จักรพรรดิอวี้ตี้มีสีพระพักตร์ไม่ดีนัก “พวกนั้นลงมือกับพระชายางั้นรึ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ฮึ ข้าประเมินอาลักษณ์ราชสำนักหลี่ต่ำไปจริงๆ แม้แต่พ่อบ้านผู้น้อยก็ยังบังอาจคิดกระด้างกระเดื่อง รังแกพระชายาขององค์ชายของข้า หากไม่ลงโทษ ก็คงจะเหลือร้ายเกินไปแล้ว”
สีพระพักตร์จักรพรรดิอวี้ตี้ดูไม่สบอารมณ์ “สวีกงกง”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” สวีกงกงรีบก้าวมาข้างหน้า
“ประกาศพระราชโองการออกไป สั่งประหารพ่อบ้านแห่งจวนอาลักษณ์ราชสำนักหลี่และผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำการกระด้างกระเดื่องในวันนี้ ลดตำแหน่งอาลักษณ์ราชสำนักหลี่ลงสองขั้น ตัดออกจากตำแหน่งอาลักษณ์ ไม่ต้องควบคุมฮูหยินอาลักษณ์เข้มงวด ตัดนางออกจากบรรดาศักดิ์ฮูหยินแต่งตั้ง ตัดรองเสนาบดีกรมขุนนางหลี่เสี่ยนออกจากตำแหน่ง คุมตัวไปกรมยุติธรรมเพื่อฟังคำตัดสินลงโทษ คุมตัวผู้ที่อยู่ในจวนหลี่เสี่ยนไปลงโทษหลังจากฟังการตัดสิน”
สวีกงกงรับพระราชโองการ จากนั้นจักรพรรดิอวี้ตี้จึงมองหนานกงเย่ที่อยู่เบื้องหน้า เนิ่นนานจึงตรัสว่า “อ๋องเย่ แต่ไหนแต่ไรข้าไม่เคยเห็นเจ้าโกรธเช่นนี้ พอโกรธแล้วถึงได้มาเข้าเฝ้าข้า”
หนานกงเย่เอ่ยว่า “ฝ่าบาท เป็นน้องเองที่บุ่มบ่าม”
“ข้าเองก็เคยผ่านมาก่อน จำได้ว่าตอนที่ฮองเฮาเข้ามาในวัง ข้าทำให้นางเป็นทุกข์โดยมิได้ตั้งใจจนนางต้องหลบไปร้องไห้ ข้าเองก็เป็นเหมือนเจ้าเวลานี้ที่ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร เจ้าเป็นแบบนี้แสดงว่าเจ้ายังมีเลือดเนื้อ ไม่เหมือนยามปกติที่มักจะทำตัวขวางโลกจนทำให้ข้าปวดหัว”
“.....” หนานกงเย่ไม่พูดอะไร จักรพรรดิอวี้ตี้ทรงนึกอยู่ครู่หนึ่ง “ไหนๆ เจ้าก็มาแล้ว เช่นนั้นบอกข้าทีที่พระชายาเย่คิดจะตรวจสอบเรื่องนี้”
“ทูลฝ่าบาท น้องยังไม่เวลาถามก็โกรธจนต้องมาเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพื่อตัดสินใจพ่ะย่ะค่ะ”
“……”
จักรพรรดิอวี้ตี้ทรงขัน “จริงรึ ในเมื่อไม่มีอะไรแล้วก็กลับไปก่อนเถิด สองสามวันมานี้พลานามัยของฮองเฮาไม่ค่อยดีนัก ข้าออกมานานเกินไปไม่ได้ เจ้าสองคน คนหนึ่งทำข้าปวดหัว ส่วนอีกคนก็ทำให้ข้าจนปัญญา
