หลังจากที่พระมเหสีหวาเอะอะโวยวาย จนทำให้หนานกงเย่ถูกปล่อยออกมาจากคุกจองจำ ฉีเฟยอวิ๋นรู้สึกขอบคุณ
หลังจากผ่านช่วงเวลาเที่ยง ฉีเฟยอวิ๋นก็ไปตำหนักหวาหยางเพื่อขอบคุณ
พระมเหสีหวารู้สึกดีใจอย่างมากเมื่อเห็นฉีเฟยอวิ๋น นางเรียกเธอนั่งลง และยังจัดเตรียมของทานเล่นที่หาทานไม่ได้นอกวังหลวงมาให้
ฉีเฟยอวิ๋นนั่งอยู่คร่หนึ่งก็มีคนเข้ามารายงานเรื่องที่ท่านอ๋องตวนเข้าวังหลวงมา ฉีเฟยอวิ๋นติดตามพระมเหสีหวานอกไปนอกตำหนักหวาหยางเพื่อต้อนรับท่านอ๋องตวน
ผู้ที่ติดตามมาด้วยคือพระชายารองอวิ๋น อวิ๋นหลัวฉวน
เมื่อเห็นฉ๊เฟยอวิ๋น อวิ๋นหลัวฉวนก็รู้สึกถอนหายใจ นางเกรงว่าจะไม่ได้เจอฉีเฟยอวิ๋น และเมื่อเห็นก็รีบเดินเข้ามาหาฉีเฟยอวิ๋น
"เมื่อคืนเป็นไข้" เมื่อเจอหน้ากันอวิ๋นหลัวฉวนก็รีบบอกฉีเฟยอวิ๋น
"หม่อมฉันขอตรวจวัดชีพจร" ฉเฟยอวิ๋นเดินเข้าไปหน้าท่านอ๋องตวนและทำการตรวจวัดชีพจรอย่างละเอียด
"ไม่เป็นอะไร ประเดี๋ยวกินยาก็ไม่มีอะไรแล้วเพคะ"
ท่านอ๋องตวนกำลังพักผ่อน เขานอนหลับอยู่โดยมีผ้าห่มห่มกายอยู่ และมีคนจำนวนหนึ่งหามเขาไว้
หลังจากที่เข้าตำหนักหวาหยางมาก็ได้จัดการวางท่านอ๋องตวนลง ฉีเฟยอวิ๋นให้ยาอีกครั้ง หลังจากที่อธิบายและตั้งยาไว้ทั้งหมด ฉีเฟยอวิ๋นจึงออกมา
ฉีเฟยอวิ๋นได้เชิญพระราชโองการของจักรพรรดิเพื่อไปสำนักหมอหลวง เพื่อหยิบตัวยาที่ต้องการในสำนักหมอหลวง และสั่งให้คนส่งไปในเธอที่ตำหนักเฟิ่งอี๋ หลังจากนั้นฉีเฟยอวิ๋นก็ทำการค้นคว้าตัวยาอยู่แต่ในตำหนักเฟิ่งอี๋โดยไม่ออกไปไหน
จนถึงเวลาค่ำ มีคนต้องการเข้าพบอยู่นอกตำหนักเฟิ่งอี๋
ฉีเฟยอวิ๋นคาดเดาว่าหนานกงเย่น่าจะมาหา
หลังจากนั้นไม่นาน ประตูห้องของเธอก็ดังขึ้นด้วยเสียงเคาะประตู
ฉีเฟยอวิ๋นไม่ได้ยินเสียงคนคุยกัน จึงรู้ว่าคนที่มาคือหนานกงเย่
เมื่อก่อนที่ได้เจอหน้ากันทุกวัน ฉีเฟยอวิ๋นกลับไม่ได้รู้สึกอะไร แต่สองวันนี้ที่ไม่ได้เจอหน้ากัน ฉีเฟยอวิ๋นกลับรู้สึกคิดถึงหนานกงเย่อย่างมาก
เธอคิดว่า ความคุ้นเคยช่างน่ากลัว!
