เจิงเย่ตกใจจนเกือบจะวิ่งหนีกลับเข้าห้องไปซ่อนตัวอยู่ในโปงผ้าห่ม
กู้ช่านถาม “เจ้าก็คือเจิงเย่? มาจากเกาะเหมาเยว่?”
เหงื่อผุดซึมออกมาจากหน้าผากของเจิงเย่แล้ว
มารน้อยผู้นี้สร้างลมคาวฝนเลือดอยู่ในทะเลสาบซูเจี่ยนครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าเจิงเย่จะไม่เคยเห็นตัวจริงของอีกฝ่ายมาก่อน แค่เคยเห็นรูปโฉมของกู้ช่านจากรายงานของเกาะปุยหลิว แต่เนื้อหาที่อยู่ในรายงาน รวมไปถึงน้ำเสียงและสีหน้าท่าทางเวลาที่ผู้ฝึกตนเกาะเหมาเยว่พูดถึงกู้ช่านก็ล้วนทำให้เจิงเย่จดจำได้อย่างแม่นยำ เดิมทีนึกว่าชั่วชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสได้เจอกู้ช่านแล้ว และเจิงเย่ก็ไม่หวังให้ตัวเองได้พบเจอเขา เพราะหากจะมีโอกาสได้เจอก็คงเป็นไปได้มากว่าจะเป็นวันที่กู้ช่านพาหนีชิวใหญ่ตัวนั้นไปเหยียบย่ำเกาะเหมาเยว่ให้ราบเป็นหน้ากลอง
กู้ช่านกล่าวอย่างฉุนๆ “ที่แท้ก็เป็นคนโง่คนหนึ่ง”
เจิงเย่หรือจะกล้าโต้เถียง
แค่กู้ช่านไม่ตบกะโหลกตนให้แตกด้วยฝ่ามือเดียว เจิงเย่ก็แทบจะลงไปนั่งคุกเข่าขอบคุณแล้ว
บรรยากาศหนักอึ้งที่ทำให้เจิงเย่หายใจไม่ออกพลันหายวับไป
ที่แท้บุรุษชุดผ้าฝ้ายสีเขียวคนนั้นก็เดินมาที่หน้าประตู
เขาพูดกับกู้ช่านว่า “ตอนนี้ร่างกายเจ้าอ่อนแอ อยู่ในช่วงที่ทรุดโทรมง่ายมากที่สุด เมื่อเทียบกับชาวบ้านทั่วไปแล้ว ไอเย็นและเสนียดชั่วร้ายยังแทรกซอนเข้าสู่ช่องโพรงได้ง่ายกว่าเสียอีก รีบกลับไปพักรักษาตัวที่จวนชุนถิงซะ”
กู้ช่านพยักหน้ารับ มองเมล็ดแตงกองเล็กๆ ที่ยังเหลืออยู่กลางฝ่ามือแล้วยื่นมันส่งให้เฉินผิงอัน “ถ้าอย่างนั้นข้าไปแล้วนะ”
เฉินผิงอันรับเมล็ดแตงมา หยิบเมล็ดหนึ่งขึ้นมาแทะพลางพูดว่า “อีกเดี๋ยวหากถานเซวี่ยขึ้นฝั่งมาได้แล้ว เจ้าก็บอกให้นางมาหาข้าด้วย ข้ามีของจะมอบให้นาง”
กู้ช่านยิ้มกว้างสดใส “ได้เลย”
หลังจากกู้ช่านจากไป เฉินผิงอันก็ยื่นเมล็ดแตงส่งให้เจิงเย่ ฝ่ายหลังรีบส่ายหน้า
เฉินผิงอันหมุนตัวเดินไปหยิบม้านั่งในห้องมาส่งให้เจิงเย่ ส่วนตัวเองนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ที่กู้ช่านนั่งก่อนหน้านี้
เจิงเย่ขยับก้นนั่งลงบนม้านั่งอย่างกล้าๆ กลัวๆ ไม่รู้เลยว่าควรจะวางมือวางเท้าไว้ตรงไหน
