เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1107

ก่อนหน้านี้ลู่ไถพูดยุแยง บอกว่าใต้หล้าเปลี่ยวร ้างมีคนรุ่นเยาว์ที่ น่าสนใจปรากฏตัวหลายคน ตามการอนุมานของจางเฟิงไห่ ก่อนที่ เขากับซินขู่จะเดินก้าวไปอีกก้าว ต้องมีขอบเขตบินทะยานห้าคนถึง จะรับประกันได้ว่าการไปเยือนใต้หล้าเปลี่ยวร ้างใช่ว่าจะไม่มีเรื่องไม่ คาดฝันเกิดขึ้น แต่กลับเป็ นเรื่องไม่คาดฝันที่ไม่ใหญ่มากขนาดนั้น ลู่ ไถจึงถือโอกาสเอ่ยคล้อยตามไปประโยคหนึ่งว่าให้จางเฟิงไห่กับซินขู่ ล าบากกันสักหน่อย พยายามกันให้มากหน่อย ลูไถโยนหมาที่เอา ออกหน้าออกตาตัวนั้นไม่ได้ออกไปแล้วปัดมือ นั่งลงข้างกายจางเฟิง ไห่ ถามเสียงเบาว่า “ซินขู่ว่าอย่างไร?”

จางเฟิงไห่กล่าว “หนึ่งก้าวเปลี่ยนเป็ นครึ่งก้าว พรสวรรค์ในการ เรียนวรยุทธตอนนี้ก็น่าจะเท่ากับหลินเจียงเซียนเมื่อร ้อยปี ก่อน กระมัง”

ลู่ไถถูมือเอ่ย “พรรคเล็กๆ ของพวกเราได้ออกไปผ่อนคลาย อารมณ์กันอย่างที่หาได้ยาก ไม่กล้าคาดหวังว่าจะสร้างคุณูปการ ใหญ่โต หากจะบอกว่าไม่ต้องกังวลว่าจะถูกใครบางคนตบให้ตาย ง่ายๆ ก็น่าจะเพียงพอแล้วกระมัง”

จางเฟิงไห่พยักหน้า “ขอแค่เจ้าไม่ไปก่อเรื่องส่งเดชก็ไม่มีปัญหา มากนัก ซินขู่ก็แค่ไม่พูดออกมาจากปากเท่านั้น อันที่จริงเขาอยาก ไปท่องในใต้หล้าแห่งอื่นมาโดยตลอด

ลู่ไถร ้องเพ้ย “ข้าคนนี้ท่องอยู่ในยุทธภพ ปฏิบัติกับคนอื่นอย่างดี มาโดยตลอด ทุกเรื่องล้วนเอาความจริงใจมาวางไว้ตรงหน้า”

เขาไม่ใช่เจ้าลัทธิลู่ผู้นั้นเสียหน่อยที่หากข้างทางมีหมาตัวหนึ่ง เดินผ่านมาก็ยังคุยเล่นกับมันได้ อิที่เจ้าลัทธิลู่ถ่ายออกมา หมาไม่ คาบไปกินด้วยซ้า

จางเฟิ งไห่รัดกาเหล้าไว้ตรงเอว ลุกขึ้นยืน หันหน้าไปมอง สมาชิกของสานักที่มีสีหน้ารอคอยกันไม่มากก็น้อย เพียงแต่ไม่รอให้ เจ้าส านักอย่างเขาเอ่ยอะไร รองเจ้าลัทธิก็ยกสองมือเท้าเอวฉับ หัวเราะฮ่าๆ เอ่ยว่า “ยอดฝีมือหกคนอย่างพวกเรา บวกกับลู่เฉินอีก หนึ่งตัว ใต้หล้านี้ยังจะมีที่ใดที่เราไปไม่ได้อีก?”

ลู่ไถเหลือบมอง “ลู่เฉิน” ที่นอนหมอบอยู่ ฝ่ ายหลังรู ้ใจโดยที่ไม่ ต้องเอื้อนเอ่ย อ้าปากเห่าโฮ่งๆ

หลวี่ปี้เสียถามอย่างสงสัยใคร่รู ้ว่า “ภาพบรรยากาศที่แยนโจ วก่อนหน้านี้ไม่เล็กเลยหรือว่าจะเป็ นผีสวีเจวี้ยนตนนั้น?”