ข้าเองก็เหนื่อยแล้ว กลับไปเถิด พรุ่งนี้อ๋องตวนจะมาเข้าเฝ้าข้าตอนเช้า เขาจะอภิเษกพระชายารอง เจ้าเองก็ต้องจริงจังเหมือนกัน อย่าลืมไปด้วย ข้าเองก็จะกลับไปพักผ่อน”
“กระหม่อมทูลลา”
“น้องทูลลา”
แม่ทัพฉีและหนานกงเย่จากไปพร้อมกัน จักรพรรดิอวี้ตี้ส่งเสียงในลำพระศออย่างเย็นชา “ไม่ต้องรีบกลับนัก รออยู่ที่นี่สักหนึ่งชั่วยามแล้วค่อยกลับ”
จักรพรรดิอวี้ตี้สะบัดแขนฉลองพระองค์อย่างเย็นชาก่อนจะเดินจากไป สวีกงกงรับพระราชโองการและนำไปบอกหนานกงเย่
“ท่านอ๋อง บ่าวไม่สะดวกออกจากวังในยามดึก จึงนำพระราชโองการมาเรียนให้ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
หนานกงเย่รับพระราชโองการและถามว่า “ยามอะไรแล้ว”
“ยามสองแล้วพ่ะย่ะค่ะ” สวีกงกงว่าแล้วจึงหันไปโค้งคำนับให้แม่ทัพฉีก่อนจะเดินจากไป (ยามสองคือเวลา 21:00 -23:00น.)
หลังจากในตำหนักบำรุงฤทัยเหลือพ่อตากับลูกเขยเพียงสองคน ท่านแม่ทัพฉีก็ถามขึ้นมาว่า “อวิ๋นอวิ๋นไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”
“ตกใจน่ะขอรับ” หนานกงเย่เอ่ยด้วยสีหน้าบึ้งตึงเมื่อนึกถึงเรื่องนั้น ท่านแม่ทัพฉีคิดว่าแค่ตกใจก็แปลว่าไม่ถึงกับเสียเลือดเสียเนื้อ ดังนั้นจึงไม่มีอะไรให้ต้องห่วง
ทั้งสองคนรออยู่ที่พระตำหนักบำรุงฤทัย เมื่อยังกลับไปไม่ได้แม่ทัพฉีจึงถามเรื่องตู้ฟางจุนเพื่อฆ่าเวลา
ฉีเฟยอวิ๋นรออยู่ครู่หนึ่งเสียงของพ่อบ้านก็ดังมาจากทางประตู “ท่านแม่ทัพเฉินมาขอรับพระชายา”
ฉีเฟยอวิ๋นมองออกไปและเห็นเฉินอวิ๋นเจี๋ยเดินเข้ามาพร้อมกับกระบี่ม่อเสียในมือ เขาสวมอาภรณ์สีดำทำให้ดูสุขุมหนักแน่น
ฉีเฟยอวิ๋นหันไปทางเฉินอวิ๋นเจี๋ยและโน้มศีรษะลงเล็กน้อย “ท่านแม่ทัพน้อย”
ตอนที่เฉินอวิ๋นเจี๋ยมาถึง พ่อบ้านเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้ว เวลานี้เขาจึงไม่ได้ตกใจ แต่ในใจยังรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง สตรีผู้นี้อาจหาญมากทีเดียวที่เรียกให้เขามาหาในเวลากลางค่ำกลางคืนเช่นนี้ ไม่กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรืออย่างไร
“มีอะไร อย่าได้ชักช้า” เฉินอวิ๋นเจี๋ยไม่ชอบคนเยอะๆ เขาเดินเข้าไปหาฉีเฟยอวิ๋นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ฉีเฟยอวิ๋นสวมชุดคลุมที่เผยให้เห็นความเรียบหรูงดงาม เวลานี้แขนของนางเปลือยเปล่าจนเผยให้เห็นผิวที่ขาวราวกับรากบัว บอบบางเกลี้ยงเกลาราวกับหยกงาม เฉินอวิ๋นเจี๋ยดึงสติกลับมาและระงับหัวใจที่สั่นหวั่นไหวเอาไว้ หันไปมองร่างที่นอนอยู่บนแท่นสูง
เฉินอวิ๋นเจี๋ยนำทหารไปออกรบและย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนเจ็บป่วยที่ต้องรับการรักษา เพียงแต่ว่าเขาไม่คุ้นเลยกับเตียงเรียบๆ แบบนี้
ทว่าร่างของคนที่อยู่บนเตียงอาบไปด้วยเลือด ใบหน้าก็เสียโฉม แถมยังท้องใหญ่อีกด้วย
“นี่คือ?” คนอัปลักษณ์ผู้นี้ทำให้เฉินอวิ๋นเจี๋ยถึงกับตกใจ
ฉีเฟยอวิ๋นหยุดความลังเล นางหยิบยาน้ำฆ่าเชื้อและเริ่มฆ่าเชื้อให้เฉาเหม่ยเหริน
“ท่านแม่ทัพน้อย ท่านช่วยข้าดูหน่อยเถิดว่าบนร่างกายมีบาดแผลมากแค่ไหน และบาดแผลทั้งหมดอยู่ตรงจุดใดบ้าง” ฉีเฟยอวิ๋นเริ่มทำงานอย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว ลี่ว์หลิ่วและหงเถาเตรียมตัวพร้อมอยู่แล้ว คนหนึ่งเตรียมผ้าจำนวนมากเอาไว้ซับเหงื่อให้ฉีเฟยอวิ๋น อีกคนสวมถุงมือให้ฉีเฟยอวิ๋นและคอยส่งแหนบ ที่คีบ มีด และอุปกรณ์อื่นๆ ให้
เฉินอวิ๋นเจี๋ยเดินออกไปและหยุด “กระดาษกับพู่กัน”
พ่อบ้านเตรียมพร้อมไว้นานแล้ว กระดาษหนึ่งปึกและพู่กันหมึกถูกส่งมาวางไว้เรียบร้อย จากนั้นเฉินอวิ๋นเจี๋ยเริ่มจดบันทึก
แม้จะยังไม่แน่ใจว่าฉีเฟยอวิ๋นกำลังจะทำอะไร แต่เขาก็มีสิทธิ์ที่จะให้ความร่วมมือ
จิ้งจอกหางสั้นวิ่งไปรอหนานกงเย่ที่ประตู
หนึ่งชั่วยามต่อมาเฉาเหม่ยเหรินก็ได้รับการรักษาบาดแผลทั้งหมดบนร่างกาย ฉีเฟยอวิ๋นพันแผลให้นางจนนางดูเหมือนมัมมี่ประหลาดๆ ที่นอนอยู่บนแท่น
“ระวังหน่อยอาอวี่ วางลงบนเตียง” อาอวี่ขึ้นมาอุ้มเฉาเหม่ยเหรินแล้ววางลง
“ลี่ว์หลิ่ว คืนนี้เจ้าอยู่ที่นี่กับอาอวี่ คอยดูแลเฉาเหม่ยเหริน”
“เจ้าค่ะ”
หลังจากสั่งงานแล้วฉีเฟยอวิ๋นจึงหันไปมองเฉินอวิ๋นเจี๋ย
“ลำบากท่านแม่ทัพน้อยแล้ว”
“ไม่เป็นไร ข้าลืมนำตาประทับมาด้วย เดี๋ยวจะลงนามให้ท่าน” เฉินอวิ๋นเจี๋ยว่าแล้วจึงลงนามเอาไว้ ให้คนไปนำโคลนแดงมา ประทับรอยมือบนบันทึกของเขาและเป่าจนแห้งก่อนจะส่งให้ฉีเฟยอวิ๋น
ฉีเฟยอวิ๋นมองดูอยู่ครู่หนึ่ง เฉินอวิ๋นเจี๋ยเป็นคนที่ฉลาดมาก แต่น่าเสียดายที่เขาเลือกทางผิด น่าเสียดายจริงๆ!
“ท่านแม่ทัพน้อยโปรดรอที่ห้องรับรองสักครู่ ข้าจะไปเปลี่ยนอาภรณ์ก่อน”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: องค์ชายวายร้ายอยากเป็นพ่อ