เฉินผิงอันแทะเมล็ดแตงพลางยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เจ้าอาจจะต้องติดตามอยู่ข้างกายข้า เร็วสุดก็สองสามปี นานหน่อยก็เจ็ดแปดปี เป็นเรื่องที่บอกไม่ได้เหมือนกัน เวลาปกติเจ้าสามารถเรียกข้าว่าท่านเฉิน ไม่ใช่ว่าชื่อของข้าสูงส่งจนเรียกไม่ได้ เพียงแต่ว่าหากเจ้าเรียกแล้วจะไม่เหมาะสม ตอนนี้คนตลอดทั้งเกาะชิงเสียล้วนจับตามองมาที่นี่ เจ้าก็เป็นอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ไปนั่นแหละ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง ดูให้มากพูดให้น้อย ส่วนการลงมือทำ นอกจากเรื่องที่ข้ามอบหมายให้แล้ว ตอนนี้เจ้าอย่าเพิ่งทำอะไรมากนัก และทางที่ดีที่สุดก็ไม่ต้องทำอะไรให้มากความ หากตอนนี้ฟังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร”
เจิงเย่พยักหน้ารับเงียบๆ
เฉินผิงอันพลันถามขึ้นว่า “กลัวผีหรือไม่?”
เจิงเย่ทำท่าจะพูดแต่ก็หยุดไป
เฉินผิงอันจึงกล่าวว่า “เจิงเย่ ข้าจะพูดกับเจ้าอีกครั้ง มาอยู่กับข้า ไม่ต้องกลัวว่าจะพูดอะไรผิด ในใจคิดอะไรก็พูดออกมาอย่างนั้น”
เจิงเย่ถึงได้เอ่ยขึ้นว่า “ไม่กลัวผี ข้ามองเห็นสิ่งสกปรกมาตั้งแต่เด็ก ไปอยู่ที่เกาะเหมาเยว่กับอาจารย์ ที่นั่นก็มีศิษย์พี่ชายหญิงหลายคนเลี้ยงผีเอาไว้”
เฉินผิงอันถามชวนคุย “เกลียดอาจารย์เจ้าหรือไม่”
เจิงเย่เม้มปาก เงียบงันไปอีกครั้ง เด็กหนุ่มนิสัยซื่อๆ มีความเสียใจฉายชัดอยู่บนใบหน้า และยังมีความดื้อรั้นแฝงอยู่เสี้ยวหนึ่ง
เฉินผิงอันพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็รู้สึกเกลียด แต่ว่าเสียใจมากกว่า ใช่ไหม? อีกทั้งพอคิดไปคิดมาแล้วก็ดูเหมือนว่าจริงๆ แล้วอาจารย์ของเจ้าก็ไม่ได้เลวร้าย หากไม่เป็นเพราะเขา ไม่แน่ว่าเจ้าอาจต้องตายไปนานแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะกับอาจารย์หรือกับเกาะเหมาเยว่ เจ้าก็ยังคงยินดีจะมองพวกเขาเป็นญาติและบ้านของตัวเองที่แท้จริง”
เจิงเย่ก้มหน้าลง อืมรับหนึ่งที น้ำตาเอ่อคลอดวงตา พูดเสียงอู้อี้ว่า “ข้ารู้ว่าข้าโง่ ขอโทษนะ ท่านเฉิน วันหน้าข้าคงช่วยท่านไม่ได้มากนัก ไม่แน่ว่าอาจจะยังทำผิดพลาดบ่อยๆ ด้วย ถึงเวลานั้นท่านจะตีข้าด่าข้า ข้าก็ยอมรับ”
