สามวันแล้วที่ฉีเฟยอวิ๋นไม่ออกมาจากห้อง และขังตนเองอยู่ในห้องตลอดเลย
ไม่ใช่เวลากินข้าวจะไม่ออกมา กินอาหารสักเล็กน้อยแล้วจึงได้กลับเข้าไปศึกษาค้นคว้าต่อ
สามวันมานี้ฉีเฟยอวิ๋นไม่เพียงแต่ไม่อ้วนหรือมีน้ำมีนวลเลย เธอผอมลงมาก
สามวันนี้หนานกงเย่ก็ยุ่งอยู่กับเรื่องหลอมปูนอยู่ ออกไปแต่เช้ากลับมาช่วงดึก ทั้งสองคนแทบจะไม่ได้พูดคุยกัน เลยไม่รู้ว่าฉีเฟยอวิ๋นซูบผอมลงมาก
วันนี้ฉีเฟยอวิ๋นเข้าพระราชวัง หนานกงเย่รีบตื่นนอนไปดูที่ทำปูน ทั้งสองเลยไม่ได้พบเจอกัน
แต่วันนี้เป็นวันสุดท้าย ปูนจะหลอมเสร็จพอประมาณแล้ว
ฉีเฟยอวิ๋นออกไปเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิอวี้ตี้ตั้งแต่เช้าตรู่
ทั้งสองคนเจอกันองค์จักรพรรดิอวี้ตี้มีความรู้สึกค่อนข้างแปลกใจ สามวันนี้ผอมลงอย่างมาก ใบหน้าแต่เดิมไม่ได้กลมแล้ว
“ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท”ฉีเฟยอวิ๋นทำความเคารพ ไม่มีคนนอกเลยไม่ได้คุกเข่าลง
องค์จักรพรรดิอวี้ตี้อยู่บนที่สูง มือกอบกุมอยู่ที่บัลลังก์มังกร มองเห็นฉีเฟยอวิ๋นองค์จักรพรรดิอวี้ตี้เลยเดินลงมาจากด้านบน
“เหตุใดเจ้าถึงผอมเสียแล้ว?”องค์จักรพรรดิกล่าวอย่างสงสัยซาบซึ้ง มองด้วยแววตาอ่อนโยน
“ฝ่าบาท หม่อมฉันศึกษาค้นคว้ามาสามวัน ยังไม่สามารถศึกษามันออกมาได้ หม่อมฉันทำได้เพียงผสมยายับยั้งออกมาก่อน ทำให้พิษของฝ่าบาททุเลาลง หม่อมฉันต้องการเวลาเพคะ”
ฉีเฟยอวิ๋นนึกที่ตนเองไม่สามารถแก้ขจัดพิษได้ เลยรู้สึกไม่สบายใจ
ชีวิตของคนคนหนึ่งก็จะสูญสิ้นเช่นนี้นะหรือ
องค์จักรพรรดิมองดูยาที่ส่งมาตรงหน้า แล้วหยิบมาดูจากนั้นได้เก็บรับไว้
“ข้าจะไม่ลืมกิน”
“ฝ่าบาทอย่าทรงกินเยอะนะเพคะ ทุกครั้งครั้งละหนึ่งเม็ด หนึ่งวันกินสองครั้ง มีเพียงแค่เจ็ดวัน หลังจากเจ็ดวันหม่อมฉันจะมาอีกเพคะ”
“อืม ข้ารู้แล้ว”องค์จักรพรรดิอวี้ตี้หมุนตัวเดินอยู่ที่พระที่นั่งบำรุงฤทัย ดูตามสบายผ่อนคลายขึ้นมาก
มีบางครั้งที่กอบกุมหัวของสิ่งของ และลูบสัมผัสอย่างแผ่วเบา
ฉีเฟยอวิ๋นมองแผ่นหลังขององค์จักรพรรดิอวี้ตี้ที่นับว่ายังทรงพระเยาว์ ที่มีแต่ความสุขุมเงียบขรึม
องค์จักรพรรดิอวี้ตี้กล่าวถามว่า “อวิ๋นอวิ๋น”
เป็นเวลานาน ฉีเฟยอวิ๋นถึงได้ตอบกลับว่า “หม่อมฉันยังอยู่เพคะ”
องค์จักรพรรดิอวี้ตี้หมุนตัว กล่าวว่า “เพราะเหตุใดเจ้าถึงได้ร้อนใจเรื่องของข้าล่ะ?”
