ต่อให้ยิ่งขบคิดจะยิ่งมีโทสะ แต่ผู้ฝึกตนผีแซ่หม่าก็ยังไม่กล้าฉีกหน้ากับเฉินผิงอัน หากนักบัญชีที่ลึกลับตรงหน้าผู้นี้แทงตนให้ตายด้วยกระบี่เดียวก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งนัก สกัดคงคาเจินจวินหรือจะยินดีทวงความยุติธรรมจากลูกศิษย์คนเล็กกู้ช่านและ ‘เซียนกระบี่’ หนุ่มตรงหน้าผู้นี้เพื่อผู้ถวายงานระดับสองที่ไร้ชีวิตไปแล้วคนหนึ่ง? แต่ผู้ฝึกตนผีก็เป็นคนนิสัยดื้อดึง จึงตอบกลับไปว่า เขาเป็นผู้ฝึกตนผีที่กักดวงจิตพันธนาการวิญญาณก็จริง แต่คนที่มีผลเก็บเกี่ยวอุดมสมบูรณ์มากที่สุดกลับไม่ใช่เขา แต่เป็นอวี๋กุ้ยที่แต่งตั้งตัวเองเป็นราชาผีแห่งภูเขาและทะเลสาบซึ่งอยู่บนเกาะตะขอจันทร์อันเป็นหนึ่งในเกาะใต้อาณัติ ในฐานะแม่ทัพใหญ่อันดับหนึ่งภายใต้การปกครองของอดีตเจ้าเกาะตะขอจันทร์ เขาไม่เพียงแต่เป็นฝ่ายทรยศเกาะตะขอจันทร์ก่อน หลังจากนั้นยังติดตามสองอาจารย์และศิษย์อย่างสกัดคงคาเจินจวินกับกู้ช่าน ทุกครั้งที่สงครามปิดฉากลง เขาจะรับหน้าที่เป็นคนเก็บกวาดสถานที่ ตอนนี้เกาะเหมยเซียนที่หูเถียนจวินเป็นผู้ยึดครอง รวมไปถึงเกาะใหญ่อีกหลายแห่งซึ่งมีเกาะซู่หลินเป็นหนึ่งในนั้น ดวงวิญญาณของคนที่ตายไปในการต่อสู้ เจ็ดแปดในสิบส่วนล้วนถูกเขากับผู้ฝึกตนเซียนดินสำนักหยินหยางอีกคนหนึ่งที่เฝ้าพิทักษ์เกาะกาหยกแบ่งสรรปันส่วนกันจนหมดสิ้นแล้ว เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะไปแตะต้อง ได้แต่อาศัยการทุ่มเงินซื้อภูตผีบางส่วนที่ปราณหยินเข้มข้น ปราณกระดูกแข็งแรงมาจากพวกผู้ถวายงานอันดับต้นสองคนนี้ของเกาะชิงเสียเท่านั้น
บนโลกนี้ไม่มีการค้าใดที่นั่งลงพูดคุยกันไม่ได้ ถึงท้ายที่สุดแล้วก็ยังต้องดูว่าเงินที่ควักมากพอหรือไม่ มีความจริงใจเพียงพอหรือไม่ ใจเด็ดพอที่จะทุ่มเงินหรือไม่
สุดท้ายผู้ฝึกตนผีเอ่ยว่า ในเมื่อท่านเฉินให้ราคาโดยอิงตามขอบเขตสูงต่ำตอนที่วัตถุหยินและดวงวิญญาณเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ ก็ถือว่ายุติธรรมมากพอ แต่ถึงอย่างไรนี่ก็เกี่ยวพันกับเรื่องสำคัญบนมหามรรคาในการฝึกตนของตน ไม่ใช่เรื่องที่ว่าเห็นแก่หน้ากันหรือไม่ เว้นเสียจากว่าท่านเฉินสามารถทำเรื่องหนึ่งได้สำเร็จ เขาถึงจะยินดีรับปาก หลังจากนั้นเขาจะค่อยๆ คัดเลือกวัตถุหยินและภูตผีที่อยู่ในธงเรียกวิญญาณและในบ่อลมหยินออกมาให้ และนั่นจึงจะถือว่าได้เริ่มทำการค้ากันอย่างจริงจังแล้ว