เมื่อฉีเฟยอวิ๋นเดินไปที่ประตูเพื่อเปิดประตู เธอเงยหน้าขึ้นเพื่อดูแต่ก็ถูกหนานกงเย่กอดรัดเอาไว้ทันที
ป้าซีที่อยู่ข้างหลังก้มตัวโค้งคำนับและถอยออกไป
ฉีเฟยอวิ๋นก็กอดรับหนานกงเย่ เธอกระชับแขนของเธอและถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"ท่านอ๋อง พวกเขาไม่ได้ทำร้ายท่านใช่ไหมเพคะ?"
ฉีเฟยอวิ๋นเสียงแหบแห้ง หนานกงเย่ผลักฉีเฟยอวิ๋นออกเพื่อก้มมองเธอ "เป็นห่วงข้าหรือ?"
"ไม่เป็นห่วงเท่าไรนัก" ฉีเฟยอวิ๋นรู้สึกขมขื่นเล็กน้อย เกิดอยู่ในสถานที่เช่นนี้ สามารถถูกตัดหัวได้ตลอดเวลา นอนหลับก็ไม่ดีนัก เธอจะไม่เป็นห่วงเป็นกังวลได้อย่างไร?
หนานกงเย่ใจอ่อนและก้มลงไปจูบเธอ "คิดถึงข้าบ้างไหม?"
ฉีเฟยอวิ๋นหน้าแดงก่ำ ภายนอกตำหนักเฟิ่งอี๋ยังมีนางกำนัลและขันที
หนานกงเย่ก็ช่างไร้ยางอาย
"เข้ามาพูดคุยข้างในเถอะเพคะ" ฉีเฟยอวิ๋นดึงมือของหนานกงเย่เข้ามาในห้อง และปิดประตูลง
และถูกกอดทันทีที่คว้าร่างกาย
"คิดถึงข้ามากใช่ไหม!" หนานกงเย่พูดแต่ประโยคเหล่านี้ หลังจากนั้นก็จูบ ฉีเฟยอวิ๋นทุบตีเขาสองครั้งเพื่อต้องการให้หนานกงเย่ปล่อย แต่เขากลับไม่ยอม ก้มตัวโค้งลงเพื่ออุ้มเธอไปที่เตียง
"กลางวันแสกๆ หากถูกพบเห็นเข้าจะอายคนอื่นนะเพคะ?"
ฉีเฟยอวิ๋นไม่ยอม ต้องการที่จะลุกขึ้นแต่ก็ลุกไม่ขึ้น ขาของหนานกงเย่อยู่ในขาของเธอ เธอราวกับถูกยึดติดและไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้
ทั้งสองฉุดกระชากกันอยู่สักพักหนึ่ง เมื่อฉีเฟยอวิ๋นสงบลงและเหลือบมองไปที่ประตู หันกลับมากอดรัดหนานกงเย่
"คิดถึงข้าบ้างไหม?" หนานกงเย่ยังไม่ยอม ยังคงถามต่อ
"เพคะ" ฉีเฟยอวิ๋นก็รู้สึกอายเช่นกัน ความตื่นเต้นตื่นตัวของหนานกงเย่ก็ขึ้นมาทันที เขาก้มศีรษะลงไปจูบ ฉีเฟยอวิ๋นเคลิบเคลิ้มมึนเมาและไม่สามารถแยกแยะกลางวันกลางคืนได้อีกต่อไป
เมื่อเธอตื่นขึ้นก็เป็นเวลากลางคืนแล้ว ลุกขึ้นมาด้วยอาการปวดหลังปวดเอวและลูบท้อง
วันนี้หนานกงเย่ตื่นเต้นมากเกินไป ยังไม่ทันที่จะหลบเลี่ยงเขา เขาก็ถาโถมเข้ามาทำการ จึงทำให้ฉีเฟยอวิ๋นรู้สึกถูกกระทำ และเกรงว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ฉีเฟยอวิ๋นขยับไปมาและมองเห็นแสงไฟภายในห้อง หนานกงเย่กำลังนั่งดูอะไรอยู่ที่โต๊ะยาว ฉีเฟยอวิ๋นลุกขึ้นไปดู
บนโต๊ะมีคำให้การและภาพวาด ข้างบนมีชื่อของหนานกงเซวียนเฉิน
ฉีเฟยอวิ๋นหยิบขึ้นมาดู ข้างในมีข้อความประมาณว่าเช้าวันนั้นเขาไปถึงจวนกั๋วกงตั้งแต่แรก และคนที่จวนกั๋วกงสามารถเป็นพยานได้ ข้างล่างยังมีหนังสือรับรอง เป็นหนังสือรับรองท่านกั๋วกงและคนในจวนกั๋วกงลงลายมือชื่อไว้
ฉีเฟยอวิ๋นวางคำให้การลง และเดินไปหาหนานกงเย่
"ท่านอ๋อง จะปล่อยจงชินอ๋องหรือเพคะ?"
