดกำลังในบลูสตาร์ต่างก็มีคุณค่า!”

“และตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป…”

“จิตวิญญาณแห่งบลูสตาร์ได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว”

และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง

เนื้อเพลงท่อนสุดท้ายก็ดังขึ้น

ยังคงเป็นเฟ่ยหยางที่ร้องนำ ร่วมกับเสียงประสานของทุกคน เสียงนั้นไม่ใช่การคำรามอันรุนแรงอีกต่อไป แต่กลับเป็นเสียงที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังหนักแน่นที่สะเทือนถึงหัวใจ

“เพื่อความงดงามในใจ…”

“จะไม่ยอมจำนน จนกว่าชีวิตจะถึงวันสุดท้าย…”

………………………………………………………………

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน