Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน นิยาย บท 198

ตอนที่ 198 กุ้งหกตัว

“ผลเป็นยังไง”

“นายยังสงสัยเรื่องผลอยู่จริงเหรอ…”

“โทษที แต่ฉันยังรู้สึกเชื่อมั่นในตัวท่านเทพอย่างบอกไม่ถูก ท่านเทพเป็นอัจฉริยบุคคลที่ดึงฉันขึ้นมาจากอันดับล่างสุดของเซค จนขึ้นมาอยู่ในท็อปสิบเชียวนะ!”

“สีกวอชฉันก็เป็นท่านเทพเนี่ยแหละที่เข็นขึ้นมาได้!”

“ครั้งนี้ ฉันวางท่านเทพ!”

จงอวี๋โพล่งขึ้นมา แต่ก็อดรู้สึกลังเลไม่ได้ เขาเองก็สงสัยว่าตนอาจทำได้เพียงสิ้นเนื้อประดาตัว จับได้อะไรไม่จับ ดันมาจับได้ภาพเขียนพู่กันโบราณ

นี่มันส่งท่านเทพเข้าถ้ำเสือชัดๆ!

ดังนั้นจงอวี๋จึงอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกผิด การวางเดิมพันฝั่งหลินเยวียนจึงนับเป็นการไถ่บาปอย่างหนึ่ง

และในแถวหน้าของฝูงชน

ข่งอันศาสตราจารย์คณะวิจิตรศิลป์คลี่ยิ้มบาง ไม่ได้เอ่ยวาจา

ด้านหลังของข่งอัน ยังมีอาจารย์คณะวิจิตรศิลป์อยู่อีกหลายคน ในวันนี้ก็มารับชมความตื่นเต้นเหมือนกัน บางคนยังกระซิบกระซาบพูดคุยกัน

“มีหวังมั้ยครับเนี่ย”

“คุณหมายถึงหลินเยวียนเหรอ”

“ฉันว่าพอสู้ได้อยู่นะคะ”

“น่าจะพอสู้ได้อยู่หรอกครับ แต่ผลการตัดสินน่าจะไม่ผิดคาด”

“…”

ไม่ใช่เพราะไม่ชอบหลินเยวียนแต่อย่างใด ความจริงแล้วเป็นเพราะทักษะด้านการวาดภาพสีกวอชและภาพสเก็ตช์ของหลินเยวียนนั้นน่าทึ่งเหลือเกิน และจิตรกรจะต้องมีความถนัดเฉพาะทาง

ฝีมือการวาดสีกวอชและการสเก็ตช์ของหลินเยวียนโดดเด่นปานนั้น ทักษะการภาพวาดพู่กันโบราณก็อาจไม่ลึกล้ำมากพอ

นี่เป็นรูปแบบความคิดตายตัวซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป อันที่จริงถ้าเป็นคนธรรมดาที่พรสวรรค์ไม่ได้เลิศเลอ ก็คงหนีไม่พ้นต้องเดินตามครรลองนี้อยู่ดี

“ออกมาแล้ว!”

ยามที่การถกเถียงของทุกคนร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ หน้าประตูก็มีเสียงร้องด้วยความตกใจ

ในที่สุดหลินเยวียนกับหลัวเวยก็ออกมาจากห้องแล้ว

ผู้คนลอบสังเกตหลินเยวียน คนคนนี้มีสีหน้าเรียบเฉยเย็นชาเฉกเช่นที่เป็นมาตลอด แม้แต่รอยยิ้มพิมพ์ใจอย่างที่สังคมคาดหวังก็ยังไม่มี

น่าจะแพ้ยับเยินน่าดู?

