หลิวจื้อเม่าก็ได้นั่งบนบัลลังก์ของเจ้าแห่งยุทธภพเช่นนี้ เรียกได้ว่าไม่เปลืองแรงเป่าฝุ่นเลยแม้แต่น้อย (เปรียบเปรยว่าของกล้วยๆ ง่ายดายอย่างยิ่ง) ต้องรู้ว่าในบรรดาผู้ฝึกตนใหญ่ของเกาะใต้อาณัติสิบกว่าแห่งซึ่งรวมถึงหูเถียนจวินที่เป็นลูกศิษย์ของเขา ล้วนเตรียมพร้อมสำหรับสงครามนองเลือดเอาไว้แล้ว ท่ามกลางศึกที่ถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องอำมหิตไร้ปราณีนี้ ไม่ว่าใครก็อาจตายได้ แต่หลิวจื้อเม่าและกู้ช่านต้องไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน สำหรับเรื่องนี้ทุกคนรู้กันดีอยู่แก่ใจ แล้วก็ไม่มีคำบ่นคำตำหนิอะไรมากนัก แต่ความไม่พอใจก็อาจเลี่ยงไม่ได้ ทว่าสถานการณ์ใหญ่เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะไปบังคับกะเกณฑ์ได้
คาดว่าแม้แต่ยามหลับสกัดคงคาเจินจวินผู้นั้นก็คงยังหัวเราะเสียงดังกระมัง
เฉินผิงอันได้ยินข่าวนี้แล้วก็ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลาย
เรื่องบางเรื่องเขาพอจะเดาออก ยกตัวอย่างเช่นมีความเป็นไปได้มากว่าเกาะลี่ซู่อาจจะเป็นหมากของสกุลซ่งต้าหลี การที่เกาะชิงจ่งและเทียนหมู่บาดเจ็บสาหัสก็น่าจะเป็นวิธีการลงมืออย่างลับๆ ของราชครูชุยฉาน
ทว่าเรื่องบางเรื่องเฉินผิงอันเดาไม่ออก ยกตัวอย่างเช่นว่าราชวงศ์จูอิ๋งจะยังมีวิธีรับมือที่รออยู่ภายหลังหรือไม่ หากมี จะเป็นใคร ถึงเวลานั้นการโจมตีปานฟ้าผ่าที่หวังพลิกเปลี่ยนสถานการณ์จะพุ่งเป้าไปที่หลิวจื้อเม่า กู้ช่านหรือหนีชิวน้อย? หรือว่าจะยอมถอยห่างไปโดยตรง? ราชวงศ์จูอิ๋งที่ควันสงครามปะทุขึ้นตลอดทั้งแถบชายแดน อันที่จริงแม้แต่ตัวเองก็ยังแทบเอาตัวไม่รอดแล้ว พวกเขาจะเลือกสละพื้นที่ที่เป็นดั่งซี่โครงไก่อย่างทะเลสาบซูเจี่ยนนี้ไปเลยหรือไม่?
ไม่แน่ว่าแม้แต่อิทธิพลแฝงจากการที่ตนมาอยู่บนเกาะชิงเสียก็อาจจะอยู่ในแผนการของซิ่วหู่ผู้นั้นอยู่แล้ว นี่น่าจะเรียกว่าใช้สิ่งของทุกอย่างให้คุ้มค่าที่สุดกระมัง?
เฉินผิงอันแค่บอกกับกู้ช่านว่า ทางที่ดีที่สุดช่วงนี้อย่าออกไปไหนง่ายๆ ระวังราชวงศ์จูอิ๋งจะแว้งกัดอย่างคลุ้มคลั่ง
กู้ช่านพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม บอกว่าเรื่องนี้เขาย่อมคิดได้อยู่แล้ว และหลิวจื้อเม่าก็เอ่ยเตือนเขาเช่นกันว่าช่วงนี้อย่าได้หลงระเริง ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงที่ใครจัดขึ้นก็ไม่ต้องไปเข้าร่วม แค่ต้องรอสักสองสามเดือน ถึงเวลานั้นต่อให้จะไปฉี่รดหน้าประตูศาลบรรพจารย์ของเกาะชิงจ่งและเกาะเทียนหมู่ก็ยังไม่มีใครกล้าว่า ดังนั้นหลิวจื้อเม่าจึงระมัดระวังตัวมากเป็นพิเศษ แม้แต่งานเลี้ยงฉลองที่ตัวเองได้ขึ้นรับตำแหน่งก็ยังจงใจเลื่อนไปจัดช่วงฤดูใบไม้ผลิของปีหน้า กลัวก็แต่ว่าถึงเวลานั้นเมื่อเกาะชิงเสียเปิดค่ายกลใหญ่แห่งภูเขาและแม่น้ำแล้ว คนที่มาร่วมแสดงความยินดีมีทั้งปลาและมังกรปะปนกัน หากตอนนั้นมีใครจ้วงมีดแทงใส่เข้าจริงๆ เกาะชิงเสียก็คงต้องบาดเจ็บถึงกระดูกและเส้นเอ็น
ตอนนั้นเฉินผิงอันนั่งอยู่บนม้านั่งไม้ไผ่ตัวเล็กเคียงข้างกับกู้ช่าน พูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันอยู่พักหนึ่ง
ในฤดูหนาวเช่นนี้ นกที่บินผ่านทะเลสาบแทบจะไม่เคยปรากฏให้เห็น มีบ้างแค่บางครั้งเท่านั้น
นี่แสดงว่าหิมะน่าจะใกล้ตกแล้ว
หลังจากกู้ช่านกลับไป เฉินผิงอันก็เดินมาที่ท่าเรือ ครุ่นคิดอยู่กับตัวเองเงียบๆ
และยามพลบค่ำของวันนี้เอง
เฉินผิงอันที่นั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือพลันเงยหน้าขึ้น ก้าวเร็วๆ ไปหยุดอยู่ริมหน้าต่าง
เห็นเพียงว่านอกเกาะชิงเสียมีผู้ฝึกตนเฒ่าคนหนึ่งยืนอยู่กลางอากาศ เขาแค่นเสียงหยันกล่าวว่า “ข้าชื่อหลิวเหล่าเฉิง มาที่นี่เพื่อมาพบกู้ช่าน ใครที่ไม่เกี่ยวข้องจงไสหัวไปให้หมด ไม่อย่างนั้นหลังจบเรื่องใครที่ช่วยเก็บศพให้พวกเจ้าต้องตาย ตายจนกระทั่งไม่มีคนมาเก็บศพอีกต่อไป”
ไม่รอให้เสียงของถ้อยคำสุดท้ายจางหาย ผู้ฝึกตนเฒ่าก็โบกชายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ยันต์สีเหลืองที่ส่องประกายสีทองหลายแผ่นพุ่งออกไปเป็นเส้นโค้งติดต่อกัน สุดท้ายก่อตัวกลายเป็นวงกลมใหญ่วงหนึ่ง ราวกับว่าจะรัดคอเกาะชิงเสียทั้งเกาะเอาไว้
ข้างกายผู้ฝึกตนเฒ่ามีกายธรรมร่างทองสูงร้อยจั้งตนหนึ่งลอยขึ้นมา บนร่างสวมชุดเกราะวิเศษลักษณะประหลาดที่มีเปลวเพลิงสีดำลุกโชติช่วง มีหนึ่งถือขวานยักษ์ อีกมือหนึ่งถือตราประทับที่มีชื่อว่า ‘ตราประทับเทพวิญญาณเพลิงทอง’ คือหนึ่งในวัตถุแห่งชะตาชีวิตที่สำคัญที่สุดของหลิวเหล่าเฉิงผู้ฝึกตนห้าขอบเขตบน อยู่ในทะเลสาบซูเจี่ยนที่มีโชคชะตาน้ำอุดมสมบูรณ์ แต่ปีนั้นหลิวเหล่าเฉิงกลับสามารถใช้วัตถุแห่งชะตาชีวิตธาตุไฟชิ้นนี้สังหารผู้คนจนเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังระงมไปทั่วหลายเกาะ ศพของผู้ฝึกตนลอยเกลื่อนอยู่เหนือผิวทะเลสาบ
ยันต์ทำลายค่ายกลที่ระดับขั้นสูงอย่างถึงที่สุดเหล่านั้นหดอาณาเขตเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง ‘ฝังเลื่อม’ อยู่ในค่ายกลภูเขาและน้ำของเกาะชิงเสีย หลังจากที่ยันต์แต่ละแผ่นระเบิดดังปัง ค่ายกลใหญ่ปกป้องขุนเขาก็พังทลายจนเกิดรูโหว่ขนาดใหญ่จำนวนมาก หากไม่เป็นเพราะอาศัยแกนกลางของค่ายกลที่กักตุนเงินเทพเซียนกองโตเป็นภูเขา บวกกับเถียนหูจวินและเหล่าผู้ถวายงานคนสนิทหลายคนร่วมแรงร่วมใจกันปกป้องแซมแซมค่ายกลอย่างสุดชีวิต ค่ายกลแห่งนี้ก็อาจจะพังทลายลงมาในเสี้ยววินาที ทว่าต่อให้เป็นเช่นนั้น ตลอดทั้งเกาะก็ยังเริ่มแผ่นดินไหวภูเขาโยกคลอน ปราณวิญญาณซัดตลบวุ่นวาย
ผู้ฝึกตนเฒ่าที่หายตัวไปจากทะเลสาบซูเจี่ยนนานหลายปีท่านนี้ไม่คิดจะพูดอะไรที่เกินความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย
กายธรรมใหญ่ยักษ์ข้างกายหลิวเหล่าเฉิงเงื้อขวานจามลงไปทีเดียวก็ฟันผ่าให้ค่ายกลพิทักษ์เกาะชิงเสียที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งมิอาจทำลายแตกย่อยยับได้คาที่
จุดดำจุดหนึ่งพุ่งออกจากจวนชุนถิงมาเผยร่างจริงอยู่กลางอากาศ ก่อนจะกลายร่างเป็นเจียวหลงใหญ่ยักษ์ยาวสามร้อยกว่าจั้งที่พุ่งเข้าชนกายธรรมร่างทองของผู้ฝึกตนขอบเขตหยกดิบท่านนั้น
เจียวหลงพุ่งเข้ารัดพันกายธรรมร่างทองในเสี้ยววินาที แล้วพากันกระแทกลงไปในทะเลสาบซูเจี่ยน ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์โถมเทียมฟ้า
กายธรรมไม่ได้หงายหลังล้มตึงลงในน้ำ แต่สองเท้าปักตรึงอยู่ใต้ทะเลสาบ ร่างถอยกรูดไปด้านหลัง
เนื่องจากอยู่ใกล้กับเกาะชิงเสีย น้ำทะเลสาบของจุดนี้จึงไม่ถือว่าลึกมากนัก สองเท้าของกายธรรมร่างทองที่สวมเกราะวิเศษเปลวเพลิงหยัดยืนอยู่ใต้ทะเลสาบ น้ำทะเลสาบก็สูงเพียงแค่ช่วงเอวเท่านั้น
ตราประทับชิ้นหนึ่งกระแทกลงบนศีรษะของเจียวหลงอย่างแรง
แล้วก็ไม่ได้ดึงออก
กายธรรมตนนี้ตบกระแทกให้เจียวหลงที่เรือนกายใหญ่โตกว่ามันมากนักร่วงดิ่งลงไปในทะเลสาบ จากนั้นก็ยกเท้ากระทืบเข้าที่ศีรษะของอีกฝ่าย ตามด้วยเงื้อขวานฟันลงไป
หลิวเหล่าเฉิงหลุดหัวเราะพรืด
ได้รับเศษร่างทองแก้วใสชิ้นใหญ่มาขนาดนั้น ช่วงที่ผ่านมาตนก็ไม่ได้อยู่ว่างๆ คอขวดขอบเขตหยกดิบที่หยุดนิ่งมานานสองร้อยกว่าปี แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่เลื่อนขั้นเป็นขอบเขตเซียนเหริน แต่ก็อยู่ห่างอีกไม่ไกลแล้ว!
นอกจากนี้
เพื่อรับมือกับเจียวหลงขอบเขตก่อกำเนิดตัวนี้ เขายังทุ่มทุนทรัพย์ก้อนใหญ่ ควักเงินฝนธัญพืชถึงเก้าสิบเหรียญเต็มๆ เพื่อทำเรื่องที่ไม่คุ้มทุนอย่างยิ่งเรื่องหนึ่ง
นั่นก็คือเชิญให้ผู้ฝึกตนใหญ่ห้าขอบเขตบนท่านหนึ่งสลัก ‘ถ้อยคำที่แท้จริง’ ของลัทธิเต๋าอย่างประโยคว่า ‘ยิงเสือไม่โดน ย่อมเป็นเพราะฝีมือยิงธนูไม่เลิศล้ำ ฟันมังกรไม่ขาด ย่อมต้องลับดาบใหม่’ ไว้บนขวานเล่มนั้น!
ส่วนการที่เอาคำกล่าวว่า ‘ลับดาบ’ นี้มาใช้กับขวานยักษ์เล่มหนึ่งออกจะฟังดูชวนขันไปบ้าง ทว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่ส่งผลกระทบต่องานใหญ่ สำหรับผู้ฝึกตนอิสระแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเลยสักนิด
แค่ใช้ได้ผลก็พอแล้ว!
เลือดเนื้อปะปนกันจนแยกไม่ออก
น้ำในทะเลสาบซูเจี่ยนซัดตลบอย่างรุนแรง เดือดพล่านไม่หยุด เลือดสดที่พรั่งพรูออกมาจากบาดแผลของเจียวหลงส่งกลิ่นคาวตลบอบอวล
แต่ถึงอย่างไรเจียวหลงก็เป็นปีศาจใหญ่ที่ขึ้นชื่อว่ามีเรือนกายที่แข็งแกร่งทนทานที่สุด จึงไม่ถึงกับไร้เรี่ยวแรงให้ต่อสู้เสียเลย หลังจากพยายามดิ้นรนต่อสู้ก็สามารถทำให้กายธรรมร่างทองพลิกคว่ำคะมำหงายอยู่ในน้ำได้หลายครั้ง
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!