เฉินผิงอันแทะเมล็ดแตง ทอดสายตามองไปยังทิศไกล พูดเบาๆ ว่า “แบบนี้เรียกว่าโง่หรือ? ข้ากลับไม่คิดเช่นนั้น”
เจิงเย่มัวแต่เสียใจอยู่กับตัวเอง จึงได้ยินไม่ถนัดนัก แล้วก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคนที่นั่งอยู่ข้างกายตนคือผู้ถวายงานท่านหนึ่งของเกาะชิงเสีย ตนควรจะรับฟังคำพูดล้ำค่าดุจหยกดุจทองคำเหล่านั้นทุกคำไม่ให้ตกหล่น นี่ยิ่งทำให้เจิงเย่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เรื่อง สมควรถูกลงโทษแล้ว
เฉินผิงอันกล่าว “ข้าไม่ได้อยากตำหนิเจ้าหรอกนะ แต่เจิงเย่ เจ้าขี้ขลาดเกินไป นี่คือเรื่องจริง ตอนที่ข้าอายุเท่าเจ้าก็ถือว่าสามารถรับผิดชอบหน้าที่ด้วยตัวเองคนเดียวได้แล้ว เวลาเจอกับบุคคลยิ่งใหญ่ทั้งหลายก็ไม่เคยรู้สึกใจฝ่อกลัดกลุ้ม”
เฉินผิงอันแทะเมล็ดแตงเสร็จแล้วก็ใช้ฝ่ามือถูปลายคางที่เริ่มมีตอหนวด เอ่ยเย้ยหยันตัวเองว่า “พูดแบบนี้ออกจะหน้าไม่อายไปหน่อย อืม คราวหน้าเดี๋ยวไปที่เกาะไผ่ม่วงอีกสักรอบ แล้วก็ขอไม้ไผ่มาเพิ่มอีกสักลำ เอามาทำดาบไม้ไผ่ให้ตัวเองเสียเลย ยังมีเลียนแบบฉวีหวงที่ซื้อมาจากถนนวานรร่ำไห้เล่มนั้น พกดาบสลับกระบี่เลียนแบบลูกศิษย์ใหญ่เปิดขุนเขาของตัวเอง เอาไว้ขู่ให้คนกลัวก็น่าจะพอทำได้”
เจิงเย่ค่อนข้างจะความรู้สึกช้า จนป่านนี้เขาถึงพูดขึ้นว่า “ข้าหรือจะเปรียบเทียบกับท่านเฉินได้”
เฉินผิงอันหัวเราะ ลุกขึ้นยืน “รู้จักตัวอักษรไหม? หากรู้จักตัวอักษร ข้าจะถ่ายทอดเวทลับสองอย่างให้เจ้าก่อน ระดับขั้นไม่ถือว่าสูงมากนัก แต่หากฝึกสำเร็จก็ไม่มีทางด้อยกว่าวิชาที่เจ้าเคยฝึกบนเกาะเหมาเยว่แน่นอน”
เจิงเย่รีบลุกขึ้นตาม “รู้จัก ก็แค่มักจะถูกอาจารย์ด่าว่าโง่”
เฉินผิงอันหิ้วม้านั่งขึ้นมา กล่าวว่า “ไม่เป็นไร หากตรงไหนไม่เข้าใจก็ถามข้า”
เฉินผิงอันเดินข้ามธรณีประตู หันหน้ากลับมาก็เห็นว่าเจิงเย่เดินตามมาด้านหลังอย่างระมัดระวัง สองมือว่างเปล่า
เฉินผิงอันจึงเอ่ยอย่างระอาใจ “อาจารย์เจ้าด่าว่าเจ้าโง่ ข้าว่าเขาไม่ได้ใส่ร้ายเจ้าจริงๆ หิ้วม้านั่งมาด้วยสิ”
เจิงเย่พลันกระจ่างแจ้ง รีบหันตัววิ่งกลับไปหยิบม้านั่งไม้ไผ่มาทันที
เฉินผิงอันยิ้มอย่างชอบใจ
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!