ทว่าทันทีที่ทุกคนมองไปยังหลัวเวย ก็รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง เพราะหลัวเวยดูเหมือนว่าจะเสียหลักไปเล็กน้อย เดินออกมาอย่างสะโหลสะเหล แทบสะดุดล้มคะมำ ทำให้ผู้คนพากันตกใจจนต้องรีบเข้าไปพยุง

โชคดีที่หลัวเวยไม่ได้ล้มลงไป เธอเพียงแต่มองผู้คนอย่างหมดอาลัยราวกับวิญญาณหลุดจากร่าง ก่อนสายตาจะไปหยุดที่ข่งอัน “อาจารย์ก็มาด้วยเหรอคะ”

“อืม เป็นยังไง”

ข่งอันพูดอย่างยิ้มแย้ม

หลัวเวยยิ้มขื่น “อาจารย์เข้าไปดูไหมคะ”

ข่งอันกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พวกคุณยังขาดกรรมการอีกคนหนึ่งหรือ”

หลัวเวยส่ายหน้า พึมพำว่า “ฉันไม่คู่ควร”

เสียงของเธอแผ่วเบา เบาจนมีเพียงข่งอันซึ่งอยู่ใกล้กับหลัวเวยที่สุดเท่านั้นที่ได้ยิน

ข่งอันชะงักไป เหลือบมองหลินเยวียน ในใจเริ่มปั่นป่วนขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นจึงรีบสาวเท้าเดินเข้าห้องไป ปรากฏว่าทันทีที่เข้าไป เขาก็เห็นภาพนกฟินิกซ์สยายปีกของหลัวเวย

“ช่วงนี้คุณพัฒนาขึ้นอีกแล้ว”

ข่งอันยิ้มแย้มพลางเอ่ยชมเชย

คณาจารย์ก็พยักหน้ารัว นกฟินิกซ์ของหลัวเวยเข้าขั้นเซียนแล้ว!

“โหดแท้!”

“แม่เจ้าโว้ย!”

“นกฟินิกซ์ตัวนี้โคตรจะเท่!”

“ประธานสุดจัดปลัดบอกไปเลยค้าบ!”

“งัดร่างทองออกมาใช้เลยเหรอ?”

“…”

นักศึกษาด้านหลังหลายคนยื่นหน้าเข้ามา และถกเถียงกันเสียงดังจ้อกแจ้กจอแจ

หลังจากนั้น ข่งอันก็เดินไปยังภาพวาดของหลินเยวียน

ภาพนี้หันหลังให้นักศึกษาคนอื่น ไม่มีใครมองเห็น มีเพียงข่งอันและอาจารย์ไม่กี่คนที่เห็น

เมื่อนักศึกษาทั้งหมดเบนสายตาไปมอง ทุกคนก็พลันพบว่าข่งอันและอาจารย์คนอื่นๆ สีหน้าเปลี่ยนไป!

โดยเฉพาะศาสตราจารย์ข่ง เห็นได้ชัดว่าเขาสูดลมหายใจเฮือกใหญ่!

ห้องวาดภาพเข้าสู่ความเงียบงัน

ท่ามกลางความเงียบนี้ บรรดาสมาชิกในชมรมต่างก็รู้สึกอดไม่ได้ ขยับเข้าไปอย่างกระวนกระวาย

ส่วนจงอวี๋ยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์

ทำไมอาจารย์ทำสีหน้าพิลึกกึกกือกันแบบนั้นล่ะ

ไร้ซึ่งคำอธิบายใด

ข่งอันหยิบแว่นตาออกมาสวมอย่างเคร่งขรึม ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ภาพวาดของพลินเยวียน เพื่อมองดูให้ละเอียด

เขาคล้ายกับต้องการสัมผัสภาพวาดแผ่นนี้ ทว่ามือกลับชะงักค้างฉับพลัน และดึงมันกลับมา

รอยหมึกยังไม่แห้งดี

ถ้าหากสัมผัส จะส่งผลต่อคุณภาพของชิ้นงาน

ผ่านไปนานโข กว่าข่งอันจะรำพันออกมา “ใช้หมึกเข้มเขียนแนวตั้งเป็นดวงตา แนวนอนเป็นสมอง จรดพู่กันรังสรรค์ออกมาอย่างงดงาม ทุกฝีแปรงมีจิตวิญญาณ…ใช้ท้องพู่กันวาดด้วยหมึกจางจนกลายเป็นลำตัวของกุ้ง ให้ความรู้สึกโปร่งแสงของตัวกุ้ง…ใช้ปลายพู่กันแนวตั้งวาดเป็นหนวดและก้าม ความแข็งและอ่อนนุ่มสมจริง…นี่มันฝีมือของศิลปินเอก!”