เมื่อเฉินผิงอันฟังเรื่องที่อีกฝ่ายต้องการให้ทำก็พยักหน้าตอบรับ
ออกมาจากจวน ตอนที่เดินผ่านประตูเรือน เฉินผิงอันบอกลา ‘หญิงชรา’ คนเฝ้าประตูที่มีนามว่าหงซูผู้นั้นหนึ่งคำ
เฉินผิงอันกลับไปที่ประตูภูเขาเกาะชิงเสีย ไม่ได้กลับไปที่ห้อง แต่ไปที่ท่าเรือ พายเรือมุ่งหน้าไปยังเกาะจูไช
ได้พบกับหลิวจ้งรุ่นเจ้าเกาะ สตรีงดงามที่มีเรือนกายสูงใหญ่อวบอิ่มผู้นั้นอีกครั้ง
ที่แท้ผู้ฝึกตนผีแซ่หม่าก็มาจากแคว้นเดียวกับสตรีแต่งงานแล้วผู้นี้ เพียงแต่ว่าสถานะของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว คนหนึ่งคือป้าแท้ๆ ของฮ่องเต้น้อยองค์สุดท้าย คือสตรีที่มีอำนาจปกครองราชสำนัก ขาดก็แค่ไม่ได้ขึ้นครองราชย์ด้วยตัวเองเท่านั้น แต่อีกคนหนึ่งกลับเป็นแค่คนแบกอาหารในบรรดานักการของวังหลวง ส่วนเรื่องที่ว่าปีนั้นทั้งสองฝ่ายไปรู้จักกันได้อย่างไร เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ เฉินผิงอันไม่ได้ถามอย่างละเอียด ถึงอย่างไรการที่ผู้ฝึกตนผีสวามิภักดิ์ต่อหลิวจื้อเม่า เลือกเกาะชิงเสียเป็นสถานที่ก่อตั้งจวนของตัวเองก็เพื่อให้ได้ใกล้ชิดหลิวจ้งรุ่นเจ้าเกาะจูไชผู้นี้
เดิมทีวันนี้หลิวจ้งรุ่นที่เถียนหูจวินเอ่ยชมว่า ‘มีมาดองอาจดุจชายชาตรี’ คิดจะทำความดีชดใช้ความผิด เนื่องจากคราวก่อนไม่รู้ว่าตบะของนักบัญชีตรงหน้าลึกล้ำหรือตื้นเขิน ด้วยความระมัดระวังรอบคอบจึงเลือกจะปฏิเสธไม่ให้เฉินผิงอันขึ้นมาบนเกาะ ผลกลับกลายเป็นว่าเมื่อข่าวลือเรื่องการเข่นฆ่าที่เกาะอวิ๋นอวี่และนครอวิ๋นโหลวแพร่ออกมา หลิวจ้งรุ่นก็ให้รู้สึกเสียใจภายหลัง ด้วยตบะที่ลึกล้ำเกินจะคาดเดาของคนผู้นี้ เกรงว่าต่อให้ใช้กำลังของตัวเขาเองคนเดียว คิดจะทำให้คนบนเกาะจูไชบาดเจ็บล้มตายกันไปเกินครึ่งก็ยังไม่ยาก ดังนั้นนางจึงรีบให้คนไปส่งเทียบเชิญที่เกาะชิงเสีย เป็นฝ่ายเชื้อเชิญให้ท่านเฉินมาเป็นแขกที่หอไข่มุกของเกาะจูไช ถือเป็นการล้อมคอกหลังวัวหาย หลีกเลี่ยงไม่ให้นางหลิวจ้งรุ่นและเกาะจูไชกลายมาเป็นหนามตำใจของนักบัญชีท่านนั้น
