เข้าสู่ระบบผ่าน

Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน นิยาย บท 1084

ตอนที่ 1084 ไหนในจักรวาลไม่ต้องหวั่นเกรง

ในเว่ยโจว

เสิ่นจงกำลังถือหนังสือภารกิจกู้ชีวิตบนดาวอังคารอ่านอยู่ในมือ

ในฐานะนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังของเว่ยโจว เสิ่นจงเป็นหนึ่งในผู้เข้ารอบสุดท้ายของรางวัลนิยายวิทยาศาสตร์ยอดเยี่ยมประเภทนิยายขนาดกลางถึงขนาดยาวจากรางวัลกาแล็กซีอวอร์ดในปีนี้

เขาเคยคิดว่าตนเองจะเป็นผู้คว้ารางวัลนั้น

แต่นึกไม่ถึงเลยว่ารางวัลกลับตกเป็นของนิยายจากฉินโจวที่โผล่เข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว

พูดตามตรง

เสิ่นจงรู้สึกไม่พอใจนัก

เขาเชื่อว่าอีกสองคนที่เข้ารอบก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน ดังนั้นทันทีที่เรื่องภารกิจกู้ชีวิตบนดาวอังคารวางขาย เขาจึงซื้อกลับมาหนึ่งเล่มทันที เพื่อจะได้ดูให้รู้แน่ชัดว่าสรุปแล้วตนเองแพ้ตรงไหนกันแน่

นิยายเล่มนี้มีความยาวที่เข้าข่ายมาตรฐานของนิยายขนาดกลางถึงยาวได้

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นจากภารกิจลงจอดบนดาวอังคารที่มีชื่อว่าแอรีส ซึ่งเป็นโครงการจากองค์การอวกาศเว่ยโจว

มาร์ก ตัวเอกของเรื่อง เป็นหนึ่งในหกนักบินอวกาศของภารกิจแอรีสครั้งที่สาม

ในวันที่หกของการลงจอด พวกเขาเผชิญกับพายุทรายรุนแรง มาร์กโชคร้ายถูกเสาสื่อสารฟาดใส่จนคลาดกับทีม แม้เพื่อนร่วมทีมของเขาจะพยายามค้นหาอย่างเต็มที่ ก็ไม่สามารถช่วยเหลือเขาไว้ได้ จึงจำต้องขึ้นกระสวยที่มีเพียงหนึ่งลำกลับไปยังยานแม่ที่ลอยอยู่ในอวกาศ ซึ่งมีชื่อว่าเฮอร์มีส

ทุกคนล้วนเชื่อว่ามาร์กเสียชีวิตไปแล้ว

องค์การอวกาศเว่ยโจวจึงจัดแถลงข่าวประกาศว่าภารกิจแอรีส 3 ล้มเหลว และนักบินอวกาศนามว่ามาร์กได้จบชีวิตลงขณะปฏิบัติหน้าที่

นี่คือจุดเริ่มต้นของฉากหลังในนิยายเรื่องนี้

หลังจากอ่านบทเกริ่นนำจบ เสิ่นจงก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

เขาไม่คิดมาก่อนว่าเนื้อเรื่องของนิยายเล่มนี้จะเกิดขึ้นที่แผ่นดินเว่ยโจว

ดูท่าคราวนี้ฉู่ขวงจะตั้งใจมุ่งเป้ามายังกลุ่มผู้อ่านเว่ยโจวจริงๆ

อย่างไรก็ตาม ฉากหลังเช่นนี้ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกฝืนแต่อย่างใด

เพราะระดับเทคโนโลยีของเว่ยโจวในโลกบลูสตาร์นั้นอยู่ในระดับแนวหน้า แทบจะเทียบเคียงกับจงโจวได้เลย

และเวลาที่นักเขียนหลายคนสร้างสรรค์เรื่องราวก็ใช่ว่าจะต้องใช้ทวีปของตนเองเป็นฉากหลังเสมอไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว ในบลูสตาร์นั้น ทุกทวีปใช้ภาษาเดียวกันจึงไม่มีปัญหาเรื่องความเข้าใจในหมู่ผู้อ่านจากแต่ละทวีป

นอกจากนี้

เมื่อดูจากรายละเอียดการบรรยายเกี่ยวกับเทคโนโลยีการบินและอวกาศในนิยาย เสิ่นจงก็ยังไม่พบช่องโหว่แม้แต่นิดเดียว

ความรู้พื้นฐานของฉู่ขวงในเรื่องนี้ ถึงขั้นทำเอาเขานักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์จากเว่ยโจวยังต้องรู้สึกทึ่ง

ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนที่เอาชนะเขาได้

แสดงว่าฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ

อย่างไรก็ตาม ถ้าทำได้แค่ระดับนี้ละก็ แน่นอนว่ายังไม่พอจะทำให้เสิ่นจงยอมรับได้อย่างหมดใจ

เขาแตะน้ำลายเบาๆ ที่ปลายนิ้ว ก่อนจะพลิกหน้าหนังสืออ่านต่อไป

ในเรื่อง

แน่นอนว่าตัวเอกอย่างมาร์กยังไม่ตาย

เขาถูกเสาสื่อสารแทงเข้าที่หน้าท้อง ส่งผลให้ชุดอวกาศเกิดรอยรั่วเล็กๆ

“น่าจะขาดออกซิเจน?”

