ตอนนี้ใต้หล้าเปลี่ยวร้างยังไม่รู้ว่าบนหัวกำแพงเมืองปราณกระบี่ขาดใต้เท้าอิ่นกวานที่ผลงานการต่อสู้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไปคนหนึ่ง แต่กลับมีใต้เท้าอิ่นกวานคนใหม่ที่ขอบเขตต่าที่สุดในประวัติศาสตร์เพิ่มมาอีกคนแล้ว
หรือต่อให้รู้ คาดว่าก็คงแค่มองเป็นเรื่องตลกที่ใหญ่เทียมฟ้าเท่านั้น
ในความเป็นจริงแล้ว ต่อให้เป็นทางฝั่งของกำแพงเมืองปราณกระบี่เองก็ยังไม่มีใครเห็นเป็นจริงเป็นจังมากนัก โดยเฉพาะพวกเซียนกระบี่ที่รู้สึกว่านี่ก็คงเป็นแค่การกระทำแบบ ‘ไม่คิดอะไรมาก’ อีกครั้งหนึ่งของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสเท่านั้น
อิ่นกวานคนใหม่เข้ารับตำแหน่งไฟแรงโชติช่วง หลังจากเฉินผิงอันนั่งลงแล้วก็ทำเรื่องสามเรื่องที่ไม่มากไม่น้อยเกินไป
สายอิ่นกวานมีจวนส่วนตัวสองหลังที่ต่างก็อยู่นอกเมือง แห่งหนึ่งคือหลบร้อน อีกแห่งหนึ่งคือหลบหนาว เอกสารคดีลับทั้งหมดที่เก็บไว้ในช่วงเวลาร้อยปีล้วนถูกย้ายมาที่ทางเดินม้าแห่งนี้ กองทับกันเป็นชั้นๆ วางไว้ด้านหลังเฉินผิงอันเหมือนภูเขา ลูกหนึ่ง
ใต้เท้าอิ่นกวานคนก่อนทั้งไม่ได้นำแผ่นหยกที่สลักสองคำว่า ‘อิ่นกวาน’ ชิ้นนั้นไป แล้วก็ไม่ได้ทำลายห้องเก็บเอกสารที่สืบทอดมานานเป็นพันปี
นอกจาก ‘ภูเขาที่พึ่ง’ ที่อยู่ด้านหลังเฉินผิงอันลูกนี้แล้ว เฉินผิงอันยังบอกให้คนย้ายสมบัติหนักตระกูลเซียนอีกชิ้นหนึ่งมาด้วย นั่นคือห้องกระบี่
กระบี่บินส่งข่าวสองเล่มที่คนของหอกระบี่สร้างขึ้นเพื่อผู้ฝึกกระบี่สายอิ่นกวานโดยเฉพาะ ภายใต้ข้อเรียกร้องของเฉินผิงอัน เขาได้ขอให้อาจารย์กระบี่ของหอกระบี่สลักชื่อของทุกคนลงไป
เฉินผิงอัน หมี่อวี้ ผังหยวนจี้ ต่งปู้เต๋อ กู้เจี้ยนหลง หวังซินสุ่ย กวอจู๋จิ่ว หลินจวินปี้ เติ้งเหลียง ซ่งเกาหยวน เฉากุ่น เสวียนเซิน
นี่ก็คือผู้ฝึกกระบี่สายอิ่นกวานทั้งหมดในตอนนี้แล้ว
เพียงแต่ว่ากระบี่บินสองเล่มที่เป็นของเฉินผิงอันแค่สลักสองคำว่าอิ่นกวาน มิใช่ชื่อของเฉินผิงอัน
เรื่องที่สามก็คือ เฉินผิงอันพูดเข้าประเด็นกับผู้ฝึกกระบี่ ‘ใต้บังคับบัญชา’ ทุกท่าน เอ่ยถ้อยคำที่เปิดเผยตรงไปตรงมาอย่างถึงที่สุดว่า “ทุกท่าน ซึ่งรวมถึงตัวข้าเอง รวมแล้วมีสิบสองคน ผู้ฝึกกระบี่ที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นคนฉลาดกันทั้งสิ้น ก็น่าจะรู้ดีว่า ความเหมือนร่วมกันของพวกเราก็คือ ขอบเขตไม่ถือว่าสูง พลังพิฆาตของเวทกระบี่ เมื่อต้องอยู่ในศึกโจมตีและพิทักษ์คราวนี้ก็เรียกได้ว่าไม่มีค่าพอให้พูดถึง แต่หัวสมองของพวกเรานับว่ายังใช้งานได้ดี ไม่ว่าเจอกับเรื่องใด พวกเราก็ล้วนยินดีจะคิดให้ มากขึ้น จนกลายเป็นความเคยชินตามธรรมชาติ ความคิดของผู้ฝึกกระบี่ทั่วไปอาจวนอยู่กับเรื่องหนึ่งรอบหนึ่ง แต่พวกเราอาจวนอยู่หลายรอบ นี่เรียกว่าคุ้นเคยจนเกิดเป็นความชำนาญ การที่มอบสถานะคนของสายอิ่นกวานให้พวกเจ้าทุกคนก็คือการยอมรับที่ใหญ่ที่สุดที่มีต่อพวกเจ้า แต่นี่ไม่ใช่ชามข้าวเหล็ก คำแนะนำของพวกเราทุกคน โดยเฉพาะกลยุทธที่สามารถส่งผลต่อค่ายกลกระบี่ในแต่ละครั้งได้มากที่สุด จะต้องเกี่ยวพันไปถึงการออกกระบี่ของผู้ฝึกกระบี่ที่มีมากมายนับหมื่นคน หรือถึงขั้นที่ว่า อาจลากเอาชีวิตของผู้ฝึกกระบี่นับร้อยนับพัน กระทั่งชีวิตของคนในครอบครัว เซียนกระบี่มากมายมาเกี่ยวข้องด้วย ข้อเรียกร้องของข้ามีเพียงอย่างเดียว ทุกคน อุทิศตนทุ่มเทสุดชีวิตไปด้วยกัน พยายามให้คำเสนอแนะที่มีประโยชน์มากที่สุด หากข้าพบว่ามีคนจงใจแสร้งถ่วงเวลาในช่วงขั้นตอนใดก็ตาม สมองดูเหมือนจะ เฉลียวฉลาดแต่แท้จริงแล้วกลับใช้งานไม่ได้ ข้าจะขับไล่ออกจากสายอิ่นกวานโดยตรง ต่อให้หน้าพวกเจ้าจะมีค่ามากแค่ไหน ก็เทียบกับชีวิตของผู้ฝึกกระบี่ไม่ได้ เทียบกับกระบี่บินของพวกเขาไม่ได้”
