หากอิงตาม “เส้นสายเดิม” หนิงจี๋ที่ไม่ถูกลู่เฉินและเฉินผิงอัน ค้นพบร่องรอยจะเข้ามาอยู่ในอารามฉงหยาง เด็กหนุ่มจะได้รับความ โปรดปรานจากเฉิงเฝิงเสวียน กราบเขาเป็ นอาจารย์ เดินไปทีละก้าว สุดท้ายก็ได้เดินไปบนเส้นทางของการฝึกตนใช่หรือไม่?
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะพรืด นี่ถือว่าตนมาดักชิงตัวลูกศิษย์ผู้เป็ น ที่ภาคภูมิใจของอีกฝ่ายกลางทางหรือไม่?
ลู่เฉินคานวณได้ถึงขั้นนี้มาก่อนแล้ว จึงคิดจะใช ้หญ้าอ้ายฉ่าว เป็ นตัวชดเชย ช่วยให้นักพรตเฒ่าหลอมโอสถได้สมบูรณ์ทางอ้อม? สะสางผลกรรมหนึ่งให้แล้วสิ้นใช่หรือไม่?
ดูท่าต่อจากนี้ตอนที่เดินทางไปเยือนทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง นอกจากจวนเทียนซือของภูเขามังกรพยัคฆ์แล้ว หากมีโอกาสคง ต้องไปขอยืมอ่านหนังสือจากสกุลสู่แผ่นดินกลางสักรอบ
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ไม่รบกวนการรับรองแขกของเจ้าอารามแล้ว”
นักพรตเฒ่าถามอย่างสงสัย “ไฉนสหายถึงกล่าวเช่นนี้?”
คนของลัทธิเต๋าพิถีพิถันในเรื่องของการ “เก็บจิต” มากที่สุด จะ ไม่ปล่อยพลังจิตออกไปง่ายๆ เล่าลือกันว่ามีเพียงเทพแห่งลัทธิเต๋าที่ ไปถึงขั้นคนฟ้ าขานรับกันเท่านั้นที่ถึงจะไม่ต้องขยับพลังจิต แต่กลับ
สามารถอาศัยจิตสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงอันน้อยนิดของฟ้ าดิน นอกกายได้
เวลานี้เองนักพรตเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เรือนกายสูงใหญ่ แต่ใบหน้า เหลืองตอบก็เดินเร็วๆ มาที่ริมน้า คารวะตามขนบลัทธิเต๋าแล้วพูด เสียงหอบว่า “จิ้งซือ มีแขกมาเยือนขอรับ”
เฉิงเฝิงเสวียนเอ่ยชื่นชม “สหายอู๋ทานายทายทักได้แม่นยาจริงๆ”
คงเป็ นเพราะสัมผัสได้ถึงสายตามีเลศนัยของนักพรตอู๋ยอดฝีมือ นอกโลกผู้นี้ นักพรตเฒ่าจึงรู ้สึกละอายใจอยู่บ้าง อาหารในอาราม บ้านตน เวลาปกติก็ขาดแคลนน้ามันจริงๆ
นักพรตเฒ่าชอบความเงียบสงบ ยามที่หลอมโอสถก็กลัวว่าจะ ถูกเรื่องทางโลกรบกวนที่สุด ตลอดทั้งปีทางอารามจึงแทบไม่ต่างจาก การปิดประตูไม่ต้อนรับแขก ไม่อาจขโมยไม่อาจแย่งชิง ทั้งยังไม่ยอม ถูกหลอก ไม่มีเงินทางลัด จะเอาเงินทองเหลือใช ้มาจากไหน แล้ว นับประสาอะไรกับที่การฝึกตนเดิมทีก็ยากลาบากอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ จะเสวยสุขอะไรได้เลย ลูกศิษย์สองคนนี้แม้คุณสมบัติจะธรรมดา ไม่ ถือเป็ นผู้มีพรสวรรค์อะไร แต่ในเมื่อเฉิงเฝิงเสวียนรับพวกเขาเป็ นลูก ศิษย์ที่ได้รับการบันทึกชื่อแล้ว นอกจากจะมีวาสนาสอดคล้องต้องกัน แล้วก็ยังฝากความหวังกับพวกเขาไว้มาก ไม่ได้เรียบง่ายเพียงแค่ เพราะทางอารามขาดนักพรตที่จะช่วยดูไฟ ปัดกวาดเช็ดถูทางาน จุกจิกเท่านั้น นักพรตเฒ่ายังหวังว่าในอนาคตพวกเขาจะสามารถ อาศัยความสามารถของตัวเองมาสร ้างชื่อเสียงให้กับสานัก เพียงแต่
ว่าผู้ฝึกบ าเพ็ญตนในภูเขา การหลอมยานอกและการกินอาหารล้วน ได้รับสืบทอดจากการพูดผ่านปากฟังผ่านหูอย่างลับๆ จากอาจารย์ เป็ นเหตุให้การเลือกลูกศิษย์และการถ่ายทอดวิชาคาถาจึงถูกเก็บเป็ น ความลับอย่างเข้มงวด เส้นสายบางอย่างถึงขั้นที่ว่าจาเป็ นต้องมีการ สืบทอดจากบรรพบุรุษได้แค่สายเดียวเท่านั้น เซียนและก่ง (ตะกั่วและ ปรอท) เผาในเตาหลอม หลอมสาเร็จกลายเป็ นไข่มุกล้าค่า ขอแค่ หลอมโอสถทองเม็ดหนึ่งออกมาได้ มนุษย์ธรรมดากินเข้าไปจะช่วย ให้อายุขัยยืนยาว เซียนชื่อกินเข้าไปก็สามารถเป็ นอมตะอยู่ในโลก มนุษย์ได้อย่างยาวนาน ดังนั้นหากหลอมยาเตานั้นได้สาเร็จจริง อีก ทั้งบังเอิญได้สองเม็ดซ่งจวี้ชวนและจงซานก็จะได้โชควาสนากันไป ครองคนละหนึ่งเม็ด ส่วนตัวของเฉิงเฝิงเสวียนเอง เขาสร ้างโอสถทอง ได้สาเร็จนานแล้ว จึงไม่จาเป็ นต้องใช ้สิ่งของภายนอกมาเพิ่มพูนตบะ อีก
ดูเหมือนอู๋ตีจะมองออกถึงความอึดอัดของนักพรตเฒ่าและความ ระมัดระวังส ารวมของจงซาน จึงยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ใช ้ชีวิตอยู่บนโลก อย่างเรียบง่ายยากจน เป็ นคนมีคุณธรรมมีน้าใจ ดังนั้นนักพรตอย่าง พวกเราถึงได้เรียกตัวเองว่าผินเต้า”
นักพรตเฒ่าลูบหนวดยิ้ม คากล่าวนี้ก็คือสัจธรรมที่แท้จริง
จงซานได้ยินแล้วก็เหมือนได้เปิดโลกกว้าง ที่แท้คาว่า ‘ยากจน” ของนักพรตอย่างพวกเขาก็มีหลักการเหตุผลยิ่งใหญ่เช่นนี้ให้อธิบาย ด้วยหรือ?
นักพรตอู๋มองนักพรตเด็กหนุ่มร่างผอมสูงคนนั้นแล้วยิ้มบางๆ “มนุษย์ธรรมดาบนโลกมีเงินไม่มีเงินล้วนอยู่ที่เงินทอง คนอย่างพวก เรามีเต๋าหรือไร ้เต๋าล้วนอยู่ที่ใจ ขึ้นเขามาไม่ง่ายฝึกตนกลับยากยิ่ง กว่า ลาบากนิดหน่อยไม่นับเป็ นอะไรได้ เมื่อสวรรค์จะมอบภาระอัน ยิ่งใหญ่ให้แก่บุคคลหนึ่ง ย่อมต้องทาให้เขาเหนื่อยยากทั้งกายใจ หิว โหย อดอยาก ขัดสน ยากจน ลาบาก นี่คือความหมายลึกซึ้งที่แฝง อยู่ในการฝึ กบ าเพ็ญตน คิดอยากจะมีอิสระเสรีของเซียนเหริน ก็ จ าเป็ นต้องเผชิญกับความยากล าบากของมนุษย์ธรรมดาเสียก่อน สหายน้อยท่านนี้ ในเมื่อฝึกตนอยู่ในอาราม ตามหาอาจารย์ผู้ให้คา ชี้แนะเจอแล้ว เข้ามาในภูเขาสมบัติได้แล้วก็อย่าได้กลับไปมือเปล่า พวกเจ้าจงจดจาไว้ให้มั่น อย่าให้จิตใจฟุ้ งซ่านวอกแวก จงมุ่งมั่นภักดี ในหนทางแห่งเต๋า อย่าได้พร่าโทษฟ้ าดินหรือผู้อื่นให้เสียกาลังใจจน ทาให้กายใจกระวนกระวายไม่อาจก้าวเดินไปข้างหน้าได้ ต้องเชื่อว่า โชควาสนารอคอยพวกเจ้าอยู่เบื้องหน้า”
ถึงอย่างไรจงซานก็ไม่ใช่ศิษย์พี่ซ่งที่พูดเก่ง เขาไม่รู ้ว่าจะเอ่ยอะไร จึงได้แต่คารวะตามขนบลัทธิเต๋าอย่างถูกต้องเคร่งขรึม ขอบคุณค า อวยพรและคาสอนของนักพรตแปลกหน้าผู้นี้จากใจจริง
เฉินผิงอันยื่นมือมาตบไหล่ของเด็กหนุ่มเบาๆ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ฝึกตนยากล าบากพยายามต่อไปให้ดี”
เดิมทีเฉิงเฝิงเสวียนอยากจะพานักพรตอู๋ผู้นี้ไปดูสถานที่หลอม ยาของตน คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยมาตรงๆ ว่า “ความหนักเบาของ เตาหลอม มิใช่สิ่งที่จะถามไถ่กันได้”
นักพรตได้ยินคากล่าวนี้ก็สะอึกอึ้งไปทันที นี่มีความคล้ายคลึง กับประโยค ‘ความถ่อมตนของผู้มีปัญญา” ของคนหนุ่มสวมชุดลัทธิ
ขงจื๊อคนก่อนหน้านี้อยู่บ้างไม่ใช่หรือ?
