ในขณะที่เฉินผิงอันเดินออกจากยอดเขา ตรงไปที่ท่าเรือ พายเรือกลับเกาะชิงเสีย
หมัวมัววัยชราผู้นั้นก็เดินเข้ามาในเรือน มองหลิวจ้งรุ่นที่คล้ายจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วถามว่า “องค์หญิงใหญ่เชื่อใจคนต่างถิ่นที่เพิ่งมาอยู่ทะเลสาบซูเจี่ยนได้ไม่ถึงครึ่งปีคนนั้นจริงๆ หรือเจ้าคะ? แล้วนับประสาอะไรกับที่คนผู้นี้ยังเด็กถึงเพียงนี้ ต่อให้เป็นคนที่มีความคิดละเอียดรอบคอบ ทำอะไรมั่นคงเชื่อถือได้ แต่อายุน้อยก็หมายความว่ารากฐานตื้นเขิน นี่คือหลักการที่ไม่เคยแปรเปลี่ยนมานับแต่โบราณกาล ไม่อย่างนั้นปีนั้นเจ้าเศษสวะน้อยที่องค์หญิงใหญ่อุ้มส่งให้ขึ้นนั่งบัลลังก์มังกรด้วยมือของตัวเองจะอดทนข่มกลั้น แสร้งโง่แกล้งบ้ามานานหลายปีขนาดนั้นหรือ? แล้วยังเกือบจะถูกเจ้าเศษสวะน้อยนั่นทำเรื่องน่าสะอิดสะเอียนที่แม้แต่เจ้าผู้ฝึกกระบี่เซียนดินคนนั้นยังทำไม่ได้ ได้สำเร็จ?”
สีหน้าของหลิวจ้งรุ่นกลับคืนมาเป็นปกติ นางเอ่ยอย่างเฉยชาว่า “รู้หรือไม่ว่าคนแบบใดในใต้หล้าที่คู่ควรแก่การทำการค้าด้วยที่สุด?”
หญิงชราถาม “ขอองค์หญิงใหญ่โปรดชี้แนะ”
หลิวจ้งรุ่นลุกขึ้นยืน นางที่เรือนกายเพรียวบางมีพลังอำนาจอย่างเปี่ยมล้น สีหน้านิ่งสนิทราวผิวน้ำ กัดฟันกล่าวว่า “คนที่มีทั้งสามอย่างคือฉลาด ดีและมีขีดจำกัด หากเมื่อก่อนเจ้าเศษสวะน้อยนั่นไม่ถูกคนเป่าหูจนจงใจปฏิบัติตัวผิดทำนองคลองธรรม ความสามารถเพียงอย่างเดียวของเขาก็คือเป็นปรปักษ์กับข้า ทำให้คนในราชสำนักและคนในกองทัพต้องตายไปคนแล้วคนเล่าอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีคนแบบนี้ แคว้นของพวกเราจะต้องล่มสลายหรือ?!”
หญิงชราไม่วิจารณ์เรื่องในอดีตเหล่านี้ ต่อให้ออกมาจากวังหลวงแห่งนั้นหลายปีแล้ว นางก็ยังคงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนดขึ้นในวัง ไม่พูดในสิ่งที่ไม่สมควร ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
หญิงชราเพียงแค่กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า “องค์หญิงใหญ่ เอ่ยประโยคที่ไม่เคารพสักคำ การที่ท่านพูดอย่างนั้น และทำเรื่องอย่างนั้นกับเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมขนขึ้นไม่ครบผู้นั้น ช่างไร้ยางอายเหลือเกิน”
หลิวจ้งรุ่นวิ่งปรู๊ดออกไป ก้มหัวค้อมเอวกอดแขนของหญิงชราไว้เบาๆ พลางพูดออดอ้อน “ก็สนุกนี่นา แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว คราวหน้าไม่มีอีกแล้ว”