ฉีเฟยอวิ๋นตอบตามความจริงว่า “ไม่มีสิ่งใดที่สำคัญกว่าชีวิตของคนเพคะ ฝ่าบาทอายุยังน้อย นี่ไม่ใช่ชะตาชีวิตของพระองค์”
องค์จักรพรรดิอวี้ตี้ขำ กล่าวอีกว่า “ร่างกายอยู่ที่นี่ ก็คือชีวิต แต่อย่างไรข้าก็มีความสุข ที่อวิ๋นอวิ๋นห่วงใยข้า”
องค์จักรพรรดิอวี้ตี้หมุนตัวไปทางบัลลังก์มังกร จากนั้นกล่าวว่า “เรืองของสองพระตำหนักมอบให้แก่เจ้าแล้ว ไปเถอะ ข้าอยากจะอยู่เพียงลำพังสักครู่หนึ่ง”
“หม่อมฉันทูลลาเพคะ”
ฉีเฟยอวิ๋นออกจากพระที่นั่งบำรุงฤทัย หมุนตัวไปจับแมะชีพจรให้กับสองตำหนัก
เวลานี้จวินเซียวเซียวเป็นพระสนมเซียว สถานที่พักอาศัยเปลี่ยนเป็นพระตำหนักสุ่ยฮัว
ฉีแฟยอวิ๋นเห็นพระสนมเซียวแล้วจึงถอนสายบัวกล่าวว่า “ถวายบังคมพระสนมเซียวเพคะ”
จวินเซียวเซียวเดินมาตรงหน้าของฉีเฟยอวิ๋นแล้วก้มศีรษะลงกล่าวว่า “พระชายาเย่สบายดีนะเพคะ”
ฐานะต่างกัน จวินเซียวเซียวเข้าใจดี
ระดับของพระสนมอยู่ที่นั่น พบเจอพระชายาเย่ก็ต้องมีการทำความเคารพรู้จักมารยาท
“ก็สบายดี”
“เหตุใดพระชายาเย่ถึงได้ซูบผอมล่ะเพคะ?”จวินเซียวเซียวกล่าวถามด้วยความแปลกใจ
“ช่วงนี้นอนไม่ค่อยดี มีแต่คนบอกหม่อมฉันอ้วน เลยลดน้ำหนัก”ฉีเฟยอวิ๋นกล่าวพูดความเท็จ แล้วนั่งลงจับแมะชีพจรให้แก่จวินเซียวเซียว
จวินเซียวเซียวยังพูดเรื่องตลกขบขันกับเธอด้วย ฉีเฟยอวิ๋นมองสักพักแล้วถึงได้กลับไป
ออกมาจากพระตำหนักของจวินเซียวเซียว ฉีเฟยอวิ๋นได้ไปเยี่ยมเยียนฮองเฮา แต่ตั้งแต่ต้นจนจบก็สัมผัสไม่ได้ว่าคือผู้ใด
ช่วงเย็นฉีเฟยอวิ๋นกลับมาที่จวนอ๋องเย่ เธอนอนไม่หลับเลย
ตกดึกหนานกงเย่กลับมา พอเข้ามาก็เดินไปหาฉีเฟยอวิ๋น ฉีเฟยอวิ๋นถูกโอบกอด จิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อตัวเลยอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดของหนานกงเย่
“ท่านอ๋อง วันนี้มีความสุข เป็นเพราะเรื่องปูนใช่หรือไม่เพคะ?”
“แน่นอน มันสำเร็จแล้ว ข้าทำตามวิธีของพระชายา อย่างที่คิดเลยมันเป็นปูนจริง”หนานกงเย่มีความสุขเป็นอย่างมาก เขื่อนตู้ฟางจุนนับว่าไปต่อได้แล้ว อีกทั้งอาจจะทำงานสำเร็จลุล่วงก่อนด้วย
“ท่านอ๋อง วันนี้หม่อมฉันเหนื่อย ไม่อยากทำเรื่องเช่นนั้นเพคะ”ฉีเฟยอวิ๋นปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา เธอไม่มีทางปฏิเสธเรื่องนี้อย่างนุ่มนวลแน่
หนานกงเย่ผละออกจากบนตัวของฉีเฟยอวิ๋น มองใบหน้าของฉีเฟยอวิ๋นอย่างละเอียด
“อวิ๋นอวิ๋นมีเรื่องหรือ?”
