ตอนที่ 1260 ผลงานการ์ตูนชิ้นสุดท้าย
“เมื่อผมเริ่มเปิดอ่านเจ้าชายน้อย สิ่งที่ตราตรึงใจผมมากคือภาพประกอบของอิ่งจือ
ไม่ใช่เพราะภาพเหล่านั้นถ่ายทอดฝีมืออันยอดเยี่ยมหรือเทคนิคซับซ้อนแน่นอนว่าถ้าอิ่งจือต้องการ เขาก็ย่อมทำได้ แต่น่าประทับใจตรงที่เขาไม่เลือกทำแบบนั้น
ภาพเหล่านั้นทำให้ผมเข้าใจโทนของเรื่องเจ้าชายน้อย
มันคือนิทานที่มอบให้กับผู้ใหญ่ นิทานแห่งความเศร้าอันอ่อนโยน
นี่คือยุคสมัยที่ทุกอย่างหมุนไปเร็วเหลือเกิน เมื่อเราเติบโตขึ้น เวลาของเรากลับยิ่งน้อยลง จนแทบไม่มีเวลามองดูเลยท้องฟ้านั้นว่ายังงดงามแค่ไหน ผมนึกถึงสมัยเป็นเด็ก ที่เคยปลูกเมล็ดพันธุ์หนึ่งไว้ ใช้เวลานานเหลือเกินกว่าจะได้เห็นมันออกดอกออกผล
และตอนนี้ถึงตระหนักได้ว่า เราได้สูญเสียความอยากรู้อยากเห็นต่อโลกไปโดยไม่รู้ตัว
การเติบโตทำให้เราชินชาไปกับทุกสิ่ง จนลืมไปว่าโลกนี้ยังมีเรื่องอัศจรรย์อีกมากมายที่เราไม่เคยรู้จัก บางทีอาจไม่ใช่เพราะเราฉลาดขึ้นหรอก เพียงแค่เรา ไม่มีความสนใจและเวลาที่จะหยุดมองอีกต่อไปต่างหาก
ช่วงเทศกาลฤดูใบไม่ผลิปีที่แล้ว
ผู้ใหญ่อย่างเรานั่งคุยกันเรื่องจะซื้อรถใหม่ คุยถึงแบรนด์หรูต่างๆ แต่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าจู่ๆ หลานชายตัวเล็กก็พูดขึ้นมาว่าเขาชอบรถรุ่นหนึ่ง เราเลยเริ่มคาดเดากันว่าเป็นรถรุ่นที่พูดคุยกันไปเมื่อครู่ ปราฏว่าหลานชายบอกว่ารถที่เขาชอบที่สุดคือรถขยะ
เพราะเวลารถขยะมา มันจะเปิดเพลง
ชั่วขณะนั้น ทุกคนหัวเราะกันลั่น ราวกับเราลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งตัวเองก็เคยเป็นเด็กมาก่อน ลืมไปแล้วว่าเรายังมีดวงตาและหูที่สามารถรับรู้ถึงธรรมชาติและความงดงามที่โลกมอบให้ได้
โลกไม่เคยเปลี่ยนไป
มีเพียงสายตาของเราต่างหากที่ถูกแสงห้าสีบดบังไว้จนมองไม่เห็นการผลัดเปลี่ยนของฤดูกาล หรือสีของลมมรสุม มีเพียงหูของเราที่ถูกเสียงแห่งความโกลาหลปิดกั้นจนไม่อาจได้ยินเสียงของใบไม้ร่วง หรือเสียงเพลงอันเงียบงัน
ผมคิดถึงสิ่งที่เพื่อนคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟัง
วันหนึ่งเขาเห็นเด็กสองคนแข่งวิ่งกัน พวกเขาโยนก้อนกรวดขึ้นฟ้า แล้ววิ่งตอนที่ก้อนหินตกถึงพื้น นั่นคือวิธีการออกตัววิ่งที่พวกเขาคิดขึ้นเอง ยุติธรรมและฉลาดเฉลียวใช่ไหมล่ะครับ?
