แต่ก็มีผู้ฝึกตนอิสระที่ทำอะไรไร้ความยำเกรงที่กล้ารับงานจริงๆ แต่พวกเขาบ้างก็รับเงินจากทั้งสองทาง เอาเงินมัดจำสองก้อนมาแล้วก็หนีไป ตั้งวงปั้นเรื่อง จัดฉากวางแผนต้มตุ๋น คุยโวให้การสืบทอดและวิชาของสำนักตนฟังดูเลิศลอยเหมือนบุปผาปลิวโปรยลงมาจากฟากฟ้า ก็แค่กองกำลังหลายพันนายของแคว้นศัตรู ใช้ลมปากเป่าให้ขบวนทัพกลายเป็นเถ้าธุลีย่อมทำไม่ได้อยู่แล้ว
ผินเต้าไม่ใช่ประเภทที่ชอบคุยโวโอ้อวด แต่หากจะบอกว่าทำให้ทัพต้องถอยร่นกลางคัน อาศัยเวทลับบทหนึ่งเรียกสมบัติหนักในการโจมตีออกมาหลายชิ้น พริบตานั้นก็ฆ่าคนฝ่ายของพวกเขาไปหลายร้อยคน กลับสามารถทำได้อย่างคล่องมือ… ถึงขั้นที่ว่าให้คนในกองทัพแว้งกลับมาโจมตีพวกเดียวกันเอง หรือไม่ก็เอาหัวแม่ทัพไปรับรางวัลจากกระโจมทัพฝั่งตรงข้ามยามค่ำคืนก็ยังได้
เซียนซื่อทำเนียบบนภูเขาแต่ละคนฉลาดมีไหวพริบไม่แพ้กัน ผู้ฝึกตนอิสระก็ทำอะไรป่าเถื่อนไม่แพ้กัน
คนล่างภูเขาก็ไม่ใช่คนโง่ หลังจากถูกหลอกไปครั้งสองครั้งก็เริ่มคิดแผนหาทางออก ยกตัวอย่างเช่นซื้ออาวุธที่ทำจากตระกูลเซียนมาจากฝั่งของราชสำนักต้าหลีในจำนวนมากขึ้น แต่ว่าในช่วงเวลาที่สำคัญ กรมกลาโหมกับกรมคลังของต้าหลีกลับเริ่มทำการปรึกษาเรื่องของการ “ซื้อคืน”
คิดไม่ถึงว่าช่วงที่ผ่านมาจะมีการเปลี่ยนท่าทีไปจากเดิม ถึงกับไม่พูดถึงเรื่องการ “ซื้อคืน” ที่ราคามีสูงมีต่ำอะไรแล้ว แต่ดูจากท่าทางคือคิดจะส่งขุนนางที่เกี่ยวข้องไปทำการตรวจนับ ตรวจสอบและเอากลับมาจากคลังของแคว้นต่างๆ แทน
พวกเขาจำต้องเจรจากับขุนนางต้าหลีอย่างต่อเนื่องหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังได้รับคำตอบที่เหมือนเดิม
ต้าหลีของพวกเราแค่อนุญาตให้พวกเจ้ากอบกู้แคว้นกลับคืนมาเท่านั้น ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือสัญญาประเภทไหน การส่งมอบและการตรวจรับก็ล้วนชัดเจน ไม่มีจุดใดที่ทำให้พวกเจ้าต้องลำบากใจ ถึงขั้นที่ว่ายังให้พวกเจ้าได้ยืมมัลละยันต์นับร้อยตนและภูตเผ่าพันธุ์ย้ายภูเขาประเภทต่างๆ ในการบุกเบิกเส้นทางน้ำ สร้างความมั่นคงให้กับดินแดนโดยไม่คิดค่าตอบแทน ฯลฯ
ทว่าเสื้อเกราะและอาวุธพวกนั้น กรมกลาโหมและกรมคลังของเมืองหลวงสำรองต้าหลีต่างก็จดบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าพวกเจ้าแค่ช่วยดูแลรักษาไว้ชั่วคราวเท่านั้น บอกไว้เมื่อไหร่ว่ามอบให้พวกเจ้าเปล่าๆ?