“ดังนั้นนี่ไม่ใช่เรื่องผ่อนคลายอย่างแน่นอน ขอให้พวกเจ้าเตรียมใจกันให้ดี พวกเราจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบต่อทุกคนที่รบตายไป ปัญหายากที่ใหญ่ยิ่งกว่านั้นอยู่ที่พวกผู้ฝึกกระบี่ที่อยู่ไม่สู้ตาย หรือไม่ก็คนที่ญาติหรือสหายรบตายไป ไม่แน่ว่าอาจเกิดใจอาฆาตแค้นต่อผู้ฝึกกระบี่เศษสวะที่ดีแต่ขยับปากอย่างพวกเรา สิบสองคน พวกเขาเกลียดแค้นพวกเราก็เป็นอารมณ์ปกติของมนุษย์ พวกเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่ตัวพวกเจ้าเองห้ามเกิดความผิดหวังต่อเรื่องนี้ ห้ามให้ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นแม้แต่น้อย หากมีใครเกิดความเคียดแค้นอยู่ในใจเพราะสาเหตุนี้ แล้วจงใจ ก่อเรื่อง หากข้าจับได้ก็จะให้เซียนกระบี่หมี่อวี้ออกกระบี่สังหารคนผู้นั้นโดยตรง ข้าไม่ฟังคำอธิบาย หากข้าสงสัยใคร คนคนนั้นก็ต้องตาย ดังนั้นสุดท้ายนี้ข้าจึงมีคำถามสุดท้าย ใครอยากจะออกไปจากสายอิ่นกวาน? ออกไปตอนนี้ยังทัน ไม่อย่างนั้นแทนที่จะวางอุบายปัดแข้งปัดขา แข่งกันเรื่องกลอุบายลึกล้ากับข้าเฉินผิงอัน ก็ไม่สู้ ทำอะไรเรียบง่าย ออกจากหัวกำแพงไปสังหารปีศาจดีกว่า คว้าคุณความชอบมาได้เท่าไรก็เท่านั้น ถึงอย่างไรก็ดีกว่าผลาญเวลาอย่างเปล่าประโยชน์อยู่ที่นี่แล้วต้องตาย ทำร้ายทั้งตัวเองและผู้อื่น”
ผู้ฝึกกระบี่อีกสิบเอ็ดคนที่เหลือเงียบงันไม่เอ่ยคำใด ทว่าสายตาของแต่ละคน แน่วแน่หนักแน่น
เฉินผิงอันพยักหน้า “ดีมาก แม้แต่ผู้ฝึกกระบี่เด็กหนุ่มที่มีความหวังบนมหามรรคาอย่างจวินปี้ก็ยังไม่มีความลังเลใดๆ กล้าเอามหามรรคาและชีวิตมาเดิมพันอยู่ที่นี่ ข้ารู้สึกว่าจิตใจเขาใช้ได้เลย”
หลินจวินปี้พลันรู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนพรมเข็ม
เจ้าเฉินผิงอันผู้นี้คงไม่ได้ใช้งานส่วนรวมมาแก้แค้นส่วนตัวกระมัง?
เฉินผิงอันหรี่ตาลง สายตาไล่ไปตามใบหน้าของผู้ฝึกกระบี่แต่ละคนพลางเอ่ย เนิบช้าว่า “พวกเรานั่งอยู่ที่นี่ ไม่ใช่การฝึกตนอีกต่อไป ยิ่งไม่ใช่การหลอมกระบี่ แค่มาช่วยกำแพงเมืองปราณกระบี่ทำการค้าครั้งที่ใหญ่ที่สุดกับพวกสัตว์เดรัจฉานของ ใต้หล้าเปลี่ยวร้างเท่านั้น พวกเราต้องทำการค้าที่ได้ผลกำไรเป็นกอบเป็นกำให้กับ ผู้ฝึกกระบี่หลายหมื่นคนของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ต้องใช้ชีวิตที่น้อยที่สุดของฝั่งตัวเองไปแลกชีวิตที่มากที่สุดของฝ่ายศัตรู! ทุกท่าน โอกาสเช่นนี้ ชั่วชีวิตนี้อาจไม่มี อีกแล้ว ไม่ว่าในอนาคตโชควาสนาของพวกเจ้าจะลึกล้าแค่ไหน จะได้เดินขึ้นไปยังจุดสูงสุดของมหามรรคา กลายเป็นเซียนเหริน กลายเป็นขอบเขตบินทะยาน จากนั้น ก็ปลดภาระลาจากโลกนี้ไป กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ก็ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะไม่มีโอกาสเช่นนี้อีก ต่อให้พวกเจ้าจะกลายเป็นเจ้าประมุขของสำนักหนึ่งในใต้หล้าไพศาล มีผู้ฝึกกระบี่ในสำนักมากมายดุจก้อนเมฆ แต่เจ้าจะสามารถเรียกใช้เซียนกระบี่ ให้พวกเขาออกกระบี่เพื่อเจ้า ยอมกระโจนเข้าหาความตายอย่างห้าวหาญด้วยความยินยอมพร้อมใจได้อีกหรือ?! ต้องเห็นค่าและทะนุถนอมโอกาสที่อยู่ตรงหน้าให้ดี เพราะนี่คือวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ต่อให้จะผ่านไปหมื่นปี เกินหมื่นปี ในใต้หล้าทั้งหลายนี้ก็มีเพียงพวกเจ้าและข้าสิบสองคนเท่านั้นที่สามารถทำได้!”