ผู้ฝึกตนหญิงอิสระคนนี้คือขอบเขตบินทะยานยอดเขา และนางก็ เป็ นหนึ่งในตัวสารองของใต้หล้ามืดสลัว

ลู่ไถพยักหน้าเอ่ย “ความสามารถในการกินข้าวนิ่มเป็ นอันดับ หนึ่งในใต้หล้า ไม่ยอมก็ไม่ได้”

หยวนอิ๋งยิ้มกล่าว “ถึงอย่างไรใต้เท้าอิ่นกวานก็แพ้ให้กับสวีเจ จี้ยนหนึ่งระดับ”

จางเฟิงไห่ขอบเขตสิบสี่ ซินขู่บุคคลอันดับสองบนวิถีวรยุทธแห่ง ใต้หล้ามืดสลัว หลวี่ปี้เสีย ลู่ไถ หยวนอิ๋งหนึ่งในตัวสารองคนรุ่นเยาว์ สิบคนของหลายใต้หล้า ซือสิงหยวน

พวกเขาหกคนคิดว่าจะออกไปผ่อนคลายอารมณ์ ไปเยือนใต้ หล้าเปลี่ยวร ้างรอบหนึ่งแน่นอนว่าก็แค่ไปเที่ยวเล่นภูเขาสายน้า เท่านั้น แต่หากใครกล้าขัดขวางการเที่ยวเล่นของพวกเขาก็จะให้คน ผู้นั้นกลายเป็ นภูเขาสายน้าแทน

บางทีอาจยังต้องเพิ่มหมาอีกตัวที่ชื่อว่า ‘ลู่เฉิน” เข้าไปด้วย

ที่พักแห่งแรกที่พวกเขาจะไปเยือนหลังจากข้ามผ่านใต้หล้าเดิน ทางไกล คาดว่าน่าจะเป็ นกาแพงเมืองปราณกระบี่ที่ถูกตัดขาด ออกเป็ นสองท่อน กลายเป็ นซากปรักไปแล้ว

ใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง บนยอดเขาของมหาบรรพต “ชิงซาน

เด็กหญิงชุดดามัดผมเปียสองข้างคนหนึ่งจ้องเขม็งไปที่เด็กสาว ที่ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ถามคาถามที่ไร ้มารยาทอย่างมาก “เจ้าก็คือพันธ ์ผสมของใต้หล้าแห่งนี้หรือ?”

เด็กสาวคนนั้นมีสีหน้าทึ่มที่อ เด็กหญิงผมเปียจึงเดินวนรอบร่าง นางหนึ่งรอบ จากนั้นมาหยุดอยู่ด้านหลังเด็กสาว ยกเท้าเตะเข้าที่ข้อ พับเข่าของอีกฝ่ าย เช่าสองข้างของเด็กสาวงอลง คุกเข่ากับพื้นแล้ว ก็ยังสีหน้าไร ้อารมณ์

เด็กหญิงมัดผมเปียพยักหน้า นางค่อนข้างพอใจกับส่วนสูงของ ทั้งสองฝ่ ายแล้ว นางเดินมาที่ข้างกายของเด็กสาว มองอีกฝ่ ายด้วย สายตาเวทนา ที่แท้ใบหน้าด้านข้างของเด็กสาวผู้นี้ก็คล้ายกับถูก ลงโทษด้วยการสักใบหน้า เป็ นอักษรสีทองโบราณค าว่า “เฝิน” (เผา)

คนที่สามารถแกะสลักตัวอักษรนี้ลงบนใบหน้าของ “เด็กสาว” ได้ นอกจากโจวมี่แล้ยังจะมีใครอีก

และบุคคลที่สามารถหมิ่นเกียรติ “เด็กสาว” ได้อย่างกาเริบเสิบ สานเช่นนี้ แน่นอนว่าก็มีแค่อิ่นกวานคนเก่าของก าแพงเมืองปราณ กระบี่อย่างเซียวสวิ้นเท่านั้น

เซียวสวิ้นยื่นนิ้วไปบิดแก้มของเด็กสาวเบาๆ ถามว่า “ความหมาย คือเผาน้ามันตะเกียงจนแสงอาทิตย์เคลื่อนผ่าน (เปรียบเปรยว่ามุ มานะทางานหรือศึกษาหาความรู ้) อย่างนั้นหรือ?”

เด็กสาวเงียบขรึมพยักหน้า

ตอนนั้นป๋ ายเจ๋อมาหานาง หรือควรจะพูดให้ถูกก็คือนางเป็ นฝ่ าย ท าให้ป๋ ายเจ๋อหาตัวเจอ นางได้ตั้งชื่อให้ตัวเองว่ากุ่ยเค่อ (ช่วงเวลาที่ วัดของนาฬิกาแดด)

นางถือกาเนิดมาในช่วงต้นของการก่อเกิดฟ้ าดินแห่งเปลี่ยวร ้าง เช่นเดียวกับซินขู่ผู้ฝึกยุทธแห่งยอดเขารุ่นเยว่ของใต้หล้ามืดสลัว คน ที่เคยเผชิญหน้าต่อต้านปรมาจารย์มหาปราชญ์ เคยใช ้แซ่ว่าหลิวชื่อ เสี่ยง นามจื่อจวิ้น อีกนามคือจวี้จวิน เฟิ งหยวนเชียวลูกศิษย์คนที่ หวงถิงอาศัยดวงถึงได้หาเจอในใต้หล้าห้าสี

กุ่ยเค่อแห่งเปลี่ยวร ้าง ซินขู่แห่งมืดสลัว หลิวเสี่ยงแห่งไพศาล เฝิง หยวนเซียวแห่งห้าสี พวกเขาล้วนเป็ นคนประเภทเดียวกัน

พื้นที่ประกอบพิธีกรรมจวนเซียนทุกแห่งในใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง นครในโลกมนุษย์สาหรับนางแล้วล้วนเป็ นมีดที่กรีดลงทัณฑ์มาบน ใบหน้าของนางมืดแล้วมีดเล่า ยิ่งใต้หล้าแห่งนี้คือสถานที่ที่มีปราณ วิญญาณรวมตัวกันแน่นหนาเท่าไร บนร่างของนางก็ยิ่งเต็มไปด้วย หนองเละพุพองที่ไม่อาจกลายเป็ นแผลเป็ นได้มากเท่านั้น แน่นอนว่า นี่ก็เกี่ยวข้องกับที่ส่วนลึกในใจของนางต่อต้านบรรพบุรุษใหญ่แห่ง ภูเขาหัวเยว่และมหาสมุทรความรู ้โจวมี่ที่มาในภายหลังอย่างสุดกาลัง ด้วย หากมหามรรคาของสองฝ่ายสอดคล้องกัน จิตมีการเชื่อมโยงถึง กัน สิ่งที่ทาให้นางรู ้สึกทุกข์ทรมานเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยเหล่านี้ก็จะ กลายเป็ นภาพปักลายบนเสื้อผ้าที่งดงามแล้ว นางไม่ยอมรับใน มรรคาของบรรพบุรุษใหญ่ภูเขาทัวเยว่ ในระดับใหญ่แล้วคือรู ้สึก ตาหนิที่อีกฝ่ ายโจมตีกาแพงเมืองปราณกระบี่ให้แตกไม่ได้ ไม่อาจ เอาภูเขาใหญ่แสนลึกลับคืนมา เหตุผลเรียบง่ายเท่านี้เอง และการไม่ ยอมรับที่นางมีต่อมหาสมุทรความรู ้โจวมี่ ส่วนใหญ่แล้วมาจาก

สถานะคนต่างถิ่นของโจวมี่ ก็ยังคงเป็ นเหตุผลที่เรียบง่ายอีก เช่นเดียวกัน

เซียวสวิ้นปล่อยนิ้วออก หันหน้าไปมองผู้ฝึ กกระบี่สามคนที่ ติดตามนางมาอยู่ที่นี่

เห็นได้ชัดว่าเซียวสวิ้นกาลังใช ้สายตาสอบถามว่าเป็ นอย่างไร ความรู ้นี้ของข้าลึกล้าหรือไม่ สูงส่งหรือไม่ น่าหวาดกลัวหรือไม่?

แล้วก็พยักหน้าอยู่กับตัวเอง เซียวสวิ้นที่เดาปริศนาได้ถูก อารมณ์ไม่เลว ยามใดที่ข้าร ้ายกาจขึ้นมา แม้กระทั่งตัวเองก็ยังรู ้สึก หวาดกลัวจริงๆ เสียด้วย!