ราชสำนักเหล่านี้ทั้งเสียดายทั้งใจฝ่อจริงๆ
คนในยุทธภพแม้แต่ฝันก็ยังฝันว่าได้ครอบครองศาสตราวุธคมกริบที่สามารถผ่าเหล็กได้เหมือนก้อนดิน เมื่อก่อนต้องฝันกลางวันถึงจะมีได้ ทุกวันนี้แค่มีเงินก็ได้แล้ว แค่ผูกสัมพันธ์กับที่ว่าการหรือแม่ทัพบู๊ผู้มีคุณูปการของแคว้นต่างๆ ตกลงราคากันให้เรียบร้อย
ฝ่ายหลังย้ายอาวุธตระกูลเซียนทั้งหลายออกไปข้างนอก ฝ่ายแรกจิตใจทะเยอทะยาน มือหนึ่งส่งเงินมือหนึ่งรับของ มีอาวุธเทพอยู่ในมือก็อยากจะสร้างลมคาวฝนเลือดขึ้นมาในยุทธภพ ผลคือเห็นหน้าศัตรูในยุทธภพก็เกิดตาแดงก่ำ ตีกันไปตีกันมาก็เริ่มรู้สึกผิดปกติ ข้ามี… เอ๊ะ เจ้าก็มีด้วยหรือ?
หลายปีมานี้ลูกหลานชนชั้นสูงของทางทิศใต้กี่มากน้อยที่อาศัยช่องทางนี้ร่ำรวยขึ้นมาฉับพลัน? เล่นสนุกกับสตรีบุปผางามแห่งหอนางโลมจะนับเป็นอะไรได้ เริ่มหันไปนอนกับแค่เทพธิดาบนภูเขาเท่านั้นแล้วด้วยซ้ำ
คงเป็นเพราะในประวัติศาสตร์มักจะมีเรื่องสกปรกวุ่นวายแบบนี้อยู่เสมอ เปลี่ยนคนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า เปลี่ยนโฉมหน้าใหม่เอี่ยม ทว่ามีสถานะและยศที่ไม่ต่างกัน จึงยังคงใช้วิธีการแบบเดิมไม่เคยเปลี่ยน
เฉาเกิงซินหันหน้าเข้าหากำแพง แอบดื่มเหล้าไปหนึ่งคำ ยกหลังมือเช็ดมุมปาก เขยาน้ำเต้าบรรจุเหล้าเปลือกสีม่วง เอ่ยว่า
“จำได้ว่าราชครูชุยเคยมีข้อสรุปอยู่ข้อหนึ่ง ความหมายคร่าวๆ ก็คือหากจะบอกว่าปัญญาชนใช้ภาษาในการทำให้กฎหมายวุ่นวาย จอมยุทธใช้กำลังละเมิดกฎ
ถ้าอย่างนั้นบนภูเขาก็ใช้วิชาเซียนสยบกำราบล่างภูเขา ชักนำโลกมนุษย์ ผู้ที่ฝึกบำเพ็ญตนก็จะไม่ได้เพียงแค่มองเมินอ๋องและโหว ไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตาเท่านั้น ความสัมพันธ์ของราชสำนักต้าหลีกับบนภูเขาทุกวันนี้เป็นเช่นนี้ ในอนาคตก็จะเป็นเช่นนี้ จะเป็นความสัมพันธ์กึ่งมิตรกึ่งศัตรูเช่นนั้นตลอดไป”
เฉาเกิงซินหัวเราะ
“แม่นางโจว เจ้ายังไม่เคยอยู่ในวงการขุนนางอย่างแท้จริง แล้วก็อ่านตำราประวัติศาสตร์มาไม่เยอะ ไม่ค่อยเข้าใจถึงข้อเสียของการที่กลุ่มปัญญาชนผูกขาดอำนาจการเมืองมาอย่างยาวนานผ่านเครือข่ายของทางตระกูลและเสียงวิพากษ์ของสังคม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร้ายแรงของการที่บรรดาเสมียนที่ทำงานเอกสารซึ่งอยู่ระดับล่างสุดของวงการขุนนางกลายมาเป็น ‘ตระกูลผู้มีอิทธิพล’ นี่ไม่ใช่กิจธุระในโลกมนุษย์ที่ห้าขอบเขตบนสี่ห้าคน หรือแม้กระทั่งผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานจะสามารถควบคุมดูแลได้
หากไม่ต้องทำสงครามได้แน่นอนว่าย่อมดีที่สุด ไม่ต้องฆ่าคน มีคนตายน้อยลง แต่อย่างไรก็ต้องตระหนักถึงสภาพบ้านเมืองในยามที่ไม่มีสงครามด้วย
เพราะสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดคือการบั่นทอนและทำลายจิตใจผู้คนอย่างเงียบงันโดยไม่รู้ตัว ภายในหน่วยงานราชการมีการสืบทอดพฤติกรรมและวิธีคิดเดิมๆ อย่างซ้ำซาก นอกวงราชการก็มีแนวโน้มความคิดของผู้คนที่ดำเนินมาต่อเนื่องยาวนาน เรื่องเหล่านี้ไม่อาจไม่พิจารณา ไม่อาจไม่เข้าไปจัดการ แต่ก็ไม่อาจจัดการอย่างเลื่อนลอย แทรกแซงเกินควร หรือจัดการอย่างสะเปะสะเปะไร้ทิศทาง”
สำหรับคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของการเป็นขุนนางประเภทนี้ โจวไห่จิงรู้สึกว่าจุดจืดน่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง นางจึงมักจะฟังเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวามาโดยตลอด
นางกำลังสังเกตแม่ทัพหญิงของต้าหลีที่องอาจเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาผู้นั้น หวงเหมยเซียนเองก็กำลังมองประเมินปรมาจารย์วิถีวรยุทธที่สร้างชื่อเสียงไว้ในเมืองหลวงต้าหลีผู้นี้เช่นกัน
เฉาเกิงซินพูดอยู่กับตัวเอง
“กองทัพชายแดนของแคว้นชิวที่แข็งนอกอ่อนใน รวมกันแล้วก็มีทหารเพียงไม่กี่หมื่นนายเท่านั้น และส่วนใหญ่ยังเป็นคนหนุ่มที่แทบไม่เคยฟันใคร แล้วก็ไม่เคยโดนฟันมาก่อน
แต่ราชวงศ์ต้าหลีนั้นกลับครอบครองแผ่นดินครึ่งหนึ่งของแจกันสมบัติทวีป ทุกวันต้องมีความสุขความทุกข์ การจากลาและการพบเจอของชาวบ้านกี่มากน้อยที่เกิดขึ้นและดับลง
ในช่วงเวลาที่พวกเรากำลังพูดคุยกันนี้ ในเมืองใหญ่ที่หนาแน่นไปด้วยผู้คน หมู่บ้านชนบท หรือชายฝั่งทะเล ต้องมีความผิดหวัง หรือแม้กระทั่งสิ้นหวัง กี่มากน้อยเกิดขึ้น หรือไม่ก็อาจจะยังมีความคาดหวัง รอคอยวันพรุ่งนี้ด้วยความหวังเล็กๆ”
โจวไห่จิงอึ้งตะลึง ปรมาจารย์ด้านวรยุทธที่มีชาติกำเนิดจากชาวประมง น่าจะถูกคำว่า “ชายฝั่งทะเล” นั้นทิ่มแทงจุดเจ็บปวดในหัวใจ
“ทั้งๆ ที่ทุกวันต้องเจอกับความลำบากขมขื่น แต่กลับยังรู้สึกว่าทุกเรื่องไม่มีความเกี่ยวข้องกับตน ดูท่าพวกเราก็ช่างทนกับความยากลำบากกันได้ดีจริงๆ”
เฉาเกิงซินยิ้มตาหยี
“แผ่นดินที่ราชครูชุยและกองทัพม้าเหล็กต้าหลียึดครองมาได้อย่างไม่ง่าย ผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานและผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางแค่ไม่กี่คนจะสามารถรักษาแผ่นดินนี้ไว้ได้หรือ?”
โจวไห่จิงจุ๊ปากพูดกลั้วหัวเราะ “บัณฑิตอย่างพวกเจ้าด่าคนล้วนไม่มีคำหยาบเลยนะ”
เฉาเกิงซินร้องเอ๊ะโต้กลับมา “เจ้าก็พูดเองแล้วว่า ‘พวกเรา’”
หวงเหมยเซียนหัวเราะอย่างรู้ทัน
เฉาเกิงซินพลันถามว่า “รองแม่ทัพหวง แม่นางโจว ศัตรูที่แท้จริงของต้าหลีพวกเราคือใคร?”
โจวไห่จิงถามว่า “แคว้นทั้งหลายทางทิศใต้ของแจกันสมบัติทวีป?” หรือว่าคายออกมาแล้วยังต้องเอากลับมากินอีก?
หวงเหมยเซียนกล่าว “คือเซียนซื่อของในทวีปที่ในเมื่อไม่ทำสงครามแล้วก็ได้สะสมความโกรธแค้นมายาวนาน ในที่สุดก็กลายมาเป็นศัตรูกัน?”
เฉาเกิงซินส่ายหน้า “มีแค่ตัวต้าหลีเองเท่านั้น”
หวงเหมยเซียนทำท่าครุ่นคิด เฉาเกิงซินยิ้มเอ่ย
“คำถามไม่ใช่คำถามที่ข้าถามเป็นคนแรกสุด และคำตอบก็ไม่ใช่ข้าที่เป็นคนตอบ”
VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!