กวอจู๋จิ่วที่นั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะสายตาเด็ดเดี่ยว นางพลันกุมหมัดคารวะ แต่กลับไม่ได้เอ่ยอะไร
ต่งปู้เต๋อเองก็กุมหมัดแล้วชูขึ้นสูงด้วยสีหน้าสดใสมีชีวิตชีวา
ทุกคนที่เหลือซึ่งมีหลินจวินปี้ กู้เจี้ยนหลงและหวังซินสุ่ยเป็นหนึ่งในนั้น แม้แต่เซียนกระบี่หมี่อวี้ก็ยังพากันกุมหมัด
พวกผู้ฝึกกระบี่อายุน้อยต่างทวีปต่างถิ่นก็ยิ่งเกิดความฮึกเหิม
คนต่างถิ่นที่กล้ามาฝึกกระบี่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่แห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อศึกใหญ่ผ่านไปแล้วก็ยังออกกระบี่ไม่ยอมไปไหน ยิ่งเป็นผู้ฝึกกระบี่ที่อายุน้อยเท่าไร จิตแห่งกระบี่ก็ยิ่งสูงและบริสุทธิ์มากเท่านั้น!
เฉินผิงอันกล่าว “ไม่ต้องรีบร้อนออกคำสั่งให้แก่ทางกำแพงเมืองปราณกระบี่ พวกเรามาทำความเข้าใจกับสนามรบของทั้งสองฝ่ายกันก่อน พวกเจ้าทำตามที่ หลินจวินปี้แจกจ่ายงานไว้ก่อนหน้านี้ ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง อีกครึ่งชั่วยามข้าจะตัดสินใจอีกที”
สำหรับเฉินผิงอันแล้ว แผนการนั้นของหลินจวินปี้หยาบเกินไป แต่นี่ก็คือผลลัพธ์จากสติปัญญาอันเฉียบไวที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของหลินจวินปี้ จึงมิอาจเรียกร้องมากกว่านี้ได้อีกแล้ว เพียงแต่ว่าอีกครึ่งชั่วยามให้หลัง หรือควรจะ พูดว่าต่อจากนี้เป็นต้นไป กำแพงเมืองปราณกระบี่จะต้องรับมือกับการรวมกำลังระดมความคิดหากลยุทธของกระโจมทัพหกสิบแห่งของใต้หล้าเปลี่ยวร้างไปแบบนี้ เฉินผิงอันก็ไม่รู้สึกว่าสายอิ่นกวานของตนจะมีโอกาสชนะแม้แต่น้อย
เฉินผิงอันเริ่มเปิดอ่านเอกสารคดีเก่าๆ ของสายอิ่นกวาน เขาอ่านเร็วมาก ข้างมือยังมีสมุดที่ด้านในเป็นเพียงกระดาษเปล่าอยู่อีกสิบกว่าเล่ม พออ่านเจอประเด็นสำคัญก็จะคัดลอกลงไป ขณะเดียวกันหางตาก็คอยเหลือบมองไปยังสนามรบบนม้วนภาพวาด แล้วค่อยมองประเมินการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าเล็กๆ น้อยๆ ของคนอีก สิบเอ็ดคน
ตัวอักษรเล็กบอบบางงดงาม เป็นลายมือของเซียนกระบี่จู๋อาน
ตวัดลายเส้นเฉียบคม กลับเป็นลายมือของลั่วซานเซียนกระบี่หญิงคนนั้น
ช่างสมกับคำว่าเห็นอักษรเหมือนเห็นหน้าจริงๆ
เนื้อหากระชับเรียบง่าย สะอาดหมดจด แน่นอนว่าหาข้อข้อตำหนิใดๆ ไม่พบ
ต่อให้เซียนกระบี่ทั้งสามท่านจะทรยศออกจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ แต่หากพูดถึงแค่เรื่องของการบันทึกเอกสารลับนี้ อันที่จริงก็ยังเรียกได้ว่าทำสุดความสามารถในหน้าที่แล้ว
หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งยามตามที่กำหนดไว้ เฉินผิงอันถือพัดที่หุบไว้ ไม่คิดจะคลี่ออก เพียงแค่ยกขึ้นเบาๆ แล้วตีลงบนโต๊ะหนักๆ หนึ่งที “จับตามองสนามรบต่อไป แต่แบ่งสมาธิมาฟังคำพูดของข้า นับแต่บัดนี้ไป ทุกคนต้องทำเรื่องสามเรื่องควบคู่ กันไป เรื่องแรกคืองานหลัก ทุกคนจำเป็นต้องจับตามองม้วนภาพอย่าให้คลาดสายตา เรื่องที่สอง ทุกคนเริ่มยกพู่กันขึ้นมาจดบันทึกเพื่อสะดวกให้ผู้อื่นอ่าน หากมีความจำเป็นก็สามารถขอดูบันทึกของคนอื่นได้โดยตรง เพื่อเอามาเป็นเอกสารอ้างอิง เรื่องที่สามคือปล่อยกระบี่บินส่งข่าวไปให้สนามรบแต่ละแห่งในบางช่วงเวลา”
เฉินผิงอันเอ่ยต่อ “พูดถึงข้อที่สามก่อน กระบี่บินของหอกระบี่สายอิ่นกวาน มีความเร็วอย่างถึงที่สุด นอกจากกลยุทธใหญ่บางอย่างที่ข้าจะเป็นคนส่งข่าวให้แก่ ผู้ฝึกกระบี่ทุกท่านแล้ว การปรับเปลี่ยนค่ายกลกระบี่เล็กๆ น้อยๆ ส่วนที่เหลือ พวกเจ้าต่างก็มีหน้าที่เป็นของตัวเอง หนึ่งในนั้นคือหมี่อวี้ ต่งปู้เต๋อ กู้เจี้ยนหลง ที่รับผิดชอบส่งกระบี่บินไปให้แก่คนในพื้นที่ทั้งหมดของกำแพงเมืองปราณกระบี่ แบ่งตลอดทั้งกำแพงเมืองปราณกระบี่ออกเป็นสามอาณาเขตใหญ่อย่างซ้าย กลาง ขวา กวอจู๋จิ่ว หวังซินสุ่ยรับหน้าที่ส่งกระบี่บินไปแจ้งให้แก่เซียนกระบี่ห้าขอบเขตบนทุกท่าน”
ฟังมาถึงตรงนี้ หมี่อวี้ก็ขมวดคิ้ว เพราะนี่เหมือนจะไม่สมเหตุสมผล ตามหลักแล้วควรเป็นเขาที่รับหน้าที่ติดต่อกับเซียนกระบี่ท่านอื่นๆ
เฉินผิงอันอธิบายว่า “เซียนกระบี่หมี่อวี้ หากเป็นการพูดคุยระหว่างเซียนกระบี่กับเซียนกระบี่ เนื่องจากขอบเขตมีสูงมีต่ำ ในใจย่อมธรณีประตูกั้นขวาง ไม่บริสุทธิ์มากพอก็ง่ายที่จะเกิดปัญหาแทรกซ้อน โอกาสมากมายบนสนามรบมักจะผ่านเลยไปในเวลาเพียงเสี้ยววินาที หากลังเลหรือหยุดชะงัก โอกาสที่ว่าก็จะหายไป พูดอย่างนี้ พอจะเข้าใจหรือไม่?”
หมี่อวี้พยักหน้ารับ
ในความเป็นจริงแล้วใต้เท้าอิ่นกวานท่านนี้นับว่าพูดจาเกรงใจกันมากแล้ว คำพูดบางอย่างที่ไม่ได้เอ่ยออกมามีเหตุผลยิ่งกว่านี้เสียอีก ยกตัวอย่างเช่นภาพลักษณ์ ของเขาหมี่อวี้ในใจเซียนกระบี่ท่านอื่นๆ ของกำแพงเมืองปราณกระบี่นั้นย่ำแย่มาก
เมื่อเทียบกันแล้ว การที่ให้กวอจู๋จิ่วและหวังซินสุ่ยที่ขอบเขตต่าส่งกระบี่บินไป แจ้งข่าวแก่เซียนกระบี่กลับเป็นการทำตามหน้าที่ที่ตรงไปตรงมามากกว่า หากปล่อยให้เซียนกระบี่อย่างเขาหมี่อวี้ที่ขึ้นชื่อว่างามแต่เปลือกเป็นคนออกคำสั่ง กลับจะมีเซียนกระบี่จำนวนมากที่ไม่ยอมทำตาม
เฉินผิงอันพูดต่อว่า “วันหน้าหากมีข้อสงสัยแบบนี้ก็ถามมาตรงๆ ได้เลย หากสามารถพูดโน้มน้าวให้ข้าเปลี่ยนใจได้ย่อมดีที่สุด นอกจากนี้ผังหยวนจี้รับผิดชอบติดต่อกับทหารที่คอยสังเกตการณ์การศึกของสายอิ่นกวานเก่าและลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อที่คอยจดบันทึกคุณความชอบทางการทหาร จำนวนคนเหล่านี้ค่อนข้างน้อย ดังนั้น ผังหยวนจี้จึงรับผิดชอบผู้ฝึกกระบี่ของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางเพิ่มไปด้วย หลินจวินปี้รับผิดชอบส่งข่าวให้ผู้ฝึกกระบี่ของทักษินาตยทวีป เติ้งเหลียงติดต่อกับ ผู้ฝึกกระบี่ของอุตรกุรุทวีปทั้งหมด เกาซ่งหยวนส่งกระบี่บินไปให้ทวีปเกราะทอง เสวียนเซินรับผิดชอบหลิวเสียทวีป เฉากุ่นรับผิดชอบธวัลทวีป”
ผู้ฝึกกระบี่ที่อยู่ดีๆ ก็กลายมาเป็นคนของสายอิ่นกวานเหล่านี้ ส่วนใหญ่ล้วนถนัดในเรื่องการอนุมานจิตใจคน การคิดคำนวณ การวางแผนเล่นหมากล้อม ยกตัวอย่างเช่นหลินจวินปี้ เสวียนเซินที่ต่างก็เป็นนักเล่นระดับแคว้นอย่างสมชื่อ
หมี่อวี้มีคำถามอยู่จริงๆ เขาจึงถามใต้เท้าอิ่นกวานต่อหน้าทันที “ทำไมไม่ให้ ผู้ฝึกกระบี่ของแต่ละทวีปติดต่อผู้ฝึกกระบี่และเซียนกระบี่ของทวีปตัวเอง? แบบนั้นจะไม่ยิ่งราบรื่นกว่าหรอกหรือ?”
เฉินผิงอันย้อนถาม “พวกเติ้งเหลียงเป็นคนต่างถิ่น วิ่งมาที่กำแพงเมือง ปราณกระบี่ก็ไม่เพียงแต่เอาหัวผูกไว้ที่เข็มขัดเอาชีวิตมาเสี่ยงตาย เวลานี้ยังถูกลากให้เข้ามาเป็นผู้ฝึกกระบี่สายอิ่นกวานด้วย ต้องมาทำงานที่เหนื่อยแรงแต่ไม่ได้ผลประโยชน์ใดๆ แบบนี้ แล้วจะยังไม่ยอมให้พวกเขาได้กำไรเป็นความสัมพันธ์ควันธูปที่เพิ่มมานิดๆ หน่อยๆ อีกหรือ?”
ช่างพูดจาได้ตรงไปตรงมานัก
วางท่าของคนทำการค้าที่พูดจาภาษาการค้าอย่างชัดจน
หลินจวินปี้ยิ้มอย่างเข้าใจ
ผู้ฝึกกระบี่ของทวีปอื่นๆ รู้สึกเขินอายเล็กน้อย แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกปลาบปลื้มอย่างมากด้วย ซาบซึ้งใจในตัวของใต้เท้าอิ่นกวานท่านนี้เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
หากสามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้ ใครจะยินดีตาย? หากไม่ต้องตาย อีกทั้งยังมีชีวิตที่ ไม่ต้องละอายใจกับใคร ถ้าอย่างนั้นคิดเรื่องเส้นทางบนมหามรรคาในอนาคตให้ มากหน่อยก็สมเหตุสมผลตามหลักฟ้าดินดีแล้ว
หมี่อวี้ครุ่นคิดเล็กน้อยก็เข้าใจความเชื่อมโยงของเรื่องราวนี้ เซียนกระบี่ท่านนี้ ยิ้มอย่างจนใจ ยกมือกุมหมัดด้วยความกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ถือเป็นการแสดงออกว่าตัวเองเข้าใจ ไร้คำถามแล้ว
ผู้ฝึกกระบี่ในพื้นที่ของกำแพงเมืองปราณกระบี่รับผิดชอบส่งข่าวให้แก่ผู้ฝึกกระบี่ในพื้นที่ แต่การส่งข่าวกระบี่บินของคนต่างถิ่นซึ่งรวมหลินจวินปี้เป็นหนึ่งในนั้น กลับซ่อนแฝงความลี้ลับที่มีความพิถีพิถันข้อใหญ่ ยกตัวอย่างเช่นหลินจวินปี้ส่งข่าวให้กับทักษินาตยทวีปที่อยู่ทางทิศใต้ของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง เติ้งเหลียง ผู้ฝึกกระบี่ของธวัลทวีปที่อยู่ทางทิศเหนือรับผิดชอบส่งข่าวให้อุตรกุรุทวีปที่อยู่ทาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของใต้หล้าไพศาล ผู้ฝึกกระบี่คนอื่นๆ ก็เป็นเช่นนี้ การส่งข่าวกระบี่บินล้วนส่งให้กับทวีปใหญ่ที่เป็นเพื่อนบ้านกับของทวีปตัวเอง
ความสัมพันธ์ควันธูปที่เป็นเช่นนี้ก็เหมือนเรือข้ามฟากแต่ละลำ เจ้าของเรือข้ามฟากไม่ได้ทำเพื่อเหรียญทองแดงแม้แต่ครึ่งเหรียญ แต่กลับทำการค้าที่ยุติธรรมที่สุดใน ใต้หล้า ความสัมพันธ์ควันธูปที่ซื่อสัตย์จริงใจอย่างถึงที่สุดนี้ แน่นอนว่าต้องสืบเนื่องไปได้ยาวนาน สามารถติดอยู่ในใจอีกฝ่ายได้อย่างยืนยง ส่วนผู้ฝึกกระบี่ในทวีปเดียวกันกับคนต่างถิ่นทั้งหมด สำหรับผู้ฝึกกระบี่รุ่นเยาว์ที่ได้เลื่อนขั้นมาอยู่ในสายอิ่นกวานกลุ่มนี้ พวกเขาก็มองอีกฝ่ายสูงขึ้นอีกระดับหนึ่งมานานแล้ว แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องให้ใต้เท้าอิ่นกวานอย่างเฉินผิงอันช่วยปักบุปผาลงบนผ้าแพรให้กับพวกเติ้งเหลียน เสวียนเซินอีก
หลินจวินปี้คิดได้ตั้งแต่แรกแล้ว ในเมื่อผู้ฝึกกระบี่ต่างถิ่นที่อายุน้อยทั้งหลายสามารถถูกกำแพงเมืองปราณกระบี่เลือกตัวให้มาเป็นหนึ่งในสมาชิกของสายอิ่นกวาน ก็เหมือนอย่างที่เฉินผิงอันพูด ขอบเขตของพวกเขาอาจจะไม่สูง แต่กลับไม่มีสักคน ที่สมองไม่ดี แน่นอนว่าย่อมต้องคิดได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้นคนที่จำเป็นต้องถาม แท้จริงแล้วก็มีเพียงหมี่อวี้ขอบเขตหยกดิบที่ขอบเขตสูงที่สุดเท่านั้นจริงๆ
เฉินผิงอันยกสมุดปึกหนึ่งที่อยู่ข้างมือขึ้นมา มีมากสิบกว่าเล่ม ล้วนเขียนชื่อหนังสือไว้ทุกเล่ม “เรื่องที่สองต่อจากนี้ถึงจะเป็นเรื่องที่สำคัญในสำคัญอีกที พวกเจ้าจงฟังอย่างตั้งใจ”
เฉินผิงอันหยิบสมุดสองเล่มที่อยู่ด้านบนสุดขึ้นมา ชื่อหนังสือแบ่งออกเป็น ‘เจี่ยเปิ่นเล่มหลัก’ และ ‘เจี่ยเปิ่นเล่มรอง’ แล้วอธิบายว่า “สมุดสองเล่มนี้ แบ่งออกเป็นบันทึกชื่อแซ่ กระบี่บินแห่งชะตาชีวิต วิชาอภินิหารของกระบี่บินของเซียนกระบี่ห้าขอบเขตบนทางฝ่ายพวกเรา เล่มหลักเป็นของเซียนกระบี่จาก กำแพงเมืองปราณกระบี่ เล่มรองเป็นของเซียนกระบี่จากต่างถิ่น หน้าหนึ่งจะบันทึกเรื่องราวของคนคนเดียวเท่านั้น มุมขวาล่างของสมุดจะมีเลขหน้าระบุไว้ พวกเจ้าจงจดจำเซียนกระบี่และหน้าที่เป็นเนื้อหาของเขาไว้ให้ขึ้นใจ”
จากนั้นเฉินผิงอันก็วางสมุดสองเล่มลง แล้วไล่อธิบายการใช้งานของสมุดเล่มที่เหลือ
อี่เปิ่น จดบันทึกเกี่ยวกับปีศาจใหญ่ห้าขอบเขตบนทั้งหมดของใต้หล้าเปลี่ยวร้างที่เคยปรากฏตัวบนสนามรบ
มีสองเล่มคือเล่มหลักและเล่มรองเช่นกัน เล่มหลักนอกจากบันทึกข้อมูลของปีศาจใหญ่ยอดเขาที่ได้ครอบครองบัลลังก์สิบสี่แห่งในตำหนักอิงหลิงแล้ว ยังมี ปีศาจใหญ่ขอบเขตบินทะยาน ขอบเขตเซียนเหรินทั้งหมด รวมไปถึงผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบเผ่าปีศาจ
เล่มรองคือผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจขอบเขตหยกดิบทั้งหมดนอกเหนือจากผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบ
หากไม่รู้ชื่อแซ่ก็ตั้งชื่อให้ได้เลย เขียนรูปร่างหลังจากจำแลงร่างกลายเป็นมนุษย์ ลักษณะของร่างจริง สมบัติอาคมที่สำคัญ วิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิต รวมไปถึงอยู่ในสังกัดค่ายใดของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ออกรบร่วมกับใคร ยิ่งละเอียดเท่าไรก็ยิ่งดี
ปิ่งเปิ่น ไม่มีเล่มรอง
บันทึกผู้ฝึกกระบี่เซียนดินทุกคนฝั่งตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องคัดเลือกกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตที่เกิดมาก็เหมาะกับสนามรบออกมาเป็นพิเศษ ควรจะจับคู่กันอย่างไร สามารถสร้างผลลัพธ์เฉกเช่นการ ‘แต้มนัยน์ตามังกร’ เหมือนกับของคู่รักเซียนดิน คู่นั้นได้หรือไม่
เฉินผิงอันยังยกตัวอย่างอีกสองสามข้อ นั่นก็คือผู้ฝึกกระบี่ก่อกำเนิดอย่าง เฉิงเฉวียน ผู้ฝึกกระบี่เซียนดินที่เหมือนเซียนกระบี่ขอบเขตหยกดิบซึ่งมีความพิเศษอย่างอู๋เฉิงเพ่ย จำเป็นต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ
ติงเปิ่น บันทึกเผ่าปีศาจที่เป็นขอบเขตเซียนดินเช่นเดียวกัน
ระหว่างที่เฉินผิงอันอธิบายเกี่ยวกับสมุดเล่มนี้ น้ำเสียงของเขาเน้นหนักจริงจังอย่างมาก บอกว่าการที่ดึงเผ่าปีศาจขอบเขตนี้ออกมาโดยเฉพาะก็เพราะผู้ฝึกตน เผ่าปีศาจของใต้หล้าเปลี่ยวร้างกลุ่มนี้สมควรตายมากที่สุด อีกทั้งเมื่อเทียบกับ ปีศาจใหญ่แล้วก็ฆ่าได้ง่าย และในอดีตก็ง่ายที่ทางฝั่งกำแพงเมืองปราณกระบี่จะมองข้ามไม่สนใจ หรือควรจะพูดว่าไม่ให้ความสำคัญมากพอ อีกทั้งสงครามในอดีต ก็จำเป็นต้องให้บุคคลที่มีพลังการต่อสู้อันดับสูงๆ จับคู่เข่นฆ่ากันเองมากกว่า ถึงมีใจแต่ก็ไร้กำลัง ยากมากที่จะแบ่งสมาธิมาสนใจได้
แต่หากจะคิดคำนวณกันขึ้นมาจริงๆ สงครามในบางช่วง พลังสังหารของ สัตว์เดรัจฉานกลุ่มนี้อาจมองดูเหมือนไม่สะดุดตา ทว่าหากลองทบทวนกระดาน ไล่เรียงสถานการณ์รบทั้งหมดแบบย้อนกลับ ยิ่งสงครามครั้งหนึ่งยืดเยื้อไปนานเท่าไร พลังพิฆาตที่กองกำลังระดับกลางของใต้หล้าเปลี่ยวร้างมีต่อกำแพงเมืองปราณกระบี่ บางทีอาจน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจใหญ่บางตนด้วยซ้า
หากพูดตามคำของเฉินผิงอัน ก็คือฆ่าเผ่าปีศาจกลุ่มนี้ คุ้มค่ามากที่สุด การออกกระบี่ของเหล่าผู้อาวุโสเซียนกระบี่ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงเกินไป แล้วก็สามารถ ฉกฉวยผลงานการสู้รบที่ไม่ธรรมดามาได้ สะสมน้อยเป็นมาก ไม่ฆ่าก็เสียเปล่า
เห็นได้ชัดว่าให้ความสำคัญกับ ‘ติงเปิ่น’ เล่มนี้อย่างถึงที่สุด เขาถือในมือไว้นานมาก ไม่ยอมวางลงเสียที เวลานี้เอ่ยเสียงทุ้มหนักว่า “ดังนั้นติงเปิ่นเล่มนี้ หากพวกเราสามารถเขียนเค้าโครงที่ค่อนข้างจะละเอียดออกมาได้ อาศัยรายละเอียดที่แม่นยำอย่างถึงที่สุดมาอนุมานเรื่องราวที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็สามารถหันกลับไปเปิดอ่านเจี่ยเปิ่นเล่มหลักและเล่มรองใหม่อีกครั้ง แล้วเชิญพวกผู้อาวุโสที่มีพลังพิฆาตสูงสุด ออกกระบี่เร็วสุดมา ให้พวกเขาหาโอกาสสังหารผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจที่อยู่บนสมุดเล่มนี้ นี่คือแผนการที่เห็นผลทันตาที่สุดสำหรับสายอิ่นกวานของพวกเราตอนนี้ ดังนั้นทุกท่านลองตรองดูให้ดี ทุกนามแฝงทุกรายงานบนสมุดติงเปิ่นก็คือผลงานทางการศึกที่จริงแท้แน่นอนที่สุดของทุกท่าน!”
เสวียนเซินถาม “หากผู้อาวุโสเซียนกระบี่ต่างคนต่างมีเหตุผล ไม่ยอมออกกระบี่ล่ะ? หากกระบี่บินที่ส่งข่าวไปของพวกเราไม่ได้ผลด้วยเหมือนกัน จะทำอย่างไร? บนสนามรบ สองฝ่ายสะสมความอาฆาตแค้นกันมานานมากแล้ว ข้าแค่พูดถึง หมื่นหนึ่งที่อาจไม่คาดฝัน ถ้าหากเซียนกระบี่ฝ่ายพวกเราหมายหัวศัตรูคู่แค้น แล้วยืนกรานที่จะจับคู่ต่อสู้กับคนคนนั้นให้จงได้ ไม่ยินดีฟังคำสั่งของพวกเรา จะไม่กลายเป็นว่าพวกเราเกิดปัญหาภายในกันเองก่อนหรอกหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มบาง “มาดใหญ่เกินไป ไม่ยินดีจะย้ายรัง หรือไม่ก็ใช้เหตุผลว่า ไม่กล้าละจากหน้าที่โดยพลการมาปฏิเสธพวกเจ้าอย่างละมุนละม่อม หรือ เกิดสถานการณ์อย่างที่เจ้าเสวียนเซินเอ่ยถึง ทุกท่านก็เอาสถานะของผู้ฝึกกระบี่สาย อิ่นกวานออกมาใช้ นี่คือคำสั่งทหาร หากยังไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเรื่องเดิมก็ไม่ควร ทำซ้ำสาม หลังจากใช้กระบี่บินแจ้งข่าวไปเตือนเซียนกระบี่แล้วสองครั้ง ก็ไม่ต้องพูดกันให้เปลืองน้ำลายอีก ข้าย่อมจะเชิญเซียนกระบี่ที่มีมาดใหญ่ยิ่งกว่า พลังสังหารสูง ยิ่งกว่าไปขอร้องให้พวกเขาออกกระบี่เอง หากเชิญไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ขอร้อง!”
บรรยากาศเปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียดเล็กน้อย
แม้ว่าถ้อยคำของใต้เท้าอิ่นกวานที่อายุน้อยผู้นี้จะฟังดูเหมือนคำหยอกล้อ แต่ในความเป็นจริงแล้วต้องไม่ได้เป็นเรื่องที่ผ่อนคลายอะไรเลย
อดีตใต้เท้าอิ่นกวานคนก่อนก่อกบฏ มีสองเซียนกระบี่ติดตามไป โดยเฉพาะ อย่างยิ่งจั่วโย่วยังบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้ขวัญและกำลังใจของทางฝั่งกำแพงเมือง ปราณกระบี่ดิ่งฮวบลงเหว เป็นเรื่องจริงที่แม้แต่คนตาบอดก็ยังมองเห็น หากยัง เกิดเรื่องไม่คาดฝันอีกก็คงไม่ต่างจากการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง
เฉินผิงอันวางสมุดเล่มนั้นลง ยิ้มกล่าวว่า “แต่ละคนมัวมองข้าอยู่ทำไม ใต้เท้า อิ่นกวานผู้ยิ่งใหญ่ต้องคอยวิ่งไปส่งข่าวด้วยตัวเอง เข้าท่าหรือ? ข้าขายหน้ายัง ไม่นับเป็นอะไรได้ แต่หากทุกท่านต้องขายหน้า มโนธรรมในใจข้าคงไม่สงบ ถูกหรือไม่ พี่กู้? นี่ใช่คำพูดที่มีความเป็นธรรมไหม?”
กู้เจี้ยนหลงพยักหน้ารัวๆ ราวไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก
เฉินผิงอันหุบยิ้ม “ตอนนี้พวกเจ้าคงยังไม่รู้ถึงน้ำหนักของสี่คำว่า ‘สายของอิ่นกวาน’ อยู่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ก็คือสี่คำนี้นี่แหละที่ตัดสินเป็นตายของคนได้โดยไม่ต้องมีเหตุผล!”