ฉีเฟยอวิ๋นส่ายศีรษะ กล่าวว่า “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกเพคะ แต่ก็มีนั่นแหละเพคะ ตอนนี้ยังไม่สามารถพูดได้”
“อวิ๋นอวิ๋น ข้าไม่อยู่ เจ้าผอมแล้วหรือนี่?”
ฉีเฟยอวิ๋นทอดถอนหายใจออกมา นี่เป็นสิ่งที่เธอได้แลกเปลี่ยนตอบแทนมาจากการที่ยุ่งมาสามวัน แม้แต่เวลาที่จะพูดคุยนั้นยังไม่มีเลย
กอดหนานกงเย่ไว้แล้วฉีเฟยอวิ๋นอยู่ด้านบนกล่าวว่า “วันนี้อยากกอดอย่างนี้”
หนานกงเย่นอนอยู่ด้านใต้ลูบสัมผัสฉีเฟยอวิ๋น แล้วกล่าวว่า “ข้าสบายมาก เจ้ากอดเถอะ”
ฉีเฟยอวิ๋นพยักหน้า และเป็นเวลาเนิ่นนานกว่าจะหลับได้
ในความฝันเป็นเวลานานมากแล้วที่ไม่ได้ฝันถึงซูมู่หรง แต่ครั้งนี้ฉีเฟยอวิ๋นฝันว่าซูมู่หรงมาที่นี่ และยังพูดคุยกับเธอด้วย
ตอนที่ซูมู่หรงพูดว่าจะไป ฉีเฟยอวิ๋นก็อยากจะไป อีกนิดเดียวก็จะไปด้วยแล้ว ผลสรุปว่าด้านข้างกายมีคนสัมผัสเธอ ฉีเฟยอวิ๋นถึงได้สะดุ้งตื่นขึ้นทันทีทันใด
ลืมตาเบิกโพลงขึ้น หนานกงเย่กำลังมองเธออยู่
“ฝันเห็นซูมู่หรงใช่หรือไม่?”หนานกงเย่มีสีหน้าสงสัย ลำแขนโอบลูบสัมผัสคนในอ้อมกอด ฉีเฟยอวิ๋นโอบหนานกงเย่เช่นกัน
รู้ว่าหนานกงเย่กลัว เธออยากที่จะปลอบโยนเขา
“เห็นว่าเขามา แต่เขาจะไป หม่อมฉันจะไปกับเขาด้วย ก็ตื่นเสียแล้วเพคะ!”
หนานกงเย่สีหน้าอึมครึมลง กล่าวว่า “ห้ามไป หากเขามา ข้าจะทำให้เขามาแล้วกลับไปไม่ได้”
ฉีเฟยอวิ๋นตลกขบขัน เงยหน้าขึ้นมองหนานกงเย่ และกล่าวว่า “แต่ท่านอ๋องก็มองไม่เห็นเขา จะทำให้เขามาแล้วกลับไปไม่ได้ได้อย่างไรกันเพคะ?”
“แน่นอนว่าข้ามีหนทาง เขากล้ามา ข้าไม่มีทางปล่อยเขาแน่นอน”
“..........................แล้วแต่ท่านอ๋องเถอะ ก็ไม่รู้ว่าความหึงหวงนี้มีอะไรดี ท่านอ๋องชอบหึงหวงนัก”ฉีเฟยอวิ๋นปลดชุดของหนานกงเย่ แล้วปีนป่ายขึ้นไป
“ท่านอ๋อง วันนี้ไม่เข้าเฝ้าใช่หรือไม่เพคะ?”
“ไม่”
หนานกงเย่เพิ่งจะไปลา เขากลัวว่าฉีเฟยอวิ๋นจะหายไปอย่างกะทันหัน
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: องค์ชายวายร้ายอยากเป็นพ่อ