ผู้ที่ติดตามเซียวสวิ้นเดินทางมายังที่แห่งนี้คือผู้ฝึ กกระบี่ใน ท้องถิ่นของกาแพงเมืองปราณกระบี่สามคน ได้แก่ลั่วซานและจู๋อานที่ อยู่ในสายอิ่นกวานคฤหาสน์หลบร ้อนเก่า

และยังมีจางลู่เซียนกระบี่ใหญ่ที่ทาตัวเอ้อระเหยลอยชาย เฝ้ า ประตูใหญ่ของภูเขาห้อยหัวอยู่นานหลายปี เวลานี้เขากาลังดื่มเหล้า เมากรึ่มๆ อยู่เหมือนเดิม วัตถุอย่างสุรานี้ ยิ่งดี่มยิ่งกลัดกลุ้ม ไม่ดื่ม กลับกลุ้มมากที่สุด

บนยอดเขามีบุคคลยิ่งใหญ่ของเปลี่ยวร ้างที่มักจะตัวติดกันอยู่ เสมอมาเยือนอีกสองคน คือเฝ่ ยหรานกับโจวชิงเกา

เซียวสวิ้นถาม “เจ้าสัตว์เดรัจฉานผู้นั้นล่ะ?”

โจวชิงเกายิ้มบางๆ ช่วยแก้ไขให้ถูกต้อง “ชูเชิง” (คาว่าชูเซิงออก เสียงคล้ายค าว่าสัตว์เดรัจฉานที่ออกเสียงว่าชู่เซิง)

เซียวสวิ้นหันหน้าไปอีกทาง ทาท่าเงี่ยหูตั้งใจฟังแล้วแกล้งเอ่ย อย่างตกตะลึงว่า “อะไรนะ เจ้าบอกว่า “ชูเซิง” ผู้นั้นคือสัตว์เดรัจฉาน หรือ?”

จากนั้นนางก็ทาสีหน้ากระจ่างแจ้ง ยกนิ้วโป้ งสองนิ้วให้กับลูก ศิษย์ปิดส านักของมหาสมุทรความรู ้โจวมี่ เอ่ยชื่นชมว่า “ขอบเขต เซียนเหรินที่ใหญ่เท่าเมล็ดถั่วเขียวเมล็ดงาแต่กลับกล้าหมิ่นเกียรติ ขอบเขตสิบสี่ที่มีคุณวุฒิสูง โจวมี่รับเจ้าเป็ นลูกศิษย์คนสุดท้ายก็ใช่ ว่าจะไม่มีเหตุผล”

โจวชิงเกายิ้มเอ่ย “เถียงเอาชนะผู้อาวุโสไม่ได้ คาพูดที่ไม่ควรต่อ ค า ข้าก็ยอมรับไปแล้วกัน”

เซียวสวิ้นชี้ไปที่พื้น “ยอมรับก็โขกหัวให้ข้าซะสิ เอาความจริงใจ ออกมาหน่อย”

เฝ่ ยหรานเอ่ยอย่างอ่อนใจ “เป็ นผู้อาวุโสที่หลอมตาหนักอิงหลิง แห่งนั้น ถูกไหม?”

เซียวสวิ้นย้อนถาม “ปี นั้นบรรพบุรุษใหญ่แห่งภูเขาทัวเยว่ มหาสมุทรความรู ้โจวมี่ และยังมีเจ้าคนที่โจวชิงเกาด่าว่าสัตว์ เดรัจฉานผู้นั้น ต่างก็ไม่ได้พูดว่าข้าไม่สามารถพกเอาปล่องฟ้ านี้ไป ไหนมาไหนได้ตามใจชอบนี่นา?”

เฝ่ ยหรานกล่าว “ดังนั้นจึงได้แต่เชิญผู้อาวุโสมาราลึกความหลัง ที่ชิงชานแห่งนี้ พวกเราจะได้มาจัดเรียงตาแหน่งกันใหม่ วันหน้าเมื่อ แต่ละคนทาเรื่องของตัวเองก็จะถูกต้องชอบธรรม ไม่ถึงขั้นที่ว่าใครก็

ไม่ยอมให้ใคร ไม่ว่าใครก็รู ้สึกว่าอีกฝ่ายคือเศษสวะ ครั้งนี้พวกเราเข้า มาในตาหนักอิงหลิงก็สามารถพูดคุยกันให้ชัดเจน จากนั้นค่อยนั่งลง ที่เก้าอี้ของตัวเองจะได้ลดทอนปัญหามากมายไปได้”