เสิ่นจงคิดตามโดยอัตโนมัติ แต่เมื่อเขาอ่านต่อไป กลับรู้สึกร้อนวูบบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่

เพราะเขาถูกตบหน้าเข้าให้เต็มๆ

มาร์กไม่ได้เผชิญกับปัญหาขาดออกซิเจน

ตรงกันข้าม สิ่งที่เขากลัวกลับเป็นระดับความเข้มข้นของออกซิเจนที่สูงเกินไปต่างหาก

เนื่องจากหนึ่งในฟังก์ชันสำคัญของชุดอวกาศก็คือการลดความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการหายใจ

เริ่มจากการใช้กลไกเคมีแบบง่ายในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อแผ่นดูดซับหมดประสิทธิภาพ ระบบจะเปลี่ยนไปใช้โหมดปล่อยเลือดโดยอัตโนมัติ นั่นคือการเปิดช่องระบายอากาศออก การทำเช่นนี้ แม้ว่าวิธีนี้จะสามารถขจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปได้ แต่มันก็ทำให้ความดันภายในชุดอวกาศลดลงด้วย เพื่อรักษาระดับความดัน ชุดอวกาศจะเริ่มอัดก๊าซกลับเข้าไปโดยอัตโนมัติ และเมื่อก๊าซไนโตรเจนที่มีอย่างจำกัดถูกใช้จนหมด ระบบจึงเปลี่ยนไปใช้ออกซิเจนบริสุทธิ์แทน

ต้องเข้าใจว่า บนบลูสตาร์ที่มนุษย์อาศัยอยู่นั้น ออกซิเจนในชั้นบรรยากาศมีเพียง 21 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่มนุษย์สามารถหายใจได้อย่างสบาย

แต่ถ้าเข้มข้นเกินไป ออกซิเจนจะเริ่มเผาทำลายระบบประสาท ปอด และดวงตาของมนุษย์ได้

เรื่องนี้เสิ่นจงเข้าใจดี

เพียงแต่เขาไม่เคยรู้เลยว่าชุดอวกาศมีฟังก์ชันแบบนี้ด้วยหลังจากฝ่าฟันกลับมายังห้องพักอาศัยที่รอดพ้นจากพายุทรายได้สำเร็จ เขาถอดหมวกกันอากาศออก แล้วสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด

ชีวิตประจำวันบนดาวอังคารของนักพฤกษศาสตร์และวิศวกรเครื่องกลคนหนึ่งได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ ที่แห่งนี้

หลังจากตรวจสอบอุปกรณ์ทุกชิ้นเสร็จ มาร์กคำนวณและได้ข้อสรุปว่า

เสบียงอาหารที่เหลืออยู่จะเพียงพอต่อการมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งปี ขณะที่ภารกิจกู้ภัยจากบลูสตาร์จะใช้เวลาเร็วที่สุดสี่ปีกว่าจะเดินทางมาถึงดาวอังคาร

เขาจำเป็นต้องแก้ปัญหาเรื่องเสบียงอาหารให้ได้!

เมื่ออ่านถึงตรงนี้ เสิ่นจงก็เผยรอยยิ้มออกมาเขาเดาได้ทันทีว่าพระเอกจะทำอะไรต่อ

ในแวดวงนิยายไซไฟของเว่ยโจว มีนิยายอยู่เรื่องหนึ่งชื่อว่าแผนสร้างฐานบนดาวอังคาร

ในเรื่องนั้น ตัวเอกพยายามปลูกผักบนดาวอังคารโดยอาศัยความรู้ทางพฤกษศาสตร์ ทำการทดลองปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน

ตัวเอกของฉู่ขวงก็ต้องใช้วิธีเดียวกันแน่!

และแล้ว

เนื้อเรื่องช่วงต่อมาก็เป็นไปตามที่เสิ่นจงคาดไว้ พระเอกคิดจะใช้วิธีปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินเพื่อแก้ปัญหาเรื่องอาหาร

แต่ในวินาทีถัดมา รอยยิ้มของเสิ่นจงก็เลือนหายไปทันที

เขาโดนนิยายเล่มนี้หักหน้าอีกแล้ว!

ในเรื่อง มาร์กรีบปัดตกไอเดียการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินทันที เหตุผลก็คือการปลูกพืชแบบนี้ต้องใช้น้ำยาธาตุอาหารในปริมาณมาก

ซึ่งในแคปซูลพักอาศัยที่เขาอยู่ไม่มีน้ำยาพอให้ทดลองด้วยซ้ำ

ของเหล่านี้เป็นของสิ้นเปลือง ไม่สามารถใช้เป็นทางออกระยะยาวได้เลย

ดังนั้น ทางแก้ปัญหาเสบียงอาหารบนดาวอังคารที่ถูกต้องคือ

ปลูกมันฝรั่ง!

