“อวิ๋นอวิ๋น”
หนานกงเย่พูดเสียงต่ำพร้อมกับยื่นมือของเขาออกไปจับใบหน้าของฉีเฟยอวิ๋น ฉีเฟยอวิ๋นรู้สึกว่าตนเองได้ทำเรื่องมิควรเข้าแล้ว
“อยู่บนรถนะเพคะ อาอวี่ก็อยู่ด้านนอกด้วย” ฉีเฟยอวิ๋นเข้าใจความคิดของหนานกงเย่
หนานกงเย่รู้สึกกลัดกลุ้มใจ เอนตัวอยู่ในรถไม่พูดจาใดๆ
รถม้ามาถึงจวนอ๋องเย่ หนานกงเย่ลงจากรถและอุ้มฉีเฟยอวิ๋นไปยังสวนดอกกล้วยไม้
ปิดประตูจากนั้นดึงเสื้อออก รอไม่ไหวที่จะขึ้นเตียง
หลังจากพัวพันกันบนเตียงได้ครู่หนึ่ง ทั้งสองก็ไปอาบน้ำอีกครั้ง จึงออกมาจากด้านใน
“เรื่องของท่านอ๋องแปดตัดสินแล้วหรือเพคะ?” ฉีเฟยอวิ๋นเหนื่อยมากแล้ว จึงนอนพักผ่อนบนตัวของหนานกงเย่
พรุ่งนี้ก็ต้องเข้าวังอีก อยู่ในวังย่อมไม่สบายเท่าอยู่ในเรือนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกรังแกนานกว่านัก
“หรงชินอ๋องยอมรับแล้วว่ารู้เรื่องที่ท่านอ๋องตวนจะเดินทางไปยังจวนกั๋วกงวันนั้นจริง แต่ทว่าเขาไม่ยอมรับว่าเป็นคนฆ่าอ๋องตวน ยิ่งไม่ยอมรับว่าตนได้สั่งให้คนไปลอบสังหารอ๋องตวนด้วย”
“เช่นนี้ เพียงแค่ปกปิดไม่ทูลบอกเรื่องนี้ ก็สามารถตัดสินบทลงโทษได้เลยหรือเพคะ?”
“โทษนั้นเบานัก หากเขายังคงปิดปากไม่ยอมรับและทางเราก็ยังหาหลักฐานไม่พบเช่นนี้ ก็ทำได้เพียงคุมตัวเขาไว้และยึดยศเขาเสียเท่านั้น
ถึงแม้จะถือว่าเป็นบทลงโทษเล็กๆเพื่อไม่ให้ทำผิดพลาดครั้งใหญ่ก็ตาม แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการ”
“หรือว่าท่านอ๋องต้องการยึดเรือนงั้นหรือเพคะ?”
ฉีเฟยอวิ๋นถาม หนานกงเย่กอดฉีเฟยอวิ๋นไว้และตบๆบนตัวของนางเบาๆ : “ข้าไม่ปล่อยไปเช่นนี้หรอก”
ฉีเฟยอวิ๋นขยับตัว : “แต่อย่างน้อยเขาก็ถือเป็นน้องชายของท่านอ๋องนะเพคะ ท่านไม่สนใจเลยงั้นหรือเพคะ?”