หญิงชราพยักหน้ารับ “อยู่ในเรือนลึกจึงเงียบเหงา นี่คือความกลัดกลุ้มเป็นทุกข์ของหญิงชาวบ้านร้านตลาด ตอนนี้องค์หญิงใหญ่คือเซียนดินโอสถทองแล้ว อย่าเกเรเหมือนตอนยังเป็นเด็กสาวอีกเลย อีกอย่าง วัวแก่กินหญ้าอ่อนก็ไม่ดี”
ใบหน้าของหลิวจ้งรุ่นแดงก่ำ ปล่อยแขนหญิงชรา หายเข้าไปในหอแสงอัญมณีไม่ยอมพบหน้าใครราวกับแง่งอน
พอหลิวจ้งรุ่นแอบไปหลบซ่อนตัว หญิงชราถึงได้คลี่ยิ้มออกมา เพียงแต่ครู่เดียวก็หุบยิ้ม
หญิงชรารู้ดีว่าหาใช่เพราะองค์หญิงใหญ่คิดอะไรกับคนหนุ่มผู้นั้น หรือตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรกเห็นจริงๆ แต่เป็นเพราะตอนนี้บนบ่าขององค์หญิงใหญ่มีแรงกดดันมากเกินไป อีกทั้งยังไม่มีคนที่สามารถพึ่งพาได้ ย่อมกระทำหรือพูดจาที่เกินเหมาะเกินควรไปบ้างอย่างเลี่ยงไม่ได้ ครึ่งปีมานี้ ภาชนะล้ำค่าในหอแสงอัญมณีที่ถูกขว้างแตกมีน้อยนักหรือ? และเมื่อแสงแห่งความหวังเสี้ยวหนึ่งโผล่ขึ้นมากะทันหัน ก็ยิ่งทำให้จิตใจของคนแกว่งไกว ทันใดนั้นความสุขและความทุกข์ทั้งหลายก็ยิ่งแสดงให้เห็นจิตใจและนิสัยอันดั้งเดิมของคนผู้นั้น ต่อให้เป็นเซียนดินโอสถทองก็ยังไม่ใช่ข้อยกเว้น
องค์หญิงใหญ่ที่นางเห็นอีกฝ่ายเติบโตมาผู้นี้ มีนิสัยซุกซนเกเร ไร้ขื่อไร้แปมาตั้งแต่เด็ก พวกหมัวมัวในวังที่สอนมารยาทให้กับนาง เวลาที่ต้องสั่งสอนอบรมองค์หญิงใหญ่ แต่ละคนปวดหัวกันไม่น้อย
และก็มีแต่นางที่อยู่เคียงข้างองค์ใหญ่มาโดยตลอด ทั้งสองฝ่ายมีชีวิตพึ่งพาอาศัยกันและกัน จนกระทั่งเดินมาถึงก้าวนี้
และการที่โอสถทองของนางเสื่อมโทรมใกล้จะแหลกสลาย ก็ได้กลายมาเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เกือบจะกดทับให้จิตใจขององค์หญิงใหญ่พังทลาย
ต้องมามองเห็นคนสนิทกลายเป็นกองกระดูกขาวโพลนคาตาตัวเอง คือความเจ็บปวดที่ผู้ฝึกตนเซียนดินทุกคนต้องเผชิญ
เกินครึ่งจะไม่ใช่คนรุ่นพ่อแม่ แต่เป็นอาจารย์และศิษย์ บ้างก็คู่รัก บ้างก็เป็นผู้ถ่ายทอดมรรคากับผู้ปกป้องมรรคา
ยิ่งสนิทกันเท่าไหร่ จิตมารก็ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น
ก็เหมือนกับหลิวเหล่าเฉิงที่ปีนั้นไปจากเกาะกงหลิ่ว
จำต้องลงมือสังหารคู่รักที่จิตมารเข้าแทรกด้วยมือของตนเอง
แม้จะไม่รู้ว่าเรื่องเล่าลือนี้เป็นจริงหรือเท็จ แต่นี่ก็เป็นข้อห้ามใหญ่อันดับหนึ่งของทะเลสาบซูเจี่ยน
แต่หมัวมัววัยชราผู้นี้กลับเชื่ออย่างสุดใจ
……
เฉินผิงอันกลับมาถึงเกาะชิงเสียก็เป็นยามพลบค่ำแล้ว
เขากลืนยาที่ตำหนักวารีเก็บซ่อนไว้เป็นความลับลงไปอีกหนึ่งเม็ด เฉินผิงอันหยิบพู่กันไผ่ม่วงด้ามหนึ่งขึ้นมา เป่าลมใส่หนึ่งครั้งแล้วเริ่มเขียนเรื่องราวที่รับรู้มาจากเกาะจูไชลงไป
