ตอนที่ 1284 แคนอนในบันไดเสียงดี เมเจอร์
หลินเยวียนไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป
หลังจากกล่าวถึงดนตรีโพลีโฟนีเพียงครู่เดียว เขาก็เริ่มเตรียมบรรเลงเพลงแคนอนในบันไดเสียงดี เมเจอร์
ที่จริงแล้ว
เกี่ยวกับเพลงนี้ ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่มักถูกเล่ากันต่อมาเสมอ
ในเรื่องนั้นกล่าวว่า
ผู้ประพันธ์ต้นฉบับมีนามว่าพาเคลเบล ผู้ประพันธ์แคนอนเป็นคนแรก ได้บรรเลงเพียงลำพัง เพื่อไว้อาลัยแก่ภรรยาที่เสียชีวิต
แต่หลินเยวียนอยากจะออกมาชี้แจงให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน
เพราะหากจะพูดกันตามจริง ตอนนั้นเปียโนสมัยใหม่ยังไม่ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นเลยด้วยซ้ำ
หรือต่อให้มี ตอนที่พาเคลเบลประพันธ์เพลงนี้ เขาใช้ไวโอลินสามตัว ไม่ใช่เปียโน
หลินเยวียนเคยรู้สึกงุนงงอยู่พักหนึ่ง
แคนอนนั้นงดงามในตัวเองอยู่แล้ว
จะต้องหยิบยกเรื่องราวความรักอันแสนเศร้ามาประดับทำไมกัน?
นอกจากนี้
บนยูทูป
เพลงแคนอนในบันไดเสียงดี เมเจอร์เวอร์ชันร็อกที่เรียบเรียงโดยนักดนตรีชาวไต้หวันชื่อ JerryC มียอดรับชมหลายสิบล้านครั้งบนยูทูป ว่ากันว่าคนจำนวนมากที่ไม่เคยรู้สึกอะไรกับเวอร์ชันต้นฉบับ กลับตกหลุมรักทำนองนี้หลังจากได้ฟังเวอร์ชันร็อก
แต่สำหรับหลินเยวียนแล้ว เขากลับรู้สึกว่าต้นฉบับให้ความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่า
โดยเฉพาะในบ่ายวันหนึ่งที่มีแสงแดดอุ่นๆ ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
ส่วนเวอร์ชันร็อกนั้น เหมาะสำหรับฟังช่วงที่อารมณ์คึกคัก แต่สำหรับบางคนอาจรู้สึกว่าสียงดังเกินไปสักหน่อย
สำหรับเวอร์ชันที่หลินเยวียนกำลังจะแสดงในครั้งนี้
เขาเรียบเรียงโดยให้ ไวโอลินเป็นเสียงหลัก และเปียโนเป็นเสียงเสริม
เมื่อโน้ตของเพลงที่สามเริ่มต้นขึ้น เสียงเชลโลเปิดนำสองห้องเพลงแรก ใช้เป็นหน่วยของคอร์ดที่วนซ้ำไปมา
จากนั้น
ไวโอลินสามตัวค่อยๆ เข้าประสานเป็นช่วง หนึ่งช่วงห่างกันแปดจังหวะ และบรรเลงทำนองเดียวกันทุกประการ
ตามหลักแล้ว แบบนี้คงจะฟังดูเรียบง่ายไปสักหน่อย
อย่างน้อยบนแผ่นโน้ตก็เป็นเช่นนั้น
แต่เมื่อได้ฟังจริงๆ แล้ว การประสานกันแบบนั้นกลับไม่รู้สึกจำเจเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำกลับยังให้ความรู้สึกเพลิดเพลินราวกับท่วงทำนองกำลังโคจรหมุนเวียนอย่างลื่นไหล
หลังจากไวโอลินสามตัวเริ่มบรรเลงได้ไม่นาน
เสียงเปียโนของหลินเยวียนก็เข้ามาเสริมเต็มตัว
ขณะนั้น
ท่วงทำนองอันงดงามของแคนอนได้แผ่ซ่านไปทั่วทั้งโถงทองคำ
“อัจฉริยภาพของเจ้าปลาตัวนี้ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ยังทำให้คนตะลึงได้เสมอ ดนตรีโพลีโฟนีที่เรียบง่ายจะตายไป แต่เขากลับทำให้ออกมาไพเราะขนาดนี้ได้!”
พ่อเพลงคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
อีกคนข้างๆ พยักหน้าด้วยความชื่นชม
“วิธีประพันธ์เพลงแบบนี้ช่างพิเศษจริงๆ คล้ายเกมที่สร้างมิติเวลาเลยนะ เสียงประสานหลายแนวที่ได้ยิน แท้จริงแล้วก็คือเสียงเดียวกันที่เล่นประสานกับตัวเอง เป็นการอ้างอิงตนเองในเชิงตรรกะอย่างแท้จริง”
“เพลงนี้สามารถเล่นวนซ้ำได้ไม่รู้จบเลยละ ถ้าคิดจะทำ”
“ช่างเป็นการออกแบบที่ประณีตเหลือเกิน”
“ฉันกลับรู้สึกว่าแนวคิดการประพันธ์เพลงนี้มีกลิ่นอายของเพลงพ็อปอยู่ หรือจะพูดอีกอย่างได้ว่า หรืออาจพูดได้ว่าเพลงนี้สามารถเป็นต้นแบบให้กับเพลงพ็อปอีกมากมายเลยทีเดียว”
“ความงามที่เรียบง่ายถึงขีดสุด”
“ถ้าว่ากันตามแนวดนตรีโพลีโฟนี เพลงนี้จัดอยู่ในระดับแนวหน้าแน่ ๆ”
“นี่เพิ่งจะเพลงที่สามเองนะ”
“คอนเสิร์ตครั้งนี้ เขายังจะสร้างความประหลาดใจได้อีกแค่ไหนกัน?”
“จะมีอะไรน่าตกใจไหมไม่รู้ แต่ว่าโถงทองคำที่นี่อัปเกรดระบบเสียงหรือเปล่าเนี่ย?”
“ไม่งั้นทำไมเสียงพวกนี้ถึงไพเราะขนาดนี้”
“ฟังแล้วเหมือนถูกดึงเข้าสู่โลกแห่งดนตรีในชั่วพริบตาเลย”
…
แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะสถานที่อัปเกรดระบบเสียงอะไรทั้งนั้น
แต่เป็นเพราะใครบางคนแอบเปิดสูตรโกงต่างหาก
และพูดตามตรง สูตรโกงประเภทนี้ไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับเหล่ายอดฝีมือ
เพราะคนที่มีฝีมืออยู่แล้ว ย่อมสามารถฟังความหมายของดนตรีเข้าใจด้วยตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นพวกเขาเพียงแค่รู้สึกถึงความอัศจรรย์เล็กน้อย แล้วก็คิดว่าเป็นเพราะผู้สร้างสรรค์ผลงานนั้นประพันธ์ดนตรีออกมาได้ดีเท่านั้นเอง
แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างถังอันนั้นต่างออกไป
ต้องเข้าใจก่อนว่า มหาเศรษฐีหลายคนซึ่งจองห้องรับรองส่วนตัวไว้ในวันนี้ เดิมทีตั้งใจจะมาเพื่อคุยธุรกิจกันเท่านั้นเอง
แต่ในตอนนี้
ไม่มีเศรษฐีคนใดแสดงท่าทีไร้สุนทรีย์แม้แต่น้อย ทุกคนต่างตั้งใจฟังดนตรีออย่างจริงจังจนดูราวกับเป็นศาสนิกชนผู้เคร่งครัด บรรยากาศจึงเปี่ยมด้วยมนต์ขลังราวกับเป็นพิธีกรรม
ไม่มีใครพูดถึงเรื่องธุรกิจ
ประหนึ่งว่าการพูดถึงธุรกิจ ณ ที่แห่งนี้ เท่ากับเป็นการลบหลู่เสียงดนตรีอันศักดิ์สิทธิ์
เสียงดนตรีนี้ทำให้พวกเขาอยากสลัดกลิ่นของเงินออกจากตัวให้หมดสิ้น
เช่นเดียวกับมหาเศรษฐีแซ่หม่าคนหนึ่งที่กำลังคิดในใจอย่างเงียบๆ ว่า
“เหล่าหวังนี่ชวนฉันมาคุยธุรกิจแท้ๆ แต่พอเห็นฉันตั้งใจฟัง ก็ทำท่าตั้งใจฟังเหมือนกัน ทั้งที่จริงแล้วหมอนี่ฟังดนตรีไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ ตลกสิ้นดี”
แต่ที่บังเอิญคือ คือเหล่าหวังก็คิดแบบเดียวกัน
ท่ามกลางบรรยากาศอันแปลกประหลาดเช่นนี้ หลินเยวียนก็บรรเลงเพลงแคนอนในบันไดเสียงดี เมเจอร์จบ
เสียงปรบมือดังสนั่น!
ดังเสียจนหลินเยวียนเองถึงกับสะดุ้ง
ดูเหมือนว่าผู้ชมจะตื่นเต้นยิ่งกว่าสองเพลงก่อนเสียอีก!
หลินเยวียนไม่รู้เลยว่าในบรรดาผู้ที่ปรบมือเสียงดังลั่นนั้น หลายคนตั้งใจตบมือแรงๆ เพื่อแสดงว่าตนเองฟังเพลงเข้าใจจริงๆ
เอาเถอะ ก็ต้องยอมรับว่าครั้งนี้พวกเขาไม่ได้เสแสร้ง เพราะพวกเขาเข้าใจจริงๆ
“ดูเหมือนทุกคนจะกลายเป็นผู้รู้ใจของปลาตัวนี้กันหมดเลยนะ”
หนึ่งในพ่อเพลงเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ น้ำเสียงเจือปนความหมั่นไส้เล็กน้อย
ตอนเขาจัดคอนเสิร์ตก็มีบรรดาเศรษฐีระดับแนวหน้าหลายคนมาร่วมงานอยู่หรอก แต่คนพวกนั้นไม่เคยปรบมือกันสนั่นแบบนี้เลยสักครั้ง
อีกคนพยักหน้าเห็นด้วย
“ก็ที่เรียกกันว่าสังคมชนชั้นสูงน่ะ ก็พวกคนทำตัวมีรสนิยม บางทีเพราะภาพลักษณ์ของเซี่ยนอวี๋ที่เป็นอัจฉริยะหนุ่มก็ดูจะถูกจริตพวกเขาเข้าเต็มๆ ก็เลยพยายามทำตัวเหมือนเข้าใจดนตรีของเซี่ยนอวี๋ เพื่อจะได้ดูเหมือนเป็นคนมีระดับ เข้าใจศิลปะนั่นแหละ”
พ่อเพลงทั้งหลายรู้จักสังคมชนชั้นสูงเหล่านี้ดีนี้ดีเกินไปแล้ว
ชอบฟังดนตรีคลาสสิกหรือ?
แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของพวกเขาน่ะ เสแสร้งแกล้งทำเป็นชอบไปอย่างนั้นแหละ!
แต่พ่อเพลงเหล่านี้ก็ไม่รู้ก็คือ ค่ำคืนนี้ ณ โถงทองคำแห่งนี้ ไม่ได้มีแค่พวกเขาเท่านั้น
หากแต่ทุกคน ล้วนเป็นผู้รู้ใจของเซี่ยนอวี๋ทั้งสิ้น!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...