ตอนที่ 1285 เหลียงจู้
สามเพลงติดต่อกัน แต่ละเพลงมีสไตล์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ได้ทำให้ทุกคนเข้าใจแล้วว่าคุณภาพของคอนเสิร์ตครั้งนี้อยู่ในระดับไหน มันถูกลิขิตชะตาไว้ให้เป็นตำนาน!
และในตอนนี้
คอนเสิร์ตก็ยังคงดำเนินต่อไป
หลังการบรรเลง แคนอนในบันไดเสียงดี เมเจอร์ จบลง หลินเยวียนก็พูดขึ้นอีกครั้งว่า
“ต่อไป เพลงนี้มีเรื่องราวความรักอันโศกงามซ่อนอยู่เบื้องหลัง
ตำนานเล่าว่า ในสมัยโบราณ มีหญิงสาวนามว่าจู้อิงไถ นางชื่นชอบการอ่านบทกวีและตำรา ปรารถนาจะออกไปศึกษาต่อยังต่างเมือง แต่ในยุคนั้น หญิงสาวไม่อาจปรากฏกายในที่สาธารณะได้ ดังนั้นนางจึงปลอมตัวเป็นชาย พร้อมกับสาวใช้ชื่ออิ๋นซิน เพื่อออกเดินทางไปศึกษาเล่าเรียน
ระหว่างทาง ทั้งคู่ได้พบกับบัณฑิตหนุ่มชื่อเหลียงซานปั๋ว และบ่าวของเขา=ชื่อสือจิ่ว
เหลียงซานปั๋วกับจู้อิงไถรู้สึกถูกชะตากันตั้งแต่แรกพบ ทั้งสองจึงตัดสินใจเดินทางไปยังสำนักการศึกษาด้วยกัน…”
เรื่องที่หลินเยวียนเล่าก็คือ ‘เหลียงซานปั๋วกับจู้อิงไถ’
และเหตุผลที่เขาเล่าเรื่องนี้ขึ้นมากลางคอนเสิร์ตก็เพราะ เพลงต่อไปของเขามีชื่อว่า ‘เหลียงจู้’ นั่นเอง!
เรื่องที่เล่าต่อจากนั้นก็คือเรื่องราวของเหลียงซานปั๋วและจู้อิงไถที่กลายเป็นผีเสื้อ
อันที่จริง บทเพลงจำนวนมากมักมีเรื่องเล่าอยู่เบื้องหลัง บางเรื่องแต่งขึ้นภายหลัง
บางเรื่องเป็นเพียงสิ่งที่แต่งขึ้น บางเรื่องเป็นเรื่องจริง และบางเรื่องเป็นสิ่งที่เกิดจากการตีความและจินตนาการของตนหลังจากได้ฟังเพลงนั้นแล้ว
แต่กรณีของหลินเยวียนนั้นเหนือชั้นยิ่งกว่า
ถึงอย่างไรเรื่องเหลียงซานปั๋วกับจู้อิงไถ เดิมทีก็คือหนึ่งในสี่ยอดวรรณกรรมรักพื้นบ้านของแดนมังกรอยู่แล้ว ที่สามารถเล่าขานสืบต่อกันมาได้อย่างยาวนานเช่นนี้ ก็เพราะมันซาบซึ้งกินใจผู้คนมากพอ
“…ต่อมา เหลียงซานปั๋วล้มป่วยและเสียชีวิต ส่วนจู้อิงไถจำต้องตกลงออกเรือนกับบุตรชายตระกูลหม่า แต่มีข้อแม้ว่าเกี้ยวส่งตัวเจ้าสาวต้องเคลื่อนผ่านทางเขาหนานซาน และต้องให้นางได้ลงจากเกี้ยวเพื่อคารวะหลุมศพของเหลียงซานปั๋ว
เมื่อจู้อิงไถลงจากเกี้ยว ลมฝนก็เทกระหน่ำ ฟ้าสลัวหม่นเย็นยะเยือก
ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คน หลุมศพของเหลียงซานปั๋วกลับแยกออก จู้อิงไถเห็นดังนั้นก็กระโดดลงไปโดยไม่ลังเล จากนั้นหลุมศพก็ปิดลงอีกครั้ง
ไม่นานนัก ก็มีผีเสื้อคู่หนึ่งโบยบินออกมาจากหลุมศพนั้น เคียงคู่กัน ดุจเงาที่ไม่มีวันแยกจาก”
ขณะหลินเยวียนกำลังเล่าเรื่อง
ทุกคนรับฟังอย่างตั้งใจ
ยามที่คำพูดสุดท้ายของหลินเยวียนจางหายไป เสียงดีดสายก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงขลุ่ยที่ไพเราะนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ ผู้ชมรู้สึกราวกับตนเองกำลังล่องลอยอยู่ในหมู่เมฆ มองลงมาเห็นโลกเบื้องล่างเป็นภาพพร่ามัวดุจความฝัน
จากนั้น
เสียงวงออร์เคสตราก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ประหนึ่งมีกลางมือที่มองไม่เห็น แหวกกลุ่มเมฆหนาออก เผยให้เห็นภาพของโลกที่พร่าเบลอ และเริ่มชัดเจนขึ้นทีละน้อย
ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้เห็นช่วงเวลาในสำนักการศึกษาตลอดสามปีที่เหลียงซานปั๋วและจู้อิงไถใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน
หัวเราะด้วยกัน
หยอกล้อกัน
ดูแลกันและกันด้วยความห่วงใย
เสียงไวโอลินทอดยาว ละเมียดละไมและแว่วไกล
เสียงเชลโลทุ้มลึก กลมกล่อม และอบอุ่นดังการอยู่เคียงข้างอย่างเข้าอกเข้าใจ
เครื่องดนตรีสองชนิด ไวโอลินคือจู้อิงไถ ส่วนเชลโลก็คือเหลียงซานปั๋วบรรเลงเป็นบทคู่ที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและรักอันลึกซึ้งจับใจ
ความลังเล
ความกังวล
และความหนักแน่น
เสียงไวโอลินซึ่งเป็นทำนองหลักเริ่มนำทำนองขึ้นมา ด้วยโทนเสียงอันอ่อนโยน ลึกซึ้ง และแฝงด้วยการใคร่ครวญในใจ ถ่ายทอดอารมณ์ของจู้อิงไถออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยม หญิงสาวผู้กำลังครุ่นคิดถึงอุปสรรคมากมายที่ต้องเผชิญ หากเธอกับเขาจะได้อยู่ร่วมกัน
จงกล้าที่จะรัก!
ไม่รู้ว่าความหนักแน่นนั้นมาจากหัวใจของจู้อิงไถเอง หรือเป็นคำอวยพรจากผู้ชมที่ส่งไปถึงเธอจากใจจริง
ท่วงทำนองพลันเปลี่ยนเป็นจังหวะเบิกบาน!
เสียงขลุ่ยกังวานใสชัดเจนยิ่งขึ้น!
เสียงเชลโลพลิ้วไหวราวกับกำลังร่ายรำ!
คงเป็นความรู้สึกเดียวกับการออกไปเที่ยวเล่นในฤดูใบไม้ผลิที่แจ่มใสของคนสองคน
แต่ถึงแม้การได้พบกันจะอบอุ่นเพียงใด สุดท้ายก็ย่อมมีวันต้องจากลา
หลังจากห้วงอารมณ์แห่งความสุขผ่านพ้นไป ก็เป็นช่วงเวลาแห่งการอำลาอันแสนอาลัยสิบแปดครา
ท่วงทำนองหลักถูกนำมาบรรเลงในรูปแบบแปรทำนองอย่างเชื่องช้า ราวกับฝีเท้าที่ไม่อาจก้าวไปข้างหน้าได้ สุดท้ายก็จำต้องจากลา แต่กระนั้น เสียงไวโอลินและเชลโลก็ยังคงคลอเคล้ากันอย่างกันแน่นแฟ้น ยากจะแยกจากกัน
ผู้ชมเงียบงัน ความรู้สึกปวดร้าวแล่นเข้ามาในใจอย่างประหลาด
ทั้งที่ฟังเพียงเสียงดนตรี แต่ภาพของเรื่องราวกลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะเมื่อเสียงออร์เคสตราดังกระหึ่มราวคลื่นมหาสมุทรถาโถมเข้ามา ผู้ชมแทบจะรับรู้ได้ถึงแรงต่อต้านอันไร้ขอบเขตที่บดขยี้หัวใจ
นั่นคือการขัดขวางจากผู้เป็นบิดา?
หรือคือกำแพงแห่งชนชั้นที่ไม่อาจข้ามผ่าน?
เมื่อเผชิญแรงต่อต้านนั้น เสียงไวโอลินพลันดังขึ้นอย่างรุนแรงราวกับการต่อสู้!
ความขัดแย้งระหว่างเสียงทั้งสองค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้น จนกระทั่งถึงการประสานเสียงครั้งสุดท้ายซึ่งยกระดับขึ้นสู่จุดสูงสุด มวลแห่งความโศกเศร้าพลันแผ่ซ่านไปทั่วทั้งโถงทองคำ!
เหลียงซานปั๋วตายแล้ว
ราวกับโน้ตดนตรีสามารถพูดได้
เสียงเพลงกำลังบอกเรื่องราวนี้ให้ทุกคนได้รับรู้
ในขณะนั้น เสียงไวโอลินดังขึ้นคล้ายกับเสียงคร่ำครวญ เสียงสะอื้นสลับเสียงขาดตอนเต็มไปด้วยความอาดูรสุดประมาณ ดังเช่นหัวใจของจู้อิงไถที่แตกสลายราวกับมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในชั่วพริบตา
ท้ายที่สุด
ก็มาถึงท่อนสุดท้ายของเพลง
มีเสียงร้องไห้
มีเสียงร่ำไห้ มีเสียงคลานเข่า มีท่วงทำนองที่เล่นซ้ำวนเวียน ราวกับภาพความทรงจำที่ฉายย้อนกลับมา
น้ำตาแห้งเหือดไปทีละน้อย
ท่ามกลางเสียงฆ้องทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกและเคืองแค้น จู้อิงไถ กระโจนลงไป ในขณะเดียวกัน เพลงก็ถูกดันขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างรุนแรง!
กลายเป็นผีเสื้อ!
นี่คือส่วนสุดท้ายของบทเพลง
ภายใต้เสียงสายเครื่องดนตรีที่บางเบาและพลิ้วไหว ดวงตาของผู้ชมทุกคนมีหยาดน้ำตาเอ่อท้น
ราวกับของพวกเขาเบื้องหน้า ปรากฏภาพของเหลียงซานปั๋วและจู้อิงไถ กลายเป็นผีเสื้อคู่หนึ่ง โบยบินอยู่ท่ามกลางหมู่ดอกไม้อย่างอิสระเสรี ไม่แยกจากกันอีกตลอดกาล
คือแสงตะวันในฤดูใบไม้ผลิอันแจ่มใส
คือเสียงวิหคขับขานและกลิ่นหอมของมวลบุปผา
คือแสงแดดอุ่นที่ส่องผ่านความมืดอันเย็นเยือกและสิ้นหวัง เข้ามาปลอบประโลมหัวใจ!
ในชั่วขณะนั้นเอง
ผู้ชมทุกคนรู้สึกราวกับหลุดออกจากโลกเดิมไปยังอีกภพหนึ่ง!
หลายคนไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าบทเพลงนี้ใช้เวลาบรรเลงยาวนานถึง 25 นาทีเต็ม!
สิ่งที่พวกเขารับรู้ได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ พวกเขาเพิ่งได้รับชมเรื่องราวความรักอันงดงามและเศร้าสะเทือนใจที่ราวกับความฝัน และฟังบทเพลงที่ทั้งสิ้นหวังและเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวังในเวลาเดียวกัน
ทั่วทั้งฮอลล์เงียบกริบ
ในความเงียบนั้น ไม่รู้มาจากมุมใดของห้อง เสียงสะอื้นเบาๆ ดังขึ้นหนึ่งสาย
และก่อนที่เสียงสะอื้นจะแผ่ขยายไปทั่ว เสียงปรบมือดังกึกก้อง กลบทุกสิ่งรอบข้างจนหมดสิ้น!
“อ่า!”
“ไพเราะเหลือเกิน!”
“ช่างสะเทือนใจ!”
“พวกคุณรู้สึกไหมว่าเพลงของเขาพูดได้เองจริงๆ การประสานของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น เหมือนกำลังเล่าเรื่องเดียวกับที่เขาเพิ่งเล่าก่อนหน้าเลย”
“เหลียงจู้!”
“ฉันร้องไห้จนแทบขาดใจแล้ว!”
“ตอนฟังเขาเล่าเรื่อง ผมยังคิดว่าแค่ฟังนิทาน แต่พอเสียงดนตรีเริ่มขึ้น ผมกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนในเรื่องนั้นจริงๆ ”
“เครื่องดนตรีแต่ละชิ้น ล้วนเอ่ยความในใจนับหมื่นพัน!”
และผู้บรรเลงก็คือหลินเยวียนเอง
เห็นได้ชัดว่า
ทักษะในการเป่าแซ็กโซโฟนของหลินเยวียนอาจยังไม่นับว่าดีเยี่ยม อย่างน้อยก็เท่ากับฝีมือด้านเปียโนอันล้ำเลิศของเขา แต่โดยรวมแล้ว ก็อยู่ในมาตรฐานของผู้ที่ขึ้นแสดงบนเวที
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเพลงนี้
เพราะการที่เขาเลือกจะเป็นผู้บรรเลงด้วยตนเองนั้น มีความหมายพิเศษบางอย่างซ่อนอยู่
บทเพลงแซ็กโซโฟนเพลงนี้ มีชื่อว่า ‘กลับบ้าน’
ชื่อเพลงอาจไม่สำคัญนัก แต่เมื่อเห็นชื่อเครื่องดนตรีปรากฏขึ้นบนหน้าจอ เจิ้งจิงก็มีสีหน้าแปลกๆ อย่างห้ามไม่อยู่
“เสี่ยวอวี๋คงไม่ได้จงใจหรอกใช่ไหม?”
เพราะสองบทเพลงสุดท้ายของคอนเสิร์ตในค่ำคืนนี้ เพลงหนึ่งคือคอนแชร์โตสำหรับไวโอลิน อีกเพลงคือบทเพลงสำหรับแซ็กโซโฟน
เพลงแรกนั้นเป็นหนึ่งในแนวทางที่หยางจงหมิงเชี่ยวชาญที่สุด
ส่วนเพลงหลังก็เป็นหนึ่งในแนวทางที่อบิเกลถนัดที่สุดเช่นกัน
คล้ายกับเซี่ยนอวี๋บอกทุกคนผ่านผลงานเหล่านี้ว่า เรื่องพวกนี้ เขาก็ ‘พอรู้อยู่บ้าง’ เหมือนกัน
“ไม่ได้จงใจ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก”
อบิเกลเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเงียบลงและตั้งใจฟังเพลงสุดท้ายของค่ำคืนนี้
ส่วนหยางจงหมิงซึ่งอยู่ด้านข้างกลับคลี่ยิ้มบาง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เซี่ยนอวี๋หยิบผลงานไวโอลินที่ทำให้เขารู้สึกตะลึงเช่นนี้ออกมา
…
บนโลก
เมื่อพูดถึงแซ็กโซโฟน ผู้คนก็มักจะนึกถึงเพลงกลับบ้าน
และเมื่อพูดถึงเพลงกลับบ้านผู้คนก็มักจะนึกถึงแซ็กโซโฟนเช่นเดียวกัน
แท้จริงแล้ว
เพราะท่วงทำนองอันไพเราะของเพลงนี้ ที่ทำให้เพลงนี้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และยังทำให้เครื่องดนตรีอย่างแซ็กโซโฟน ซึ่งเดิมเป็นเพียงเครื่องดนตรีเฉพาะกลุ่ม กลับได้รับความนิยมจากนักดนตรีและผู้ฟังจำนวนมาก
สิ่งที่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงคือ
เพลงนี้ยังถูกใช้เป็นเสียงประกาศเตือนผู้โดยสารให้ลง เมื่อรถเมล์หรือรถไฟใต้ดินในมหานครเซี่ยงไฮ้มาถึงสถานีปลายทาง ทั้งยังได้รับการบรรจุลงในแบบเรียนวิชาดนตรีของสำนักพิมพ์การศึกษาประชาชนอีกด้วย
ขณะนั้น
บทเพลงแซ็กโซโฟนอันเป็นตำนานของโลก กำลังบรรเลงอยู่บนเวทีโถงทองคำ
เสียงแซ็กโซโฟนกังวานรื่นหู บรรเลงบรรยากาศอันบางเบาชวนเคลิบเคลิ้ม
ท่วงทำนองบริสุทธิ์สอดประสานกับเสียงสูงอันไพเราะ ทำให้เกิดมิติของเสียงที่ชัดเจน จับใจผู้คนนับไม่ถ้วนในชั่วพริบตา
คุณภาพเสียงอันนุ่มนวล ไม่บาดหู มาพร้อมกับพลังทะลุทะลวงอันหนักแน่น
ราวกับบทเพลงนี้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อแซ็กโซโฟนโดยเฉพาะ เครื่องดนตรีที่ส่องประกายวาววับ อบอวลด้วยกลิ่นอายของทองเหลือง และถ่ายทอดความงามทางเสียงได้อย่างเต็มเปี่ยมจนตราตรึงในใจไม่รู้ลืม
นั่นคือความรู้สึกอันเที่ยงแท้
งดงาม อ่อนโยน และเรียบง่ายไร้การปรุงแต่ง
โดยเฉพาะเสียงของมาราคัสและเครื่องกระทบโลหะอื่นๆ ที่ละเมียดละไมทว่าหนักแน่นนั้นดังกังวานออกไปไกล ก่อให้เกิดภาพจินตนาการอันงดงามและความโหยหาอันไม่มีที่สิ้นสุด
เมื่อสดับรับฟังอย่างตั้งใจ ก็เหมือนจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความอบอุ่นในบ้าน
เพียงแต่เมื่อเสียงเพลงจบลง ทั่วทั้งฮอลล์กลับเงียบกริบ มีเพียงเสียงปรบมือที่ดังขึ้นอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ ไม่มีใครขยับแม้แต่คนเดียว แม้กระทั่งตอนที่ เซี่ยนอวี๋ บนเวทีโค้งคำนับ ประกาศว่าคอนเสิร์ตในวันนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว…
“เป็นยังไงบ้าง”
เจิ้งจิงหันไปถามอบิเกล
อบิเกลยิ้มอย่างขมขื่นก่อนเอ่ยว่า “ตอนงานมหกรรมดนตรีบลูสตาร์ครั้งก่อน เซี่ยนอวี๋ เขาจงใจออมมือให้ฉันใช่ไหม ถ้าเขาเอาเพลงนี้ออกมาแข่งตอนนั้นละก็ แชมป์ของหมวดแซ็กโซโฟนคงตกเป็นของพวกฉินโจวอย่างคุณแน่ๆ ”
เจิ้งจิง “…”
อบิเกลไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้นมากนัก บางทีในตอนนั้นเซี่ยนอวี๋อาจจะยังไม่ได้แต่งเพลงนี้ขึ้นมาก็เป็นได้ เพียงแต่เมื่อได้ย้อนนึกถึงบทเพลงทั้งหมดที่ปรากฏในคอนเสิร์ตครั้งนี้ อบิเกลก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า
“พอฟังเพลงกลับบ้านจบ ความรู้สึกแรกของผมคือ ไม่อยากกลับบ้านเลย อยากฟังต่อ อยากรู้ว่าเขายังจะเอาหยิบผลงานที่ทำให้ผู้คนต้องทึ่งออกมาได้อีกมากแค่ไหน”
และไม่ใช่เพียงอบิเกลเท่านั้น
ผู้ชมแทบทุกคนในโถงทองคำ หลังจากได้ฟังเพลง ‘กลับบ้าน’ แล้ว ต่างก็รู้สึกเหมือนกันว่าไม่อยากกลับบ้านเลย

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...