ดวงตาของเสิ่นจงเบิกกว้างทันที!

องค์ประกอบความเป็นวิทยาศาสตร์

องค์ประกอบของพล็อตเรื่อง

ทุกองค์ประกอบล้วนจัดเต็ม!

แม้แต่ การสร้างบุคลิกของตัวละครเอกอย่างมาร์ก ก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา ตัวเอกผู้ใช้ทัศนคติเชิงบวกและมองโลกในแง่ดีในการรับมือกับความยากลำบากนานัปการบนดาวอังคารคนนี้ ทำให้เสิ่นจงในฐานะผู้อ่านถึงกับรู้สึกชื่นชอบเขาอย่างมาก!

แถมในเนื้อเรื่อง ยังมีฉากที่ทำให้คนอ่านอดยิ้มไม่ได้อีกด้วย

เช่น มาร์กเจอเครื่องเล่นเพลงของเพื่อนร่วมทีมแต่เพลงที่มีในเครื่องดันมีแต่ของเซี่ยนอวี๋เท่านั้น!

สุดท้าย สิ่งที่คอยอยู่เป็นเพื่อนกับมาร์กในยามโดดเดี่ยวก็คือบทเพลงของเซี่ยนอวี๋นั่นเอง

บางเพลงในนั้นเสิ่นจงเองก็เคยฟัง เพราะเซี่ยนอวี๋โด่งดังจาก มหกรรมดนตรีบลูสตาร์ทำให้หลายคนตามหาเพลงของเขามาฟัง

และสำหรับตอนจบของเรื่อง…

นี่แหละคือจุดที่ทำให้เสิ่นจงประทับใจที่สุด!

เพื่อนร่วมทีมของมาร์ก ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะนำยานอวกาศกลับไปยังดาวอังคาร ต่อให้ต้องแลกมาด้วยต้นทุนบางอย่าง และอาจมีบางคนถึงขั้นต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะถูกนำตัวขึ้นศาลทหาร!

พวกเขาต้องการช่วยชีวิตมาร์ก!

นิยายเรื่องนี้ ไม่ได้จบลงด้วยโศกนาฏกรรม

หลังผ่านบททดสอบต่างๆ นานา มาร์กก็สามารถขึ้นยานของเพื่อนร่วมทีมที่มาช่วยชีวิตได้สำเร็จ

และจนถึงจุดนั้น

มาร์กได้ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังบนดาวอังคารยาวนานถึง 549 วันเต็มๆ ตามเวลาสุริยคติ!

“สุดยอด!”

ความรู้ของคนคนนี้เรียกได้ว่าลึกซึ้งและกว้างขวาง!

เสิ่นจงถึงกับอดสงสัยไม่ได้ว่า ฉู่ขวงอาจเคยทำงานอยู่ที่องค์การอวกาศหรือเปล่า

เพราะข้อมูลเชิงเทคนิคของเครื่องจักรและอุปกรณ์อวกาศในนิยายหาไม่ได้ง่ายๆ จากแค่การค้นในอินเทอร์เน็ตแน่นอน!

และถึงแม้เนื้อเรื่องจะอัดแน่นด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แต่นิยายเรื่องนี้กลับไม่รู้สึกน่าเบื่อเลยสักนิด เพราะตัวเอกใช้ความรู้ต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่นและสร้างสรรค์จนคนอ่านต้องเอ่ยชมไม่ขาดปาก สารพัดวิธีแก้ปัญหาสุดพิสดารถูกนำมาใช้อย่างถึงขั้นที่เขาสร้างชีวิตของตัวเองบนดาวอังคารขึ้นมาได้อย่างสมศักดิ์ศรี ‘ราชาแห่งดาวอังคาร’ เลยทีเดียว!

ทำให้ผู้อ่านอดรู้สึกไม่ได้ว่า

“ถ้าเรียนตั้งใจเรียนวิชาคณิตฟิสิกส์เคมีให้ดี จะไปไหนในจักรวาลก็ไม่ต้องหวั่นเกรง!”

ตลอดทั้งเรื่องของนิยายเล่มนี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ!

มีฉากให้สะใจ!

มีฉากให้หัวเราะ!

และยังมีฉากที่ทำให้น้ำตาซึมเช่นกัน!

หลังจากใช้เวลาทั้งช่วงเช้าจนอ่านจบนิยายเล่มนี้ เสิ่นจงถึงกับรู้สึกตะลึงจนพูดไม่ออก!

สำหรับรางวัลกาแล็กซีอวอร์ด

เสิ่นจงยอมรับความพ่ายแพ้ครั้งนี้อย่างเต็มหัวใจ!

…………………………………………………….

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน