ฮ่องเต้เด็กหนุ่มที่เพิ่งจะอายุสิบสี่ปี ดวงหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวดุร้าย
ในมือถือแส้ฟาดม้าสีทองฟาดโบยลงไปบนร่างของนางกำนัลที่เพิ่งจะถูกส่งมาจากตัวจวนชินอ๋องอย่างอำมหิตครั้งแล้วครั้งเล่าจนเนื้อของนางปริแตกอาบเลือด
นอนหายใจรัวรินอยู่บนพื้น เด็กหนุ่มโยนแส้เปรอะเลือดทิ้งไป รู้สึกเบื่อแล้ว
นางถึงกับไม่พูดอะไรสักแอะ ก่อนหน้านี้ข่มขู่นางไปว่าหากนางกล้าส่งเสียงออกมาก็จะฆ่าเจ้านายเก่าของนางซะ
ฮ่าๆ น้องชายตัวดี ยังคิดอยากจะออกจากเมืองหลวงไปอยู่ในพื้นที่ศักดินาอีกหรือ?
ครั้งนี้ไปเยือนเมืองหลวงต้าหลีคิดว่ากั้วเหรินไม่รู้ถึงแผนการเล็กๆ ที่เจ้าวางเอาไว้หรือไร?
มีขันทีเดินซอยเท้าก้าวถี่ๆ ยกอ่างน้ำมาให้อย่างว่องไว
เด็กหนุ่มล้างมือ ยกมือขึ้นก็มีนางกำนัลเอาผ้ามาเช็ดให้จนสะอาด
หมัวมัวผู้สอนกิริยามารยาทของไทเฮามาถ่ายทอดคำสั่งว่า
“ไทเฮาให้บอกฝ่าบาทว่าอย่าได้ก่อเรื่องอีก”
เด็กหนุ่มพยักหน้า หญิงชราเหมือนผีที่ขนาดเดินก็ยังไม่มีเสียง
ฮ่องเต้กลับพูดกับนางด้วยสีหน้าอ่อนโยน
“รบกวนหงหมัวมัว ช่วยนำความมาบอกแล้ว”
ในฐานะแคว้นเหนือหัว ราชสำนักต้าหลีกลับไม่ได้เรียกร้องให้จักรพรรดิของแคว้นใต้อาณัติห้ามเรียกตัวเองเป็นฮ่องเต้
เจินเหรินผู้พิทักษ์แคว้นที่คบหาสนิทสมกับจวนเสนาบดีมานานหลายปี
ครั้งนี้รับพระราชโองการให้มาเข้าประชุมที่เมืองหลวง ก็ได้มาพักอยู่ในเรือนใหญ่หนาชั้นของจวนเสนาบดี
ครั้งนี้เจินเหรินผู้พิทักษ์แคว้นลงมาจากภูเขาพาลูกศิษย์ผู้สืบทอดมาแค่คนเดียว
เวลานี้คนที่เข้าร่วมการประชุมลับกับหัวหน้าขุนนางของราชสำนักยังมีขุนนางในวัยหนุ่มฉกรรจ์ตำแหน่งสูงอีกกลุ่มหนึ่ง
ขุนนางหนุ่มที่มาจากตำหนักรัชทายาทรู้สึกเป็นกังวลจึงถามหยั่งเชิงว่า
“ใต้เท้าเสนาบดี เจินเหรินผู้เฒ่า กองทัพชายแดนแคว้นชิวไม่ได้เอาไข่ไปกระทบหินจริงๆ หรือ พวกเราจะถูกหญิงบ้านั่นทำให้เดือดร้อนหรือไม่? สาสน์ที่ส่งมาจากต้าหลีฉบับนั้นถึงกับให้คำนิยามพวกเราว่าก่อกบฏ ว่ากันว่าอีกเดี๋ยวจะมีการป่าวประกาศรายชื่ออย่างเปิดเผยรายชื่อนั้นยาวมาก มีร้อยกว่าคน คนทั่วทั้งราชสำนักแคว้นชิวพวกเราจะได้รับรู้แล้ว ขอแค่เป็นคนที่มีชื่ออยู่ในใบรายชื่อก็จะต้องถูกจัดการในฐานะโจรกบฏทั้งหมด ภายในสามวัน ทุกคนต้องไปมอบตัวที่จวนแม่ทัพหานโจว หาไม่แล้วก็จะ…”
เสนาบดีลูบหนวดยิ้มเอ่ย
“นางไม่ได้เสียสติหรอกนะ หลิวเหวินจินชู้รักของนางมีแผนการที่ยิ่งใหญ่ยาวไกลกว่านั้น”
หลายปีมานี้ การรวมกลุ่ม การชุมนุมด้านวรรณศิลป์ประเภทต่างๆ การเรียนการสอนในสำนักศึกษา
และยังมีนักเล่านิทานที่เดินไปทั่วทุกหัวถนนในราชสำนักแคว้นชิว ต่างก็แอบป่าวประกาศถึงการกระทำอันโหดเหี้ยมของกองทัพชายแดนต้าหลี