“หากเสด็จปู่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านต้องสังหารข้าอย่างโหดเหี้ยมเป็นแน่ ท่านจะดุข้าว่าเป็นคนเนรคุณแต่หากข้าไม่สังหารความเย่อหยิ่งของพวกเขาเสีย ในภายภาคหน้าพวกเขาจะทำให้เมืองต้าเหลียงพังพินาศเป็นแน่”
“.......” ฉีเฟยอวิ๋นไม่พูดคำใดๆ มีลูกเยอะนั้นลำบากเสียจริง ขนาดพ่อแม่เดียวกันยังลำบากเช่นนี้ นับประสาอะไรกับพี่น้องต่างแม่ที่ผ่านมาจนถึงรุ่นที่สามแล้วก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ใดเช่นนี้เลย
หลับไปหนึ่งตื่น ฉีเฟยอวิ๋นก็ไปที่ตลาดอีกครั้ง
หนานกงเย่ไปที่ศาลพิเศษกลาง
ส่วนอาอวี่ก็ตามฉีเฟยอวิ๋นไป ทั้งสองเดินเล่นอยู่ในตลาด อาอวี่ถามขึ้นมาว่า: “พระชายารู้ได้อย่างไรว่าท่านราชครูนั้นมีเงินให้เรายืมพ่ะย่ะค่ะ? เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยติดต่อกับท่านราชครูเลย แล้วท่านราชครูจะยืมให้เราได้อย่างไรกัน อาอวี่ไม่เข้าใจจริงๆ”
“อาอวี่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดราชครูจวินถึงได้ยืมเงินให้กับเรา?” ฉีเฟยอวิ๋นถามกลับ
อาอวี่ส่ายหัว : “ไม่รู้พ่ะย่ะค่ะ”
“หนึ่ง เพราะว่าเรามีเงินที่จะคืน ท่านอ๋องเป็นถึงท่านอ๋องนะ จะไม่มีเงินคืนได้อย่างไร? เพราะเช่นนี้เขาถึงได้ยืมเงินให้เราไงล่ะ สอง เพราะพวกเขาติดหนี้บุญคุณเรา ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ให้ยืม”
“หนี้บุญคุณงั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?” อาอวี่ไม่เข้าใจนัก
“อ๋องตวนเป็นถึงหลานเขยของเขาเชียวนะ ข้าช่วยอ๋องตวนไว้ เช่นนี้หากไม่ติดหนี้บุญคุณข้าแล้วจะเป็นอะไรไปได้กัน?”
“แต่ทว่าจวนอ่องตวนมีเงิน หากจะยืมเงินก็ยังคงเป็นจวนอ๋องตวน”
“จวนอ๋องตวนก็สามารถยืมได้ แต่ข้าไม่อยากจะสาธยายด้วยกับนางเท่านั้น”
“พระชายาจึงตัดสินใจยืมเงินท่านราชครูงั้นรึพ่ะย่ะค่ะ?”
“หากเขากล้าไม่ยืมให้ จวนกั๋วกงต้องยืมให้แน่นอน ถึงเวลาเขาจะหน้าไปไว้ที่ใดกัน? หลานสาวของเขาเป็นถึงพระชายาหลัก แต่กลับต้องให้จวนกั๋วกงมาใช้หนี้บุญคุณงั้นรึ? ช่างขายหน้ายิ่งนัก!”
อาอวี่มองฉีเฟยอวิ๋น : “พระชายายิ่งอยู่ยิ่งน่ากลัวแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“งั้นหรือ?”
ฉีเฟยอวิ๋นไปดูร้านค้า ไม่อยากสาธยายต่อกับอาอวี่
อาอวี่เป็นคนไม่คลุกคลีกับเรื่องทางโลกอยู่แล้ว โง่เขลาจริงๆ!
เป็นการยืมเงินเช่นเดียวกัน แต่ติดต่อกับราชครูจวินที่หลักแหลมเช่นนั้น ไม่อยากให้ก็ต้องให้
หนานกงเย่เองก็ไม่ถามให้มากความนัก แค่มองก็รู้หมดทุกอย่างแล้ว
อาอวี่เองคงเป็นได้เพียงอารักขาเท่านั้น มิเช่นนั้นคงจะถูกผู้อื่นขายเป็นแน่!
ฉีเฟยอวิ๋นออกจากร้านค้า จดรายการไว้หนึ่งฉบับ แน่ใจแล้วว่าต้องการอะไร จากนั้นก็ไปเดินตลาด
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: องค์ชายวายร้ายอยากเป็นพ่อ