“ข้ามาช่วยเจ้าตอบเองที่จริงเจ้าไม่ได้ตั้งครรภ์จริงๆ” คำกล่าวอันน่าตกใจของฉีเฟยอวิ๋นทำให้คนทุกคนซึ่งอยู่ตรงนั้นตะลึงกันทั้งสิ้น
ฉีเฟยอวิ๋นลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า “หากข้าจำไม่ผิดเจ้าและสวามีเจ้าเคยมีบุตรด้วยกันหนึ่งคนหลังจากแต่งงานและแท้งบุตรไปแล้ว”
เฉาเหม่ยเหรินกล่าวอย่างรีบร้อนว่า: "ข้าไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้แก่ผู้ใดมาก่อน พระชายารู้เรื่องนี้ได้เช่นไร?"
ฉีเฟยอวิ๋นกล่าวอย่างไม่เร่งไม่รีบว่า: “ข้าเป็นหมอ ร่างกายของเจ้าเป็นเช่นไรข้าก็พอจะมองออก ตอนเจ้าแท้งบุตรไม่ได้คลอดออกมาทั้งหมดทั้งสิ้น ในท้องของเจ้าจึงเกิดบุตรที่สิ้นชีวิตแล้วขึ้น เนื่องจากสิ่งนี้อยู่โดยตลอดจึงเกิดผลกระทบทำให้เจ้าตั้งครรภ์ ขณะเดียวกันก็กลายเป็นโรคภัยโรคหนึ่ง โรคนี้ซึงเวลานานไปก็เติบโตขึ้นแล้วยิ่งอยู่ก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นท้องของเจ้า
เมื่อสวามีของเจ้าไม่อยู่เจ้าเลยเศร้าโศกจนป่วย แล้วโรคนี้ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และโรคนี้ก็ส่งผลต่อการมีรอบเดือนของหญิงอย่างเจ้า น้ำรอบเดือนของเจ้าก็ไม่มาแล้ว
เจ้าคิดว่าตั้งครรภ์แล้ว นั่นก็เนื่องจากหมอในจวนพวกนั้นก็ดูไม่ออกและจากชีพจรของเจ้าก็คือเจ้ากำลังตั้งครรภ์อยู่"
เมื่อเฉาเหม่ยเหรินได้ยินก็ร้องห่มร้องไห้เสียงดังกึกก้อง ส่วนรองแม่ทัพเฉานั้นก็ราวกับถูกฟ้าผ่าร้องห่มร้องไห้ตามไปด้วย
อาอวี่และผู้คนอื่นๆตะลึงจนอ้าปากตาค้าง สิ่งเหล่านี้ยังสามารถมองออกได้
ฉีเฟยอวิ๋นบอกให้อาอวี่นำกระดาษปากกามาจดคำพูดที่นางได้กล่าวและให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นลงลายมือให้หมด
“ตอนนี้ร่างกายเจ้าอ่อนแอแต่เพื่อช่วยพวกเจ้าและเพื่อไม่ให้เกิดฝันร้ายระยะยาวต่อไป ข้าจะเข้าวังเพื่อเชิญหมอหลวงหูและหมอหลวงอีกท่านรวมถึงหมอในจวนของอาลักษณ์ราชสำนักหลี่มาทำการผ่าตัดให้เจ้า นำเอาเนื้องอกร้ายในท้องของเจ้าออกหากช้ากว่านี้เจ้าอาจตายได้"
“พระชายาลงมือจัดการได้เลย ข้าไม่กลัว”
“อืม ข้าจะให้ยาชากับเจ้าให้เจ้ามั่นใจได้ว่าจะไม่เจ็บปวดมากเช่นนั้น แต่การผ่าตัดนี้อาจทำให้คนเสียชีวิตได้ เจ้าต้องพิจารณาให้รอบคอบ แต่ไม่ว่าเจ้าจะเป็นหรือตาย เพียงแค่สิ่งของในท้องของเจ้าออกมาความจริงก็จะปรากฎ"
“พระชายา ข้าไม่กลัว”
นางเฉามองไปยังรองแม่ทัพเฉาและนางก็แน่วแน่ยิ่งนัก
ฉีเฟยอวิ๋นจึงจากไปเพื่อเข้าวังเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์ด้วยตนเอง จักรพรรดิอวี้ตี้ให้สวีกงกง หมอหลวงหูและหมอหลวงอีกหนึ่งคนมาพร้อมกัน หมอสองคนจากจวนอาลักษณ์ หมอสองคนจากจวนอ๋องเย่ ให้ทำการผ่าตัดเฉาเหม่ยเหรินด้วยกัน