การที่เขาสอบถามและขอความรู้เรื่องสถานการณ์ใหญ่ของสองแคว้นจากหลิวจ้งรุ่น ก็เพราะเขาต้องการเห็นเส้นที่สามที่ทะเลสาบซูเจี่ยนแห่งนี้ เรื่องราวที่เกิดขึ้น ห่างไกลจากตอนนี้มากที่สุด แต่มีความเป็นไปได้ว่าจะได้นำมาใช้ในอีกไม่นานนี้
เส้นแรกก่อนหน้านี้ก็คือกู้ช่านและผู้คนที่อยู่รอบกายเขาซึ่งซับซ้อนยากจะเข้าใจมากที่สุด
เส้นที่สองก็คือคู่พ่อลูกที่กลับมาพบกันอีกครั้งในนครอวิ๋นโหลวซึ่งง่ายดายและชัดเจนมากที่สุด
ความเป็นไปเป็นมา
เส้นสายเรื่องราว
นี่คือข้อสรุปที่ใหญ่ที่สุดที่เฉินผิงอันได้รับมาจากการย้อนทบทวนการเดินทางในพื้นที่มงคลดอกบัวของตัวเอง ได้เห็นผู้คนมากมายเรื่องราวหลากหลาย ข้าแค่ต้องพุ่งเข้าไปให้ตรงประเด็น โยนความดีความเลวทั้งหมดทิ้งไปชั่วคราว แค่สืบสาวดูว่าเหตุใดคนผู้นี้ถึงพูดอย่างนี้ ทำเรื่องนี้ มีความคิดเช่นนี้
หากเป็นเช่นนี้ ต่อให้ทุกคนล้วนเป็นเหมือนกระบี่ชือซินเล่มนั้น
ก็ล้วนสามารถถูกข้านำมาใช้ได้
แต่ท่ามกลางขั้นตอนอันยาวนานที่เปลืองแรงใจที่สุดนี้ เขาเฉินผิงอันจำเป็นต้องคิดให้มากกว่าเดิมและเดินให้ช้ากว่าในอดีต!
เฉินผิงอันหยุดเขียนชั่วคราว หยิบน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ที่วางไว้ด้านข้างขึ้นมาดื่มเหล้าหนึ่งอึกแล้ววางลง
สีหน้าของเขายิ่งอิดโรย ข้างแก้มซูบตอบ ถึงขั้นที่บนใบหน้าเริ่มมีหนวดขึ้นให้เห็นประปรายแล้ว ทว่าเมื่อเขาจับพู่กันเขียนตัวอักษร ดวงตากลับฉายประกายเจิดจ้า
……
บนยอดเขาของขุนเขาแห่งหนึ่งที่สูงตระหง่านโอฬารมากที่สุดของแผ่นดินกลาง
ผู้เฒ่าลัทธิขงจื๊อท่าทางยากจนคนหนึ่งกำลังนับนิ้วคำนวณพลางลูบหนวดนิ่วหน้า ปากก็บ่นพึมพำไปด้วย “แบบนี้ไม่ค่อยจะดีแล้ว”
องค์เทพเกราะทองร่างกำยำนั่งอยู่ห่างไปไม่ไกล กำลังก้มหน้าลงมองพื้นที่ในอาณาเขตที่กว้างขวางของตน “ในเมื่อสถานการณ์ไม่ดี อีกทั้งเจ้ายังมองไม่เห็นรูปธรรม เหตุใดไม่แอบกลับไปซะล่ะ? ถึงอย่างไรเจ้าก็ชอบทำเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ไม่มีใครรู้สึกแปลกใจหรอก แถมเจ้าก็หน้าหนา ต่อให้โดนเด็กรุ่นหลังในศาลบุ๋นชี้หน้าด่าก็ยังไม่สนใจ”
ซิ่วไฉเฒ่ามองค้อนใส่ “หุบปาก คุยกับเจ้าก็เหมือนคุยกับตาแก่ตงไห่ผู้นั้นนั่นแหละ สีซอให้ควายฟังแท้ๆ”
องค์เทพเกราะทองไม่ถือสา
หากเปลี่ยนมาเป็นผู้ฝึกตนที่ต่ำกว่าขอบเขตบินทะยานคนใดก็ตามที่กล้ามาสั่งให้องค์เทพ ‘สูงสุด’ แห่งภูเขาสุ้ยซานผู้อยู่เหนือเทพภูเขานับพันนับหมื่นของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางท่านนี้หุบปาก คาดว่าคงถูกผ่าซีกตายไปแล้ว
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!