แต่พอเราโตขึ้น เรากลับกลายเป็นคนโง่ลงเสียเอง
แน่นอน หนังสือเล่มนี้พูดถึงความรักไว้ด้วย
ถ้าคุณอยากเห็นความรักที่อ่อนโยนและงดงาทที่สุด คุณไม่ควรพลาด เจ้าชายน้อย
แต่ต้องขออภัย ผมไม่อยากเริ่มพูดเรื่องการทำให้เชื่องในความรักอีกถึงอย่างไรก็มีคนพูดถึงเรื่องนี้มากมายเหลือเกิน
ในค่ำคืนที่เงียบสงัดเช่นนี้
ผมกลัวว่าตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ผมจะลืมไปหมดว่าผมเคยพูดอะไรไว้เมื่อคืนนี้บ้าง’
บนเว็บไซต์สตาร์เน็ต
มีรีวิวหนึ่งเขียนถึงหนังสือเรื่องเจ้าชายน้อยไว้อย่างนี้
ในเรื่องนี้ เจ้าชายน้อยคือเด็กชายผู้บริสุทธิ์และเหนือสามัญ เขาอาศัยอยู่บนดาวดวงเล็กๆ ที่ใหญ่กว่าเขาเพียงเล็กน้อย
ผู้ที่อยู่เคียงข้างเขา คือดอกกุหลาบดอกหนึ่งที่เขารักมาก
จนวันหนึ่ง ความหยิ่งทะนงของดอกกุหลาบได้ทำร้ายความรู้สึกของเจ้าชายน้อย เขาจึงอำลาดาวดวงน้อย แล้วออกเดินทางท่องจักรวาล
ระหว่างทางเขาได้แวะไปเยี่ยมดาวเคราะห์หกดวง แต่สิ่งที่ได้เห็นกลับทำให้เขาเศร้าสร้อย เพราะเขาพบว่าผู้ใหญ่เหล่านั้นทั้งไร้สาระและพิลึกพิลั่น
มีเพียงดาวของคนจุดตะเกียงเท่านั้น ที่เจ้าชายน้อยรู้สึกว่าเป็นที่ที่เขาอาจพบเพื่อนได้ แต่โลกของคนจุดตะเกียงนั้นแคบเหลือเกิน นอกจากเจ้าตัวแล้ว มันก็ไม่อาจรองรับคนอื่นได้อีกแม้แต่คนเดียว
ภายใต้คำแนะนำของนักภูมิศาสตร์ เจ้าชายน้อยผู้โดดเดี่ยวจึงเดินทางมายังโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่
เจ้าชายน้อยค้นพบว่า มนุษย์ขาดจินตนาการ และรู้เพียงการท่องจำจากสิ่งที่คนอื่นพูดเหมือนนกแก้ว เจ้าชายน้อยจึงเริ่มคิดถึงดอกกุหลาบดอกนั้นบนดาวของเขามากขึ้นเรื่อยๆ
ต่อมา เจ้าชายน้อยได้พบกับสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง
สุนัขจิ้งจอกตกหลุมรักเจ้าชายน้อย และอยากให้เขา ‘ทำให้มันเชื่อง’
จากนั้น บทวิจารณ์มากมายก็เริ่มพูดถึงความรักในแง่ของการ ‘ทำให้เชื่อง’ ระหว่างเจ้าชายน้อยกับสุนัขจิ้งจอก
‘ถ้าเราละทิ้งกรอบของความเป็นนิทานไป แล้วมองว่าเจ้าชายน้อยเป็นเพียงชายคนหนึ่ง เช่นนั้นสุนัขจิ้งจอกและดอกกุหลาบ ก็คือหญิงสองคนที่รักเขา ทว่ามีนิสัยต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ดอกกุหลาบนั้นงดงามและเอาแต่ใจ และเธอก็ปรากฏตัวในชีวิตของเจ้าชายน้อยก่อนหน้าสุนัขจิ้งจอก
เจ้าชายน้อยตกหลุมรักเธอตอนที่เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรักคืออะไร

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...