นักศึกษาอยากเข้ามาในห้องใจจะขาด

ข่งอันตะโกนว่า “ดูอยู่ข้างนอก!”

บรรดานักศึกษาสะดุ้งโหยง ไม่กล้าเดินเข้าไป

ข่งอันเข้าใจความรู้สึกของทุกคนดี จึงหันภาพวาดไปทางพวกเขา

ทุกคนมองไปยังภาพวาดของหลินเยวียน บางคนกำลังครุ่นคิด บางคนก็ตะลึง บางคนยังสับสน บางคนรู้สึกแปลกใจ…

กุ้ง?

วาดได้ไม่เลวเลย

เปี่ยมพลังชีวิต

แต่เมื่อเทียบกับนกฟินิกซ์แล้ว คล้ายกับว่าจะไม่โดดเด่นสักเท่าไหร่

นี่เป็นทัศนะของคนส่วนมาก

เมื่อนำกุ้งของฉีไป๋สือ มาเทียบกับกุ้งของจิตรกรภาพวาดหมึกดำทั่วไป คนส่วนใหญ่ย่อมมองความแตกต่างไม่ค่อยออก

นั่นก็เพราะเป็นกุ้งเหมือนกัน

แต่ใช่ว่าพวกเขาจะขาดความสามารถในการเสพสุนทรีย์ไปซะทุกคน ในชมรมจิตรกรรมก็มียอดฝีมือด้านภาพวาดหมึกดำอยู่หลายคน ย่อมมองความร้ายกาจของภาพวาดแผ่นนี้ของหลินเยวียนออก!

ฉะนั้น คนกลุ่มนี้จึงตะลึงงันไป ก่อนจะหันไปมองหลินเยวียนด้วยแววตายำเกรง

ด้านข้างของข่งอัน

สีหน้าของอาจารย์สอนภาพวาดหมึกดำของคณะก็ยิ่งตกตะลึงกว่าใครเพื่อน “ฝีแปรงของภาพเขียนนี้เข้าขั้นเทพไปแล้ว พวกคุณจะเห็นว่าส่วนเอวของกุ้งแสดงท่าทางที่แตกต่างกันไป บางตัวโค้งไปด้านหน้า บางตัวกำลังเคลื่อนที่ตัวเหยียดตรง บางตัวงอตัวกำลังปีนป่าย ไม่มีความตายตัว ไม่มีน้ำ แต่จะสัมผัสได้ว่ากุ้งกำลังแหวกว่ายอยู่ในน้ำ”

อาจารย์คนอื่นๆ ก็เห็นด้วยกับคำพูดนี้

อาจารย์อีกคนหนึ่งกล่าวว่า “พวกคุณดูก้ามคู่หน้าของกุ้ง ลากจากบางไปหนา ระหว่างปล้องไปจนเกิดเป็นรูปร่างของก้าม มีแยกมีรวม หนวดของกุ้งใช้เส้นหมึกจางวาดออกมา ดูเหมือนง่ายนะ แต่ความจริงแล้วยากมาก อย่างน้อยผมเองก็ทำไม่ได้”

“วาดจนดูมีชีวิตเลย”

ถ้าวาดให้ดูมีชีวิต พลังชีวิตของกุ้งจะปรากฏขึ้นมาเอง

ถ้าวาดแล้วแข็งทื่อ กุ้งก็จะขาดพลังชีวิตไป

ภาพแผ่นนี้ ลายเส้นของหนวดกุ้งดูอ่อนนุ่มแต่หนักแน่น ดูขาดตอนแต่เชื่อมต่อกัน ในความเถรตรงมีความโค้งงอ ในความยุ่งเหยิงมีระเบียบ กุ้งบนกระดาษดูราวกับกำลังเคลื่อนไหว ก้ามและหนวดดูราวกับพลิ้วไหวไปตามแรงคลื่น…

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน