“ไฉนถึงเป็นเจ้า?” ครั้นเห็นเฉินอวิ๋นเจี๋ย สีหน้าของฉีเฟยอวิ๋นก็เปลี่ยนกลับมาดีขึ้น ถึงอย่างไรเฉินอวิ๋นเจี๋ยก็ไม่มีทางทำร้ายนางเป็นแน่
“เห็นเจ้าแต่งกายเช่นนี้ออกมาเพียงผู้เดียว ก็รู้ทันทีว่าต้องไม่ใช่เรื่องดี มาทำอะไรที่นี่ อากาศก็หนาว มือเท้าของเจ้าคงเย็นมากแน่ ไม่กลัวแข็งตายข้างนอกรึ?” เฉินอวิ๋นเจี๋ยกล่าวพลางเดินมาตรงหน้าของฉีเฟยอวิ๋น
ฉีเฟยอวิ๋นกลับไม่กลัวเขา และถามกลับว่า : “เจ้าตามข้ามาเพียงเพราะกลัวข้าจะเกิดเรื่องรึ?”
“คงไม่ได้กลัวว่าข้ากลายร่างเป็นเทพบินหายไปใช่หรือไม่?” เฉินอวิ๋นเจี๋ยเอ่ยถามอย่างไม่สบอารมณ์ ซึ่งเจ้าตัวมายืนอยู่ตรงหน้าของฉีเฟยอวิ๋นแล้ว จากนั้นก็ก้มหน้าลงมองฉีเฟยอวิ๋น มองจนฉีเฟยอวิ๋นรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว
ฉีเฟยอวิ๋นไม่เข้าใจ : “เจ้ากับข้าเคยรู้จักกันมาก่อนหรือ เป็นสหายกันรึ?”
“ถือว่าเป็นสหายกัน ในเมืองหลวง ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าเรามีชื่อเสียงที่ชั่วช้าสามานย์ ฉาวโฉ่เพียงใด เจ้ากับข้าก็ไม่ต่างกัน ถือว่าเป็นพวกเดียวกัน” เฉินอวิ๋นเจี๋ยกล่าวขึ้นพลางปลดเสื้อคลุมขนสัตว์บนตัวออก จากนั้นก็นำมาคลุมตัวของฉีเฟยอวิ๋น
ฉีเฟยอวิ๋นก้มหน้ามองบนบ่า ก่อนจะมองไปยังเฉินอวิ๋นเจี๋ย : “เจ้ายกเสื้อคลุมขนสัตว์ให้ข้า เจ้าไม่หนาวรึ?”
“หนาวก็ทนได้ เจ้าเป็นสตรี ใส่หนาหลายชั้นย่อมดีกว่า ข้าอยู่ชายแดนจนชินแล้ว ที่ชายแดนมักมีพายุทรายปกคลุมม่านฟ้า เหน็บหนาวแทบขาดใจ ต่างจากที่แห่งนี้มากโข ที่นี่เหมือนเตียงอันอบอุ่น ช่างดียิ่งนัก” เฉินอวิ๋นเจี๋ยเดินอ้อมมายังริมน้ำ เขาหันหลังให้กับฉีเฟยอวิ๋นพลางเหม่อมองลงไปในน้ำ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความหดหู่ใจ
ฉีเฟยอวิ๋นจึงเอ่ยถามขึ้น : “เจ้าไม่ชอบชายแดนใช่หรือไม่?”
“ไม่ชอบ แล้วอย่างไรเล่า? ข้าอยู่ที่นี่เพื่อให้พวกเขาเป็นกังวล” เฉินอวิ๋นเจี๋ยเย็นชามากขึ้น
ฉีเฟยอวิ๋นเอ่ยถาม : “แล้วเจ้ามากล่าวเรื่องนี้กับข้า อยากให้ข้ารู้อะไร?”
“ต่อให้ที่แห่งนั้นลำบากเพียงใด ข้าก็ผ่านมาแล้ว คนที่ข้าเฝ้าคะนึงหาอยู่ทุกเช้าค่ำมีเพียงผู้เดียว คือคนที่ทำให้ข้ายังต้องอยู่ที่นี่ ข้าเคยบอกแล้ว ข้าต้องคว้าชัยชนะกลับไปให้ได้ ข้าต้องไร้เทียมทาน นางบอกว่าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับข้าอย่างดี เฉลิมฉลองกับข้า ไม่เมาไม่เลิกรา”
“เจ้าคงไม่ได้หมายถึงข้าหรอกกระมัง?” ฉีเฟยอวิ๋นรู้สึกอึดอัดใจ ราวกับมีเรื่องเข้าใจผิดบางอย่าง เจ้าของร่างเดิมชมชอบหนานกงเย่ เหตุใดถึงกลายเป็นเฉินอวิ๋นเจี๋ยเสียได้ หรือตั้งใจเหยียบเรือสองแคม?
“เจ้าคงจำไม่ได้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น พวกเขาเคยทำอะไรกับเจ้าบ้าง?” เฉินอวิ๋นเจี๋ยหันไปมองฉีเฟยอวิ๋น
ฉีเฟยอวิ๋นกล่าวขึ้นว่า : “ในอดีตข้าไม่ระวังพลาดตกน้ำ เกือบจมน้ำตาย หลังฟื้นขึ้นมาจึงจำเรื่องบางอย่างไม่ได้”
“ฉะนั้นเจ้าก็เลยจำข้าไม่ได้รึ?”
เฉินอวิ๋นเจี๋ยคลี่ยิ้ม ราวกับมองเห็นถึงการโป้ปดของฉีเฟยอวิ๋น ครั้นฉีเฟยอวิ๋นถูกมองเช่นนี้หัวใจของตนก็เต้นรัว ราวกับเสียงตีกลอง
เฉินอวิ๋นเจี๋ยยกมือขึ้นมาจะตบตีฉีเฟยอวิ๋น แต่นัยน์ตาของฉีเฟยอวิ๋นกลับฉายแววเคร่งขรึม มือที่ยกขึ้นมานั้นมีเข็มสองสามเล่มซ่อนอยู่ภายในกำปั้น สีหน้าของเฉินอวิ๋นเจี๋ยจึงเปลี่ยนไป ถอยร่นไปด้านหลังก้าวหนึ่ง : “เจ้าไม่ใช่นาง”
ฉีเฟยอวิ๋นรู้แก่ใจดีว่าต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่ เมื่อครู่เฉินอวิ๋นเจี๋ยแค่ลองหยั่งเชิงนางเท่านั้น จากนั้นก็รีบเก็บเข็มในมือของตนกลับไป
ฉีเฟยอวิ๋นแสดงสีหน้าจนปัญญา จากนั้นก็เดินหลบเลี่ยงไปด้านข้างสองก้าว ครั้นเห็นใบหน้าที่ซีดเผือดลงของเฉินอวิ๋นเจี๋ย จึงถอดเสื้อคลุมขนสัตว์มาคลุมตัวให้กับเฉินอวิ๋นเจี๋ย
“หากเจ้าบอกว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ข้าจำไม่ได้จริง ๆ ว่าเจ้าคือใคร” ฉีเฟยอวิ๋นพยายามสงบลง นางยอมรับเรื่องที่เจ้าของร่างเดิมเหยียบเรือสองแคมกับทุกคนได้ แต่กลับยอมรับเรื่องถูกเปิดเผยออกมาไม่ได้
ถ้าบอกว่าเป็นหนานกงเย่นางก็ยังพอฝืนใจยอมรับได้ แต่บัดนี้มีเฉินอวิ๋นเจี๋ยเพิ่มมาอีกคน คงจะให้สงบจิตสงบใจไม่ได้
เฉินอวิ๋นเจี๋ยหมุนตัวไป : “พวกเจ้าพานางไปไว้ที่ไหน เจ้าเป็นใคร?”
“ข้าคือฉีเฟยอวิ๋น เจ้าเชื่อก็ดีไม่เชื่อก็ดี ข้าได้ทั้งนั้น” ฉีเฟยอวิ๋นเดินไปด้านข้าง ที่นางออกมาไม่ใช่เพราะเรื่องส่วนตัว เวลามีจำกัด นางต้องคว้าไว้ให้จงได้
ตุ๊กแกเจ้าสิ่งนี้เติบโตในภูเขา ในป่า ในถ้ำภูเขา แต่นางรู้สึกว่าที่แห่งนี้ไม่น่าจะมี หลังจากที่สอบถามก็เพิ่งได้รู้ บนภูเขาแห่งนี้มีสัตว์จำพวกมังกรดินน้อยอยู่ประเภทหนึ่ง หัวใหญ่ ตัวเล็ก หางสั้น นางรู้ว่านั้นคือตุ๊กแก แค่คนที่นี่เรียกมันว่ามังกรดินน้อย
ส่วนการคิดจะหาตุ๊กแกนั้น ต้องไปยังพื้นที่ที่มีน้ำ ตุ๊กแกจะวางไข่ในน้ำ พวกเขาจะอยู่ห่างจากน้ำไม่ไกลนัก
ตุ๊กแกไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในน้ำ แต่ในน้ำกลับพบร่องรอยของตุ๊กแก
ฉีเฟยอวิ๋นคิดจะตามรอย
ฉีเฟยอวิ๋นเดินอ้อมแหล่งน้ำพลางสำรวจไปตลอดทาง จากนั้นนางก็หยุดลง รวบชายเสื้อ ก่อนจะยื่นมือไปแตะผิวน้ำ
จากนั้นก็ถกแขนเสื้อขึ้น และยื่นมือออกไปจับใบหญ้าที่ตายแล้วกองหนึ่ง ดึงออกมาตรวจสอบ จากนั้นก็โยนทิ้งและสะบัดมือ ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในภูเขาพลางสำรวจโดยรอบ
หลังจากสำรวจไปแล้วหนึ่งรอบ ฉีเฟยอวิ๋นก็เจอถ้ำภูเขาก่อนที่ท้องฟ้าจะมืดแห่งหนึ่ง
ถ้ำภูเขาแห่งนี้ใหญ่มาก ฉีเฟยอวิ๋นเดินเข้าไปในทันที โค้งตัวและเดินเข้าไปโดยไม่สนใจสิ่งใด
กระทั่งถึงด้านใน นางเงี่ยหูตั้งใจฟัง เพราะรู้สึกว่าในนี้มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ จะเป็นอะไรนั้นนางไม่รู้ แต่ไม่มีกลิ่นคาว เช่นนั้นคงไม่ใช่สัตว์ตระกูลเสือขนาดใหญ่ และก็ไม่ใช่ตระกูลหมาป่าแน่ ส่วนงูก็คงจะออกมาเลื่อยอยู่ในฤดูกาลนี้ไม่ไหว
แม้จะกำจัดเจ้าพวกนี้ออกแล้ว ฉีเฟยอวิ๋นก็ยังไม่สบายใจ
หลังจากเดินต่อไปข้างหน้าอีกสักพัก บางอย่างบนพื้นดินก็คลานขึ้นมาด้วยความเร็ว กระทั่งส่งเสียแอ๊ ๆ
ฉีเฟยอวิ๋นหยิบถุงผ้าออกมา ก้าวเท้าออกไป เมื่อรู้สึกได้ถึงการมา เจ้าสิ่งหนึ่งได้คลานขึ้นมาจากหลังขา ฉีเฟยอวิ๋นเคลื่อนไหวอย่างว่องไว แข็งแรงปราดเปรียว พลิกตัวและคว้าเจ้าตุ๊กแกตัวนั้น จากนั้นก็โยนมันเข้าไปในถุงผ้า ปิดปากถุง และลุกขึ้นเดินออกจากถ้ำภูเขาไป
ภายในถ้ำภูเขามีแสงสว่างรำไร พับไฟ*ถูกจุดสว่างจ้า เฉินอวิ๋นเจี๋ยยืนรออยู่หน้าปากถ้ำ
ฉีเฟยอวิ๋นแสดงสีหน้าเศร้าหมอง อ้อยอิ่งไม่ยอมจากไป
กระทั่งเดินมาตรงหน้าของเฉินอวิ๋นเจี๋ย ฉีเฟยอวิ๋นกล่าวอย่างจนปัญญา : “เจ้ารอข้ามาโดยตลอดรึ?”
“เจ้าคืนอวิ๋นอวิ๋นมาให้เดี๋ยวนี้ ข้าไม่มีทางตามเจ้าไปแน่” แววตาของเฉินอวิ๋นเจี๋ยมาดมั่น ฉีเฟยอวิ๋นกล่าวออกไปว่า : “ข้าก็อยาก แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่มี”
“เช่นนั้นข้าจะป่าวประกาศเรื่องของเจ้า”
“ตามใจเจ้า”
ฉีเฟยอวิ๋นเดินอ้อมออกไป ครั้นเดินออกมาจากถ้ำภูเขาฟ้าก็มืดแล้วก็เลยกลับ
เฉินอวิ๋นเจี๋ยเดินตามหลังฉีเฟยอวิ๋นราวกับเงาตามตัว เดินตามไปตลอดทางกระทั่งถึงประตูเมือง ฉีเฟยอวิ๋นถือตราประทับเข้าไป เดิมทีตั้งใจจะกลับให้เร็วกว่านี้ รถม้าที่มุ่งหน้าไปยังจวนอ๋องตวนกลับวิ่งออกมาด้วยความเร็วสูง มีเสียงตะโกนจากบนรถว่า : “ถอยไป พระชายาตวนเสด็จแล้ว”
ฉีเฟยอวิ๋นมองไปยังรถม้าที่กำลังมุ่งมาตรงหน้า โดยไม่มีทีท่าว่าจะหลบเลี่ยง จากนั้นก็ยกมือขึ้นขวางตรงหน้า นี่คือปฏิกิริยาการตอบสนองอย่างหนึ่งโดยสัญชาตญาณความเป็นมนุษย์
แต่ในช่วงเวลาที่คับขันนั้น ร่างกายของนางกลับลอยขึ้น และหมุนสามร้อยหกสิบองศาก่อนจะร่วงลงมาบนพื้น
ฉีเฟยอวิ๋นที่ยังไม่ได้สติมองไปยังเฉินอวิ๋นเจี๋ยที่ค่อย ๆ วางตัวนางลงอย่างช้า ๆ ตรงหน้า เฉินอวิ๋นเจี๋ยขมวดคิ้วแน่น : “เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เจ้าเป็นใครกันแน่?”
ฉีเฟยอวิ๋นเองไม่กล่าวอะไร นางตกใจจนทำตัวไม่ถูก
จวินฉูฉู่สามารถฆ่าคนเป็นผักเป็นปลา นางไม่กลัวว่าจะมีคนตาย ไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา รถม้าที่วิ่งพุ่งไปตามถนนใหญ่ ซึ่งถนนสายนี้คือบ้านของนาง
ฉีเฟยอวิ๋นหมุนตัวไปมองรถม้าที่พุ่งออกไปด้วยความเร็ว ซึ่งมันได้หายไปแล้ว
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: องค์ชายวายร้ายอยากเป็นพ่อ