หมอสองคนจากจวนอ๋องเย่แสดงความสงบนิ่งอย่างยิ่งออกมาในเวลานี้ หนึ่งในพวกเขาให้ความร่วมมือกับฉีเฟยอวิ๋นโดยให้เขาเป็นผู้ช่วย คนหนึ่งคอยสั่งการเพื่อไม่ให้ผู้ใดทำให้เรื่องเป็นการเป็นงานของพระชายาล่าช้า
หลังจากที่ได้อยู่ร่วมกับพระชายาแล้ว หมอจากจวนทั้งหลายก็รู้สึกว่าคุ้นเคยกันแล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องผ่าท้องแม้ว่าจะผ่าสมองออกมาพวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกแปลก
หมอหลวงทั้งหลายมองดูฉีเฟยอวิ๋นนำเอาของสิ่งหนึ่งซึ่งลักษณะกลมออกมาจากท้องของเฉาเหม่ยเหรินราวกับลูกชิ้นที่ยังมีเนื้อสีแดงสดอยู่บนนั้น
วางลงในถาดใหญ่ซึ่งขนาดของมันเท่ากับหัวคนซึ่งช่างน่ากลัวยิ่งนัก
ฉีเฟยอวิ๋นเย็บอย่างไวและหยุดเลือดของเฉาเหม่ยเหรินไว้อย่างรวดเร็ว
เพื่อให้เฉาเหม่ยเหรินฟื้นตัวโดยเร็วนางให้เฉาเหม่ยเหรินกินยาเม็ดที่เตรียมไว้ล่วงหน้าลงไป ในยานั้นมีเลือดของนางอยู่ด้วย
หลังจากเย็บเรียบร้อยและจัดสรรค์คนให้จัดการเป็นที่เรียบร้อยแล้วฉีเฟยอวิ๋นก็เดินไปยังด้านหน้าของสิ่งของนั้นและกล่าวว่า: "ของสิ่งนี้ไม่สามารถให้ฝ่าบาททอดพระเนตรได้ ตอนนี้ทั้งสองตำหนักกำลังทรงพระครรภ์ อย่าได้ขัดด้วยกันถึงจะดี"
ฉีเฟยอวิ๋นรู้อยู่แก่ใจว่าสถานที่แห่งนี้เชื่อเรื่องพวกนี้อย่างยิ่ง หากว่าไม่ใส่ใจพวกเขาจะตั้งข้อกล่าวหาให้นาง หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆก็เป็นความผิดบาปของนาง
หมอหลวงรู้สึกว่ามีเหตุผล ฉีเฟยอวิ๋นบรรยายถึงการก่อร่างสร้างตัวของเนื้องอก หมอหลวงกลับวังเพื่อกราบทูลเรื่องนี้ จักรพรรดิอวี้ตี้ออกคำสั่งอภัยโทษเฉาเหม่ยเหรินและอนุญาตให้นางออกจากจวนอาลักษณ์แล้วกลับเรือน เฉาหมั่งฆ่าคนโดยเรื่องราวนั้นต้องมีสาเหตุ ลงทัณฑ์โดยโบยหนึ่งร้อยแล้วปล่อยตัวกลับเรือน
จวนอาลักษณ์ไม่ได้ดูแลเข้มงวดและมีการลงทัณฑ์ประหารชีวิตโดยไร้การตรวจสอบ จักรพรรดิอวี้ตี้ตำหนิสองสามคำ อาลักษณ์ราชสำนักหลี่ถูกลดตำแหน่งลงไปสองขั้นและได้พักงานแล้วเรื่องนี้ก็ผ่านไปเช่นนี้
ฉีเฟยอวิ๋นอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในเรือน สองสามวันถึงจะติดตามหนานกงเย่เข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์
ฝ่าบาทเพียงแค่ถามคำถามสองสามข้อเกี่ยวกับเรื่องนี้ กลับเป็นฮองเฮาที่เรียกฉีเฟยอวิ๋นไปถามโดยลำพัง
ทั้งสองเพียงแค่เดินเล่นอยู่ที่ตำหนักเฟิ่งอี๋แล้วเฉินอวิ๋นชูถามว่า: "มีเนื้อชิ้นหนึ่งอยู่ในท้องจริงหรือ?"
“ทูลฮองเฮาเป็นจริงตามนั้นเพคะ” ฉีเฟยอวิ๋นไม่สามารถจับประเด็นได้ว่าเฉินอวิ๋นชูสนใจในเรื่องนี้มากนั้นเนื่องด้วยเหตุใด?
หรือว่าพระนางจะรู้เรื่องของตน?
“ข้าก็แค่สงสัย ทำไมเจ้าถึงได้เก่งกาจเยี่ยงนี้?” เฉินอวิ๋นชูกล่าวขณะเดินอยู่ ฉีอวิ๋นเฟยกล่าวว่านางมีผู้เชี่ยวชาญที่ดีเพียงแต่ว่าที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญบอกว่านางยังไม่แต่งงาน จึงไม่ควรใช้ทักษะทางการแพทย์ในทางที่ผิดนางจึงไม่กล้าฝ่าฝืน
ฉีเฟยอวิ๋นหายตกใจจึงกลับไป
ออกจากตำหนักเฟิ่งอี๋แล้วฉีเฟยอวิ๋นเห็นหนานกงเย่รอนางอยู่ จากนั้นเดินไปถอนหายใจอย่างโล่งอก หนานกงเย่จูงมือนางไปคารวะฮองเฮา ทั้งสองกลับหลังจากทานอาหารที่นั่นแล้ว
พระพันปียังสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของเฉาเหม่ยเหรินเลยสอบถามแล้วสอบถามอีก
ในที่สุดก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกราวกับว่านางต่อสู้อยู่ในสงคราม ไม่ง่ายเลยที่จะได้ออกจากวังแล้วก็ถูกเรียกให้หยุด
“พระชายาเย่” ฉีเฟยอวิ๋นคุ้นเคยกับเสียงนั้น หันไปมองก็เห็นอวิ๋นหลัวฉวนเดินเข้ามาหาแล้ว และเดินตามหลังหนานกงเย่
ฉีเฟยอวิ๋นเหลือบมองหนานกงเย่ "วันนี้พวกนางกลับเรือนพ่อแม่ไม่ใช่หรือ?"
“พระชายารองกลับเรือนพ่อแม่ต้องใช้เวลาหกวัน หากพวกเขาเข้าวังเพื่อถวายน้ำชาพระมเหสีหวาก็จะรั้งพวกเขาไว้ให้พักอยู่ด้วยสองสามวันก็เป็นได้” หนานกงเย่อธิบาย
อวิ๋นหลัวฉวนกับหนานกงเหยี่ยนเดินไปยังหน้าพวกเขา อวิ๋นหลัวฉวนยิ้ม: "พระชายาเย่เหตุใดท่านจากไปไวเช่นนี้?"
ฉีเฟยอวิ๋นคิดว่านางคงจะไม่สามารถจากไปได้ซะแล้ว
“ใช่ พวกข้าจะกลับแล้ว”
“พอดีเลย พวกข้าก็จะกลับเช่นกันงั้นก็ไปพร้อมกันเถอะ” อวิ๋นหลัวฉวนสีหน้าพอใจส่วสฉีเฟยอวิ๋นนั้นเศร้าสร้อย เหตุใดถึงได้บังเอิญเช่นนี้
“ในเมื่อพวกเจ้าก็จะออกจากวังงั้นไปพร้อมกันเถอะ”
หนานกงเย่หันกลับแล้วจูงมือของฉีเฟยอวิ๋นออกจากวัง หนานกงเหยี่ยนเดินตามไปอย่างไม่รีบร้อนอยู่ด้านหลัง แต่อวิ๋นหลัวฉวนไม่รู้ว่าตนเองขัดจังหวะอยู่เลยวิ่งไปเดินพร้อมกันกับฉีเฟยอวิ๋น
ฉีเฟยอวิ๋นฟังอวิ๋นหลัวฉวนกล่าวไม่หยุดอยู่ที่ข้างหูไม่รู้ว่าจะตอบเช่นไรดี
เป็นเวลานานฉีเฟยอวิ๋นก็กล่าวว่า: "พวกข้านั่งรถม้ามา พระชายารองอวิ๋นค่อยๆเดินพวกข้าไปก่อนนะ"
ฉีเฟยอวิ๋นหวาดกลัวในตัวอวิ๋นหลัวฉวนซะแล้ว ยังกล่าวไม่หยุดราวกับเสียงข้าวโพดคั่วแตกกล่าวแล้วกล่าวอีกไม่มีหยุด
เมื่อเห็นรถม้าฉีเฟยอวิ๋นกล่าวสองสามคำก็รีบเข้าไปในรถม้า เนื่องจากกลัวว่าอวิ๋นหลัวฉวนจะลากนางลงไป
อวิ๋นหลัวฉวนยืนอยู่ด้านล่างอย่างจนปัญญา "พวกเราพูดกันแล้วว่าจะไปด้วยกัน เจ้าเข้าไปในรถม้าไวเช่นนี้ทำไมกัน?"
ฉีเฟยอวิ๋นแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน หลบอยู่ในรถม้าไม่ยอมออกมา
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: องค์ชายวายร้ายอยากเป็นพ่อ