ระหว่างนั้นก็มีถ้อยคำมากมายที่ปลุกเร้าใจคนให้ฮึกเหิม ยกตัวอย่างเช่นสกุลหานแคว้นชิวอุปถัมภ์เลี้ยงดูบัณฑิตมาห้าร้อยปี บัณฑิตอย่างพวกเราก็ควรพูดเพื่อความถูกต้อง นักสู้ที่ชายแดนพยายามกอบกู้สถานการณ์วิกฤตให้กลับมาดีขึ้นก็ล้วนอยู่ที่การกระทำในครั้งนี้แล้ว…
เจินเหรินผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย
“แล้วจะอย่างไร? จะฆ่าให้สิ้นซากหรือ? สมมติว่าคนสามสี่ร้อยคน อย่างน้อยก็ต้องเกี่ยวพันไปถึงร้อยกว่าตระกูลแล้ว ตระกูลที่เชื่อมสัมพันธ์ผ่านการแต่งงานกับร้อยตระกูลนี้ บวกกับความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ในการสอบเคอจวีทำไม ไม่ว่าจะฆ่าใครก็ล้วนคือการฆ่าใจคนแถบใหญ่”
“ถ้าอย่างนั้นกองทัพชายแดนต้าหลีจะกล้าสังหารกองทัพชายแดนหกหมื่นนาย แล้วค่อยบุกสังหารจนมาถึงเมืองหลวง สุดท้ายก็ฆ่าพวกเราด้วยอย่างนั้นหรือ? จะฆ่าท่านเสนาบดีหรือไม่ ขุนนางบุ๋นบู๊ทั่วราชสำนักจะฆ่าหรือไม่ ฮ่องเต้ล่ะจะฆ่าไหม ไทเฮาเหนียงเนียงจะฆ่าไหม? สองฟากฝั่งของถนนหลวงก็ยังมีคนอีกหลายร้อยคนนะ”
“หากทำเช่นนี้ได้ก็ถือว่าต้าหลีมีความสามารถ แคว้นใต้อาณัติสามสิบกว่าแห่งต่างก็มองดูอยู่นะ แจกันสมบัติทวีปครึ่งหนึ่งที่อยู่ทางทิศใต้ของลำน้ำใหญ่ก็ไม่ใช่ว่ากำลังมองอยู่เหมือนกันหรอกหรือ?”
ใต้เท้าเสนาบดีมีสีหน้ากระอักกระอ่วน สถานการณ์การสู้รบที่ชายแดนจะดุเดือดรุนแรงก็ไม่เป็นไร
นับแต่โบราณมามีสงครามใดบ้างที่ไม่มีคนตาย ก็เหมือนอย่างที่หลิวเหวินจินแห่งกรมพิธีการบอกไว้
นอกเมืองหลวงมีคนตายเยอะเข้า ขุนนางบุ๋นบู๊ของแคว้นชิวถึงจะมีเส้นทางในการเลื่อนขั้นเป็นขุนนางเพิ่มมาหนึ่งเส้น
พวกคนเถื่อนต้าหลีถึงจะยอมลดภาษีอากร อาจารย์และศิษย์สองคนกลับไปยังที่พัก
ลูกศิษย์เอ่ยอย่างเดือดดาลว่าต้าหลีชาติสุนัขจงใจตั้งอัตราภาษีสูงขนาดนี้ แต่กลับกำหนดกฎระเบียบยิบย่อยที่ขยายต่อเนื่องไปให้ตายตัวและเข้มงวด
คนเป็นขุนนางไม่ได้ค่าน้ำร้อนน้ำชา ทำเอารายรับของบนภูเขาอย่างพวกเราก็ถูกหักลดลงไปมากด้วย
เจินเหรินผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย
“เดิมทีสกุลซ่งต้าหลีก็เป็นคนเถื่อนทางเหนือสุดของแจกันสมบัติทวีปที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ชอบฆ่าคนพร่ำเพรื่อมากที่สุด ใช้ดาบมาจนเคยชิน สะบั้นชะตาแคว้นไปกี่แคว้น ทำลายวัฒนธรรมระบบสืบทอดอันดีงามไปกี่มากน้อยแล้ว”
เข้ามาในห้องแล้วก็ปิดประตู ลูกศิษย์ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า
“อาจารย์ หากว่าราชสำนักต้าหลีไม่กล้าสังหารขุนนางและปัญญาชนจำนวนมากล่างภูเขา แต่เลือกที่จะระบายโทสะกับผู้ฝึกบำเพ็ญตนบนภูเขาอย่างพวกเรา จะทำอย่างไร?”