เพียงแต่เมื่อหลิวจ้งรุ่นได้ยินว่าผู้ฝึกตนผีแซ่หม่าบนเกาะชิงเสียต้องการพบหน้านางสักครั้ง นางก็เปลี่ยนสีหน้าทันที ทิ้งเฉินผิงอันให้ยืนอยู่ตรงนั้น ตัวเองหมุนตัวกลับเดินขึ้นเขา พูดเสียงเย็นว่า “หากท่านเฉินอยากจะมาเที่ยวชมเกาะจูไช ข้าหลิวจ้งรุ่นย่อมต้องพาเที่ยวอย่างแน่นอน แต่หากจะมาทำหน้าที่เป็นคนช่วยพูดแทนเจ้าคนชั่วช้าที่ยังไม่เลิกคิดชั่วผู้นั้น ท่านเฉินมาทางไหนก็ขอเชิญกลับไปทางนั้นเถิด”
เฉินผิงอันจึงได้แต่พายเรือจากมา ไปหาอวี๋กุ้ยที่เรียกตัวเองว่าราชาผีแห่งภูเขาและทะเลสาบ เขาคือผู้ฝึกตนผีใหญ่ที่มีน้อยจนนับนิ้วได้ของทะเลสาบซูเจี่ยน ตบะโอสถทอง ไม่ใช่คนที่ผู้ฝึกตนผีแซ่หม่าซึ่งเป็นเพียงขอบเขตประตูมังกรจะเทียบเคียงได้
ตอนนี้เขายึดครองทั้งเกาะตะขอจันทร์ สถานะเท่าเทียมกับเถียนหูจวิน ต่างก็เป็นขุนนางใหญ่ในพื้นที่ศักดินาภายใต้การปกครองของหลิวจื้อเม่า เมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนผีแซ่หม่าที่ชื่อเสียงไม่โด่งดังและค่อยๆ เงียบหายไปตามกาลเวลาแล้ว อวี๋กุ้ยนั้นต้องเรียกว่าชื่อเสียงฉาวโฉ่กระฉ่อนไกล ยิ่งนานวันก็ยิ่งเลื่องลือไปทั้งทะเลสาบซูเจี่ยน เกาะตะขอจันทร์คือเกาะใหญ่ที่มีศักยภาพไม่ธรรมดา เจ้าเกาะที่เป็นโอสถทองเฒ่าก็ยิ่งเป็นพวกกระดูกแข็งที่ขึ้นชื่อว่าแทะได้ยาก แต่สุดท้ายกลับถูกอวี๋กุ้ยทรยศหักหลัง ทำลายค่ายกลภูเขาแม่น้ำของเกาะตะขอจันทร์ ทำให้หลิวจื้อเม่า กู้ช่านและหนีชิวน้อยฉวยโอกาสบุกเข้ามาได้ เปิดฉากเข่นฆ่าจนผู้ฝึกตนพันว่าคนบนเกาะตะขอจันทร์รับมือไม่ทัน คนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก อวี๋กุ้ยที่พรสวรรค์เลิศล้ำกลับกลายเป็นเศรษฐีภายในค่ำคืนเดียว เก็บรวบรวมดวงวิญญาณของผู้ฝึกตนห้าขอบเขตกลางมาเป็นจำนวนมาก แล้วใช้เวทลับเฉพาะค่อยๆ หล่อหลอมไปทีละดวง เล่าลือกันว่ามีความเป็นไปได้มากที่เขาจะกลายเป็นก่อกำเนิดที่เลื่อนขั้นใหม่คนถัดไปของทะเลสาบซูเจี่ยน อีกทั้งยังครอบครองภรรยาและบุตรสาวของอดีตเจ้าเกาะตะขอจันทร์ ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมามีชีวิตอย่างสุขสบายประดุจเทพเซียน แม้แต่หลิวจื้อเม่าก็ยังเคยสัพยอกในงานเลี้ยงฉลองของเกาะชิงเสียว่า อวี๋กุ้ยต่างหากถึงจะเป็นคนที่รู้จักเสวยสุขที่สุดในทะเลสาบซูเจี่ยน
กู้ช่านก็ยิ่งยกนิ้วโป้งให้คนผู้นี้ในงานเลี้ยงฉลอง นี่ทำให้อวี๋กุ้ยมีหน้ามีตาอย่างยิ่ง รีบลุกขึ้นดื่มคารวะกู้ช่านกลับถึงสามจอกใหญ่
ต้องรู้ว่ามารน้อยกู้ช่านที่ฝีมือร้ายกาจไร้ผู้ใดทัดเทียมแทบไม่เคยทำสีหน้าดีๆ ให้ผู้ถวายงานคนใดได้เห็น
ตอนที่เรือจอดเทียบท่า เฉินผิงอันก็คีบยันต์ร่างจริงเทพท่องทิวาราตรีแผ่นนั้นออกมา เรียกหุ่นเชิดองค์เทพสองตนที่ฟูมฟักสติปัญญาเสี้ยวหนึ่งอยู่กลางหัวใจของยันต์ออกมา
แล้วก็เดินขึ้นเขาทั้งอย่างนี้
การกระทำของเขา สมกับเป็นทะเลสาบซูเจี่ยนอย่างมาก
ไม่ใช่นักบัญชีแห่งเกาะชิงเสียที่ไม่ว่ากับใครก็ล้วนเป็นมิตรผู้นั้นอีกต่อไป
ทำเอาอวี๋กุ้ยที่เดิมทียังคิดจะวางท่าตกใจจนต้องรีบออกมาต้อนรับแขกผู้ทรงเกียรติท่านนี้ด้วยตัวเอง
พอรู้ว่าท่านเฉินที่ทำท่าทางคล้ายจะเปิดศึกสังหารครั้งใหญ่บนเกาะตะขอจันทร์ผู้นี้แค่มาที่นี่เพื่อซื้อวัตถุหยินดวงวิญญาณที่ไม่มีความสำคัญเหล่านั้น อวี๋กุ้ยก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ขณะเดียวกันก็ยังไม่ลืมพูดถึงความยากลำบากมากล้นของตนกับนักบัญชีอ้อมๆ ยกตัวอย่างเช่นตนมีความแค้นอันลึกล้ำกับอดีตเจ้าเกาะตะขอจันทร์ที่สมควรโดนแทงเป็นพันครั้งผู้นั้นอย่างไร แล้วตนได้รับความอัปยศดูหมิ่นอย่างไรกว่าจะได้กลับมาครองรักกับอนุภรรยาคนหนึ่งที่ถูกเจ้าเฒ่าบ้ากามผู้นั้นรังแก
เฉินผิงอันรับฟังความทุกข์ที่ราชาผีแห่งภูเขาและทะเลสาบท่านนี้ระบายออกมาเงียบๆ รอจนกระทั่งแม้แต่ตัวอวี๋กุ้ยเองก็รู้สึกว่าไม่มีคำพูดอะไรให้เอามาพูดอีกแล้ว เฉินผิงอันถึงได้เริ่มทำการค้าวิญญาณหยินกับอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าอวี๋กุ้ยรู้สึกว่าตัวเองมีกิจการใหญ่โต หรือมีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลและใจกว้างมากกว่าหรือไม่ เขาถึงได้พูดง่ายกว่าผู้ฝึกตนผีแซ่หม่าแห่งเกาะชิงเสียอยู่มาก แทบจะยกวิญญาณและวัตถุหยินจำนวนมากที่สามจิตเจ็ดวิญญาณแทบไม่เหลืออยู่แล้วให้กับนักบัญชีท่านนั้นไปเปล่าๆ วัตถุหยินประเภทนี้ หากไม่เป็นเพราะอวี๋กุ้ยไม่ใช่ผู้ฝึกตนน้อยน่าสงสารที่ต้องไปตามหาภูตผีชั้นต่ำตามสุสานในชนบทและสุสานไร้ญาติเพื่อนำมาหลอมเป็นวัตถุแห่งชะตาชีวิตอยู่นานแล้ว ป่านนี้ก็คงถูกเขาหลอมจนหมดเกลี้ยงไปนานแล้ว ถึงอย่างไรขุนพลผีและราชาผีที่ระดับขั้นสูงยิ่งกว่าก็ยังจำเป็นต้องกินดวงวิญญาณกระจัดกระจายเหล่านี้เป็นอาหาร
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!