"ไม่มีปัญหาอะไรก็ต้องปล่อยออกมาแน่นอน" หนานกงเย่ลุกขึ้นและเดินไปรินน้ำเพื่อดื่ม หลังจากนั้นจึงหันไปหาฉีเฟยอวิ๋น
ฉีเฟยอวิ๋นรู้สึกแปลกใจ "ท่านอ๋องไม่ต้องการปล่อยเขาออกมาหรือเพคะ?"
"ท่านอ๋องแปดต้องการบีบบังคับวังหลวง ข้าจะปล่อยให้พวกเขาทำเช่นนั้นได้อย่างไร?" หนานกงเย่ขมวดคิ้ว ฉีเฟยอวิ๋นมองไปรู้สึกว่าเขาดูดุร้ายเพียงแค่ได้มอง
"ท่านอ๋องโกรธหรือเพคะ?" ฉีเฟยอวิ๋นนึกว่าที่เขาออกมาเป็นเพราะกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องของจักรพรรดิอวี้ตี้
แต่ตอนนี้เรื่องในมือของเขาช่างมากมายเหลือเกิน และดูเหมือนจะดูแลไม่ไหวแล้ว
"ท่านอ๋องตวนเกิดเรื่องขึ้น ท่านอ๋องก็เข้าคุกถูกจองจำ พวกเขาต้องการบีบบังคับวังหลวง ท่านอ๋องไม่โกรธหรือเพคะ?" หนานกงเย่วางแก้วในมือลง และแก้วก็สั่นสะเทือนและมีน้ำกระเด็นออกมา
ฉีเฟยอวิ๋นเดินเข้าไปโอบกอดเอวของหนานกงเย่และเงยหน้าขึ้นไปมองหนานกงเย่ "ท่านอ๋องจะทำอย่างไรหรือเพคะ?"
"เรื่องที่เกิดขึ้นกับท่านอ๋องตวนนั้นเกี่ยวพันกับท่านอ๋องแปดอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่เป็นใครนั้นข้ายังไม่แน่ชัดนัก ต้องทำการสอบสวนทุกคนอย่างละเอียด"
"ท่านอ๋องหมายความว่า?"
หนานกงเย่ก้มศีรษะลงไปกระซิบข้างหูของฉีเฟยอวิ๋น ฉีเฟยอวิ๋นพยักหน้า "ทราบแล้วเพคะ"
หลังการนอนหลับพักผ่อนผ่านไปหนึ่งคืน ในตอนเช้าหนานกงเย่ไปเข้าเฝ้ายามเช้าที่ท้องพระโรงและฉีเฟยอวิ๋นก็ขอออกจากวังเพื่อไปเตรียมตัวยารักษาโรค เมื่อลงจากรถม้าก็ได้รับข่าวคราวว่าจู่ๆ จงชินอ๋องก็เป็นลมหมดสติไปในคุก หมอในเรือนจำไม่รู้สาเหตุและทำอะไรไม่ถูก
หมอประจำคุกทราบมาว่าฉีเฟยอวิ๋นมีความรู้ทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมมาก จึงได้ทำการเชิญฉีเฟยอวิ๋นไปตรวจสอบ
หลังจากที่จัดเตรียมของแล้ว ฉีเฟยอวิ๋นก็ออกเดินทาง
ฉีเฟยอวิ๋นใช้การฝังเข็มเพื่อรักษาอาการหมดสติของจงชินอ๋อง เมื่อจงชินอ๋องลืมตาตื่นขึ้นเห็นฉีเฟยอวิ๋นก็รู้สึกตกใจ
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: องค์ชายวายร้ายอยากเป็นพ่อ