เฉินผิงอันพูดกับเจ้าอาราม จิ้งซือ’ ไปตามมารยาทอีกประโยคว่า “สงบ เยือกเย็น ไร ้กิเลสปรารถนา ไม่แข่งขัน ไม่แย่งชิงกับใครในโลก คือจิตวิญญาณของเจินเหริน”
จากนั้นเขาก็ขอตัวลาจากมา เจ้าอารามผู้เฒ่าที่มีรอยยิ้มเต็ม ใบหน้าก็ไม่ได้รั้งไว้ เพียงแต่ในใจแอบตัดสินใจแล้วว่าจะต้องไปเสี่ยง ดวงที่ “เรือนผี” แห่งนั้นดู ดูสิว่าระดับชั้นของหญ้าอ้ายฉ่าวต้นนั้นเป็ น อย่างไร
เฉินผิงอันที่เดินอยู่บนทางบังเอิญสวนทางกับคนกลุ่มนั้นอีกครั้ง พอดี
ท่าก้าวเดินสี่ทิศของนักพรตอู๋ตีเดินได้ไม่ด้อยไปกว่าเจ้าอารามผู้ เฒ่าเลยสักนิด
เห็นนักพรตเฒ่าที่มีมาดแห่งเซียนคนนั้น ชายฉกรรจ์ร่างเล็กเตี้ย มั่นใจในตัวตนของอีกฝ่ ายแล้วก็หยิบเอาจดหมายลับฉบับหนึ่งที่เจ้า ประมุขเขียนด้วยมือตัวเองออกมา ก้มหัวยื่นส่งให้ด้วยสองมือ “ซาน
เกาจู้แห่งตระกูลเหยาได้รับคาสั่งจากเจ้าประมุขให้นาพาเป่ าซู หงถู มาพบเฉิงเจินเหรินที่นี่”
เฉิงเฝิงเสวียนรับจดหมายมาแล้วเปิดอ่านทันที อ่านเนื้อหาเสร็จ แล้วก็มองหญิงสาวที่ชื่อว่าเป่ าซู่ นักพรตเฒ่าพยักหน้าเอ่ย “คือ วัตถุดิบที่สร ้างได้จริงๆ วันหน้าให้นางติดตามผินเต้าฝึ กตนอยู่ใน
อาราม จะอยู่นานสักสามปีห้าปีก็ไม่มีปัญหา”
คนเราเมื่อเจอเรื่องน่ายินดีก็มักจะมีสีหน้าสดใสกระปรี้กระเปร่า นักพรตเฒ่าอารมณ์ดีมาก อันที่จริงการที่บอกว่ามีระบบสืบทอดจาก สายรองของพรรคโหลวกวานก็ไม่ได้ผิด ก็เหมือนกับคากล่าวที่พวก ชาวบ้านในชนบทชอบพูดกันว่าเมื่อหลายร ้อยปีก่อนแช่ของตนเคย มาจากฮ่องเต้พระองค์ใดนั่นแหละ
เพียงแต่ว่าท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็น เขากลับรู ้สึกว่า โอกาสที่จะทาให้การหลอมยาครั้งนี้สาเร็จอยู่ที่หญ้าอ้ายฉ่าวต้นที่ นักพรตอู๋พูดถึงจริงๆ
อายุน้อยไม่รู ้ความ เคยพูดจาก าเริบสามหาว ใครเล่าจะว่างงาน เฉกเช่นเหล่าจื่อเดิมทีก็เป็ นเมล็ดพันธ ์เทพเซียน แต่ไม่ยอมเป็ นเทพ เซียน
ทุกวันนี้พอจะฝึกตนประสบความสาเร็จบ้างเล็กน้อย มีหวังที่จะ สร ้างโอสถ ใครเล่าจะก าเริบเสิบสานเหมือนผินเต้า หลอมโอสถ ส าเร็จแล้วไม่ยอมกินโอสถทอง


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!