ตอนที่ 1305 การเขียนนิยายถ่ายทอดสดครั้งสำคัญ
……………
อินเทอร์เน็ตนี่มันมหัศจรรย์จริงๆ
ความมหัศจรรย์ของอยู่ตรงที่ ไม่ว่าความคิดเห็นแบบไหน ย่อมมีคนคอยสนับสนุนอยู่เสมอ
แม้บางความคิดเห็นจะเหลวไหลสุดขีด แถมเข้าใจยากเหลือเกินก็ตาม
ที่น่ามหัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ
เมื่อวานยังเป็นความเห็นที่ทุกคนรุมด่าอยู่เลย แต่พอวันนี้พูดขึ้นมาอีกครั้ง กลับมีคนเห็นด้วย แถมยังไม่น้อยอีกต่างหาก?
ใช่แล้ว
ในวันที่สามนี้เอง บนโลกออนไลน์มีอินฟลูเอนเซอร์หลายคนออกมาแสดงจุดยืน สนับสนุนความคิดเห็นของซ่งฟาง
‘ก็ตรวจสอบดูสิ ไม่เห็นจะยากเลย’
หลายคนพูดคล้ายกับว่านี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ‘ถ้าบริสุทธิ์ใจจริง ก็ไม่ต้องกลัวเงาของตัวเองจะเฉียงใช่ไหมล่ะ?’
แม้แต่นักเขียนบางคนก็พูดแบบนี้เช่นกัน
‘ผมเชื่อมั่นในอาจารย์ฉู่ขวงนะ ออกมายืนแสดงฝีมือสักหน่อยสิว่ามีของจริงหรือเปล่า คนในวงการเขาดูออกกันอยู่แล้ว’
ยังมีนักเขียนอีกคนพูดว่า
‘ที่จริงๆ ฉันไม่ได้สงสัยพรสวรรค์ของอาจารย์ฉู่ขวงหรอก แค่อยากรู้ว่าเขามีพลังงานเหลือเฟือได้ยังไง’
นี่คือเสียงจากคนในวงการเดียวกัน
มีทั้งกลุ่มที่ยุแยงเหน็บแนม กลุ่มที่สนับสนุน และกลุ่มที่มารอรับชมความสนุก
สุดท้าย แม้แต่วงการสำนักพิมพ์ก็มีคนออกมาพูดบ้างคำพูดส่วนตัวที่แพร่สะพัดออกมาคือ ‘ฉู่ขวงนี่มันปรมาจารย์ด้านการจัดการเวลาโดยแท้ เดือนเดียวเขียนได้เป็นเล่ม ไม่กี่วันก็เขียนจบเล่มหนึ่ง แถมพูดจริงทำจริงได้ทุกครั้ง ยังไม่นับเรื่องสมองตันจนเขียนไม่ออกนะ ไม่มีอะไรในชีวิตที่ลดทอนพลังในการสร้างสรรค์ผลงานของเขาบ้างเลยหรือ?”
ครืนๆ !
กระแสความคิดเห็นของสาธารณชนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เสียงของฝั่งที่ตั้งข้อสงสัยกลับดังขึ้นทุกวัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้คำถามเหล่านี้ยังถูกมองเป็นเพียงเรื่องตลกเท่านั้นเอง
วันเวลาผ่านไป
พายุแห่งกระแสสังคมก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง
แม้กระทั่งในหมู่นักเรียน ระหว่างเพื่อนร่วมงาน หรือในกลุ่มเพื่อน ก็มักเห็นการถกเถียงลักษณะนี้ได้ทั่วไป
“นายคิดว่า ฉู่ขวงถูกสร้างโดยทีมงานจริงไหม?”
“ฉันว่าจริงนะ”
“พูดแบบนี้มาต่อยกันเลยดีกว่า!”
คำถามแบบนี้นี่แหละที่ทดสอบมิตรภาพได้อย่างดีเยี่ยม
เพราะแฟนคลับของฉู่ขวงมีมากเหลือเกิน บางทีมิตรภาพก็อาจพังลงเพียงเพราะเรื่องนี้ได้
เมื่อเรื่องนี้มาถึงกับหลินเยวียนซึ่งเป็นฉู่ขวงตัวจริงแล้ว เขากลับไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะคนที่สามารถติดต่อกับฉู่ขวงได้ นอกจากคนในครอบครัวแล้ว ก็เหลือแค่จินมู่กับประธานกรรมการเท่านั้น
ตราบใดที่เขาไม่เข้าอินเทอร์เน็ต
แต่หลินเยวียนยังไงก็ยังเข้าอินเทอร์เน็ตอยู่ดี
เมื่อเห็นความเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ ทันใดนั้นเองหลินเยวียนก็รู้สึกได้ ว่าบรรยากาศก็อึมครึมราวกับเมฆดำกำลังจะกลืนทั้งเมืองอย่างไรอย่างนั้น
เดิมทีก็คิดจะออกมาชี้แจงตามตรงอยู่แล้ว ทันใดนั้นหลินเยวียนจึงเกิดไอเดียใหม่ขึ้นมาอีก อันที่จริงเรื่องแบบนี้ น่าจะจัดการให้จบในครั้งเดียวไปเลยได้ล่ะมั้ง?
พูดตามตรง
เขาไม่อยากเผชิญแรงกดดันจากกระแสสังคมที่ถาโถมมาแบบนี้อีกเป็นครั้งที่สอง อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจอยู่ไม่น้อย
หลินเยวียนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
จากนั้นจึงโทรหาจินมู่
“เมื่อกี้ผมไปเห็นคอมเมนต์หนึ่งน่าสนใจดี เขาบอกว่าให้จับผมขังในห้องมืดแล้วบังคับให้พิมพ์ ถ้าเขียนออกมาได้ก็ถือว่าชนะ แต่ถ้าเขียนไม่ได้ก็แปลว่ามีปัญหา”
“คุณหมายถึงถ่ายทอดสดไปทั่วทั้งบลูสตาร์งั้นหรือครับ เป็นไปไม่ได้หรอก”
จินมู่ถอนหายใจ “ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าคุณจะเขียนออกมาได้ไหมท่ามกลางสายตาของผู้คนนับแสนนับล้าน ต่อให้เขียนออกมาได้จริง พวกเขาก็จะหาว่าคุณท่องต้นฉบับที่เตรียมไว้แล้วล่วงหน้า
“แล้วแบบไหนล่ะที่จะถือว่าไม่ได้ท่องมาล่วงหน้า”
“ยากเกินไป”
“ก็เพราะมันยากนั่นแหละครับถึงน่าสนใจ เรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นครั้งเดียวก็พอแล้ว สิ่งที่ผมต้องการคือการแก้ปัญหาให้จบในครั้งเดียวและมีผลตลอดไป ไม่ว่าจะเป็นฉู่ขวง เซี่ยนอวี๋ หรืออิ่งจือก็ควรจะเป็นแบบนั้น”
“คุณคิดจะทำอะไร?”
“ติดต่อสมาคมวรรณศิลป์เถอะ ผมจะขออนุญาโตตุลาการ”
วันนี้หาว่าฉู่ขวงมีคนเขียนนิยายแทน พรุ่งนี้บอกว่าเซี่ยนอวี๋มีคนเขียนเพลงแทน มะรืนหาว่าอิ่งจือมีคนวาดแทนการคาดเดาแบบนี้มีพื้นที่ในสังคม หลินเยวียนไม่แปลกใจ และก็ไม่โทษชาวเน็ต
ผลงานจากตัวตนแต่ละตัวของเขานั้นซับซ้อนเกินไปจริงๆ
และก็ล้วนเป็นผลงานของปรมาจารย์จากโลกเดิมจริงๆ
ถ้ามีวิธีที่ทำให้ทุกคนเลิกสงสัยได้ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป และมีผลถาวรตลอดไปบางทีหนทางเดียวคืออาจต้องพึ่งพาโหมดโกงต่อไป ไม่อย่างนั้นเคงกลบเกลื่อนรื่องนี้ได้ยากจริงๆ
หรือไม่ก็…
ดื่มยารุ่นใหม่ล่าสุดที่ระบบเพิ่งผลิตออกมาไม่กี่ขวด จากนั้นก็ทำแสดงต่อหน้าคนทั้งบลูสตาร์?
สูดลมหายใจลึกๆ
หลินเยวียนก็ตัดสินใจได้
ในคืนนั้นเอง
ฉู่ขวงซึ่งอยู่ท่ามกลางพายุคลั่งของกระแสสังคม ก็ได้โพสต์ความเคลื่อนไหวล่าสุดบนบล็อก
[ผมได้ยื่นขออนุญาโตตุลาการอย่างเป็นทางการแล้ว อีกสามวัน ผมจะเขียนสดพร้อมถ่ายทอดสดไปทั่วทั้งบลูสตาร์ โดยมีสมาคมวรรณศิลป์เป็นประจักษ์พยาน]
ระบบบอกว่า
หลินเยวียนคือทูตวัฒนธรรมแห่งดาวเคราะห์
แต่หลินเยวียนกลับรู้สึกว่าตนเองยังคงเป็นเพียงคนโกหกคนหนึ่ง
ต่อจากนี้ เขากำลังจะสร้างเรื่องโกหกครั้งใหญ่ที่สุดคำโกหกที่จะทำให้ทั้งบลูสตาร์ต้องลุกขึ้นมาเต้นไปตามจังหวะของมัน
…
สิ่งที่เรียกว่าการอนุญาโตตุลาการ คือบริการที่สมาคมวรรณศิลป์แห่งบลูสตาร์ จัดทำขึ้นโดยเฉพาะสำหรับศิลปะแขนงต่างๆ มีบทบาทในการจัดการปัญหาด้านลิขสิทธิ์ รวมถึงข้อพิพาทที่มีเส้นแบ่งคลุมเครือ ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตนเอง โดยเฉพาะกรณีของศิลปินระดับแถวหน้า ซึ่งย่อมมีช่วงเวลาที่ต้องพึ่งกระบวนการตัดสินอย่างเป็นทางการอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
กรณีของฉู่ขวงในครั้งนี้ ก็นับว่าเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะยื่นให้หน่วยงานทางการเข้ามาเป็นผู้ตัดสิน
อันที่จริง สมาคมวรรณศิลป์ได้จับตามองเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดมานานแล้ว หลังจากยื่นคำร้องขออนุญาโตตุลาการไปได้เพียงสองชั่วโมง ทางการก็อนุมัติในทันที
อย่างไรก็ตาม คนที่ตอบสนองเร็วกว่าหน่วยงานทางการนั้นคือประชาชน
เพราะในทันทีที่บล็อกของฉู่ขวงมีการอัปเดต ความคิดเห็นของชาวเน็ตจากทุกทวีปก็ระเบิดขึ้นมา ราวกับโดนปรมาณูถล่มใส่พร้อมกันทั้งโลกออนไลน์
ตะลึง!
ตึงเครียด!
คาดหวัง!

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...