เฉินผิงอันเอ่ย “ในใจคลางแคลง ไม่เป็นไร สามารถรอดูไปได้เลย ถึงอย่างไร ข้าก็ไม่กลัวที่จะเอาหัวของเซียนกระบี่ท่านหนึ่งมาพิสูจน์จริงเท็จของเรื่องนี้อยู่แล้ว ส่วนพวกเจ้า มัวมากังวลกับเรื่องพวกนี้ทำไม? ฟ้าถล่มลงมา ลำพังเพียงแค่สิบสองคนในสายอิ่นกวานพวกเรา แน่นอนว่าใครที่เป็นอิ่นกวาน คนนั้นก็ต้องแบกรับเอาไว้”
เฉินผิงอันหยิบสมุดว่างเปล่าเล่มใหม่สุดขึ้นมา ก็คือ ‘อู้เปิ่น’ ซึ่งตามหลังติงเปิ่น
อู้เปิ่น บันทึกสถานการณ์ของสงครามสามครั้งก่อน กลยุทธโจมตีเมืองของ ใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ทุกเรื่องต้องลงบันทึกอย่างละเอียด การกระจายตัวของกองกำลังทหาร สนามรบเล็กๆ หกสิบแห่งของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ความเร็วในการผลัดเปลี่ยนโยกย้ายกองกำลัง ลักษณะของการโจมตีเมืองคงความหนักแน่นอยู่ตลอดเวลา หรือว่ามักจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์อยู่เสมอ ล้วนต้องบันทึกลงในสมุดให้หมด
นี่จึงเป็นเหตุให้สมุดเล่มนี้จะต้องหนามากอย่างแน่นอน อีกทั้งเนื้อหาด้านในจะต้องมีการเพิ่มเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ
จี่เปิ่น
เขียนผลได้ผลเสียทั้งหมดของผู้ฝึกกระบี่สิบสองท่านในสายอิ่นกวาน ทุกเรื่องต้องถูกบันทึกลงในสมุดเล่มนี้อย่างไม่มีตกหล่น
นี่คือสมุดบันทึกคุณความชอบเล่มหนึ่ง แล้วก็เป็นตำราถามใจเล่มหนึ่ง
คนที่เขียนมีเพียงคนเดียว แน่นอนว่าต้องเป็นเฉินผิงอันใต้เท้าอิ่นกวานคนใหม่ และผู้ที่สามารถเปิดตำราเล่มนี้ได้ก็มีเพียงเฉินผิงอันเท่านั้น
เกิงเปิ่น
บันทึกชื่อของผู้ฝึกกระบี่ทุกคนของกำแพงเมืองปราณกระบี่ที่รบตาย หรือไม่ก็กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตที่ถูกทำลาย
สมุดเล่มนี้ก็ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะไม่บางเหมือนกัน
เติ้งเหลียงถาม “ผู้ฝึกกระบี่ที่รบตายและกระบี่บินที่เสียหายในสองศึกก่อนหน้านี้ พวกเราควรจะรีบบันทึกลงไปด้วยหรือไม่?”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “ไม่ต้อง วันหน้าค่อยเขียนเพิ่มเติมเข้าไป สมุดเล่มนี้มีเพียงตอนที่พวกเราว่างเท่านั้นถึงจะเอาเวลามาเขียนได้”
คนมีชีวิตมักจะสำคัญกว่าคนที่ตายไปแล้วเสมอ
นี่ก็คือสงคราม
เติ้งเหลียงพยักหน้ารับ ไม่มีความเห็นต่าง อีกทั้งยังแอบถอนหายใจโล่งอก
หากเฉินผิงอันตอบคำถามข้อนี้ผิด ถ้าอย่างนั้นจิตใจของผู้ฝึกกระบี่ทุกคนซึ่งรวมถึงตัวของเติ้งเหลียงเองที่กว่าจะมารวมเป็นหนึ่งได้ไม่ใช่เรื่องง่าย คงต้องแตกสลายไปในทันที
ทุกคนล้วนเป็นคนฉลาด ไม่ว่าเฉินผิงอันจะเป็นใต้เท้าอิ่นกวานคนใหม่หรือเถ้าแก่รองที่แบกสถานะลูกศิษย์คนสุดท้ายสายเหวินเซิ่ง หากไม่อาจสยบพวกเขาได้ทุกเรื่องใน ‘ฟ้าดินเล็ก’ แห่งนี้ อีกทั้งไม่ทำให้คนอื่นยอมศิโรราบทั้งกายและใจ ถ้าอย่างนั้น อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง ลำพังเพียงแค่จี่เปิ่นเล่มนี้ก็เป็นเรื่องตลกใหญ่เทียมฟ้าแล้ว สายอิ่นกวานที่ตอนนี้เพิ่งจะเป็นรูปเป็นร่างก็จะยิ่งเป็นแค่เครื่องประดับที่มีข้อเสียมากกว่าข้อดี
ด้วยเหตุนี้ฟ้าดินขนาดเล็กแห่งนี้ มีเพียงผู้ที่ฝึกฝนจิตใจได้แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นถึงจะใช้เหตุผลสยบผู้คนได้
นับแต่โบราณมากำแพงเมืองปราณกระบี่ก็มีคำกล่าวที่มองดูเหมือนชวนตลกขบขัน แต่แท้จริงกลับโหดร้ายอย่างถึงที่สุด
และผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตล่างก็มักจะพร่าพูดประโยคหนึ่งว่า ‘ข้าร้ายกาจกว่า จงหยวน’
ต้องรู้ว่าเซียนกระบี่ผู้เฒ่าท่านนั้นคือคนที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่เฉินชิงตูมานานที่สุด ฐานะสูงที่สุดตามหลังหลงจวินและกวนจ้าว ถูกขนานนามว่าเป็นบุคคลที่มีหวังว่าจะฝ่าทะลุ ‘คอขวดใหญ่เทียมฟ้า’ ของผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยาน
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!