เจินเหรินผู้เฒ่าแค่นเสียงหยัน
“อาจารย์ได้พูดคุยกับแม่ทัพบู๊ที่กุมอำนาจอย่างแท้จริงคนหนึ่งของหานโจวไว้แล้ว ให้ร่วมมือกับแคว้นชิวแค่พอเป็นพิธี หากแม่ทัพหานโจวผู้นั้นคือไท่ซ่างหวงของแคว้นชิว ถ้าอย่างนั้นเขาเป็นผู้ดูแลงานด้านการทหารของต้าหลีในอาณาเขตแคว้นชิวก็ถือว่าเป็นฮ่องเต้ครึ่งตัวได้แล้ว เสนาบดีของแคว้นชิว หลิวเหวินจินของกรมพิธีการ เจอกับเขาแล้วจะถือเป็นผายลมอะไรได้”
ลูกศิษย์เอ่ยชื่นชมจากใจจริง
“อาจารย์วางแผนลึกล้ำยาวไกร รอบคอบรัดกุม ป้ายผู้ถวายงานที่กรมอาญาของต้าหลีจะแจกจ่ายมาให้ก็น่าจะได้มาครองแน่นอนแล้ว ”
เจินเหรินผู้เฒ่าลูบหนวดยิ้มพูดอย่างลำพองใจ
“ไม่ต้องมาประจบข้าหรอก แต่จะว่าไปแล้วมีป้ายสงบสุขแผ่นนั้นก็จะไม่เหมือนเดิมจริงๆ”
แต่ในใจกลับใคร่ครวญว่าน่าเสียดายที่กฎระเบียบของขุนนางท้องถิ่นต้าหลีมีเยอะมาก
เมืองหลวงและเมืองหลวงสำรองที่อยู่เบื้องบนยังมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
ไม่อย่างนั้นหากเป็นแจกันสมบัติทวีปเมื่อหลายสิบปีก่อน ถ้าไทเฮาสาวผู้นั้นสูญเสียอำนาจเมื่อไหร่ก็ควรจะมาปรนนิบัติบนเตียงที่นี่ได้แล้ว
เงียบไปครู่หนึ่ง ฝูชิงมองไปยังห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้าม นางเอ่ยว่า
“คนแซ่อวี่ผู้นั้น เขาคิดอย่างไรกันแน่ ไฉนถึงต้องเสี่ยงอันตรายด้วย?”
เมื่อวานนางทำการไต่สวนด้วยตัวเองไปรอบหนึ่ง ยังไม่ทันได้ลงทัณฑ์อะไร อีกฝ่ายก็สารภาพหมดเปลือกแล้ว ไม่มีความหยิ่งในศักดิ์ศรีเลยสักนิด
อยู่ดีๆ หรงอวี่ก็นึกถึงเรื่องเก่าเรื่องหนึ่ง ในอดีตราชครูชุ่ยเคยใช้พู่กันสีชาดวาดวงกลมไว้บนประโยคหนึ่งบนสำนวนคดีโดยเฉพาะ
“เจ้าไม่ได้สำนึกผิด แต่เจ้ารู้ว่าตัวเองจะต้องตายแล้ว”
ฝูชิงมาอยู่ที่นี่ช้ากว่าจึงไม่เคยเห็นประโยคนี้ หรงอวี่เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนัก
“มีปณิธานยิ่งใหญ่แต่ความสามารถไม่เอื้ออำนวย แถมยังไม่มีความอดทน ยังจะทำอย่างไรได้อีก
หลายปีมานี้เอาแต่จับจ้องตำแหน่งหลางจงของบางกองในกรมพิธีการ อิจฉาตาร้อนมานานแล้ว ราชครูชุ่ยไม่อยู่แล้ว ความคิดก็เลยโลดแล่นขึ้นมา
รู้สึกว่าหากพลาดครั้งนี้ไปก็คงไม่มีโอกาสอีก ต่อให้จะรู้ดีว่าความร่ำรวยสูงศักดิ์อาจหายไปท่ามกลางความเสี่ยงก็ยังต้องลองดูสักครั้ง
ในประวัติศาสตร์มีคนกี่มากน้อยที่พอตัดสินใจเด็ดขาดขึ้นมาก็สามารถทำสำเร็จได้ในรวดเดียว นับแต่นั้นมาก็เป็นผู้แข็งแกร่งที่ดวงแข็ง ร่ำรวยก้าวหน้า ในเมื่อพวกเขายังทำได้ แต่ละคนทิ้งชื่อเสียงอันดีงามไว้ในประวัติศาสตร์ ทำไมเขาจะทำไม่ได้ล่ะ ”
ฝูชิงส่ายหน้าไม่เห็นด้วย หรงอวี่ยิ้มเอ่ย
“ก็ต้องโทษที่ข้าหน้าตางดงามเกินไป ส่วนเจ้าก็ยิ่งพื้นฐานดียิ่งกว่า แต่ใครใช้ให้เจ้าทำหน้างามๆ ให้บูดบึ้งทั้งวันเล่า วางท่าว่าใครกล้ามองเจ้านานหน่อยก็จะควักลูกตาเขาออกมา แล้วก็เย็นชาเกินไป น่ากลัวเกินไป
ไม่เหมือนข้าที่อ่อนหวานบอบบาง พอรัดเข็มขัดก็ดูมีของขึ้นมาทันที บวกกับที่ข้าเป็นทั้งลูกกำพร้าของแม่ทัพอันดับหนึ่งที่สร้างคุณูปการทางการสู้รบรองลงมาจากทูตผู้ตรวจการ ทั้งยังเป็นสาวใช้ของราชครูชุ่ย
มีสถานะสำคัญสองอย่างนี้จึงทำให้เขาเกิดใจอยากครอบครอง เกิดความรักความเอ็นดู? อายุสามสิบต้นๆ ก็คือช่วงอายุที่ควบคุมไอ้จ้อนไม่ได้พอดี หากเขาจะเกิดจินตนาการเตลิดไปไกลก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของคนทั่วไปไม่ใช่หรือ?”
ฝูชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “อ่านตำรามากขนาดนั้นมาเสียเปล่าจริงๆ สิ่งที่ฆ่าคนได้โดยไม่ต้องใช้คมดาบมีสองอย่าง คือ คำใส่ร้าย และกิเลสแห่งรักใคร่ใฝ่หา”
หรงอวี่ยิ้มรับ พวกนางได้สัมผัสกับเอกสารคดีความเยอะเข้าก็ค้นพบว่าเรื่องวงในในวงการขุนนางมีสีสันกว่าเรื่องเล่าในตำราเยอะนัก
ฝูชิงถาม “ราชครูชุ่ยทำเรื่องตั้งมากมาย แต่ก็มีปัญหามากมายเหมือนกันที่เขาคล้ายจะจงใจทิ้งเอาไว้ เพราะมันต้องเป็นอย่างนี้หรือว่าเขาตั้งใจกันแน่?”
หรงอวี่เก็บฝ่ามือมาเตือนฝูชิงด้วยสีหน้าจริงจัง “อะไรที่เจ้าไม่ควรคิด ก็อย่าคิดให้มากความ”
ฝูชิงพยักหน้า หรงอวี่ยิ้มเอ่ย
“ประโยคนี้ของข้ามีสองความหมายนะ”
ฝูชิงอับอายจนพานเป็นความโกรธ ยื่นมือออกไปตีเจ้าคนปากไร้หูรูด หรงอวี่หัวเราะคิกคัก
“ไยต้องสละใกล้ไปแสวงหาสิ่งที่อยู่ไกล ไยต้องสละใหญ่เลือกเล็กด้วยเล่า ”
หลังจากพวกนางหยอกเย้ากันไปแล้ว หรงอวี่ก็เหลือบมองสีท้องฟ้านอกห้องแล้วก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ไฉนท่านราชครูถึงยังไม่มาสักที?
ใช่แล้ว ท่านราชครูต้องเข้าร่วมการประชุมเล็กก่อน ต้องปรึกษาเรื่องตัวเลือกเจ้ากรมขุนนางคนใหม่ของต้าหลีกับฝ่าบาท ฟ้าสว่างแล้ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!