น่าเสียดายที่ “เสี่ยวโม่” ซึ่งหลับสนิทอยู่ในดวงจันทร ์มานานหมื่น ปีผู้นั้นไปสวามิภักดิ์ต่อเฉินอิ่นกวานแล้ว เป็ นเหตุให้ป๋ ายจิ่งก็ทรยศ ออกจากใต้หล้าเปลี่ยวร ้างตามไปด้วย

หาไม่แล้วผู้ฝึ กกระบี่ขอบเขตบินทะยานสองคนอย่างพวกเขา หนึ่งยอดเขา หนึ่งสมบูรณ์แบบ ต้องได้ยึดครองตาแหน่งหนึ่งใน ต าหนักอิงหลิงแน่นอน

ก่อนศึกใหญ่ครั้งนั้น ราชาบนบัลลังก ์เก่าสิบสี่ท่านที่ปีนั้นบรรพ บุรุษใหญ่ภูเขาทั่วเยว่เป็ นอันดับหนึ่ง โจวมี่เป็ นอันดับสอง หลิวชาเป็ น อันดับสาม ถูกขนานนามว่าเป็ นรุ่นที่มีศักยภาพและความสามารถใน การต่อสู้เหนือใครมากที่สุด

ทุกวันนี้ราชาบนบัลลังก ์กลุ่มใหม่ถูกดึงมาประสมประเสให้ครบ จ านวนมากเกินไป ไม่ต่างจากเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง แม้กระทั่งเฝ่ ยหราน ก็ยังไม่เห็นขอบเขตส าคัญเกินไปนัก ต่างก็รู ้สึกว่าค่อนข้างจะไม่ เข้าท่า

เซียวสวิ้นมองโจวชิงเกา

เฝ่ ยหรานยิ้มเอ่ย “เขาเพิ่งจะเป็ นคอขวดขอบเขตเซียนเหริน ทุก วันนี้ย่อมไม่มีคุณสมบัติจะมีตาแหน่งที่นั่ง”

โจวชิงเกาที่มีฉายาว่า “มู่จี” ชื่อที่ใช ้เมื่อก่อนเปลี่ยนมาเป็ นฉายา

โจวชิงเกาเข้ามาแทนที่ตาแหน่งแผนภูมิฟ้ าในเปลี่ยวร ้างของจื่อ อู่เมิ่ง กลายมาเป็ นผู้น า

เขาเคยเลื่อนจากขอบเขตสามเป็ นขอบเขตหยกดิบโดยตรง ผ่านไปแค่ไม่กี่ปีก็กลายเป็ นเซียนเหรินแล้ว ทุกวันนี้ก็คือคอขวด

เซียวสวิ้นยิ้มเอ่ย “ดูท่าขอแค่รับอาจารย์ที่ดีมาได้ก็สามารถฝึก ตนได้ราบรื่นจนทาให้คนอิจฉา”

ครั้งนี้โจวชิงเกาเรียนรู ้ที่จะฉลาดขึ้นแล้ว เขาไม่ได้ต่อคา กลืน คาพูดประโยคที่ว่า “น่าเสียดายที่ผู้เยาว์คือลูกศิษย์ปิ ดสานักของ อาจารย์” กลับลงท้องไป

มีคนมาเยือนอีกสองคน คนหนึ่งคือเด็กหนุ่มที่มีตาดาสองชั้น หลี โก้ว ฉายาว่า “เฟยเฉียน

หลังจากถูกป๋ ายเจ๋อปลุกให้ตื่น หลีโก้วก็เก็บสมบัติหนักอาวุธ เซียนแปดชิ้นมาจากสถานที่ต่างๆ ของเปลี่ยวร ้าง

และยังมีชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่วันทั้งวันเหมือนยังไม่ตื่นนอน เขา อ้าปากหาว เขาก็คืออู๋หมิงซื่อ

ตรงเอวของหลีโก้วพกถุงจักรวาลสีเหลืองหนึ่งใบกับน้าเต้าจับ ปีศาจสีม่วงหนึ่งใบ

เนื่องจากหลังจากตื่นขึ้นมา เส้นทางผสานมรรคาจากการหลอม วัตถุของหลีโก้วก่อนหน้านี้ก็ได้ถูกนักพรตหญิง “ไท่อิน” แห่งใต้หล้า มืดสลัวยึดครองไป แต่ตอนนั้นหลีโก้วได้เตรียมทางเลือกเส้นใหม่ไว้ ให้ตัวเองล่วงหน้านานแล้ว

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!