“ถวายบังคมเสด็จแม่”
“ถวายบังคมเสด็จแม่”
จักรพรรดิอวี้ตี้และหนานกงเย่พากันมาที่ตำหนักเฉาเฟิ่ง เพื่อมาเข้าเฝ้าพระพันปีด้วยกัน
ฉีเฟยอวิ๋นเองก็รีบลุกขึ้น และก้าวเข้าไปยอบกายถวายบังคมจักรพรรดิอวี้ตี้ทันทีตามลำดับ แต่ในขณะที่นางกำลังยอบกายลงนั้น จักรพรรดิอวี้ตี้กลับรีบเข้าไปประคองตัวนางขึ้นมา แล้วพูดว่า
“ลุกขึ้นเถิด ข้ากับเจ้ามิใช่คนอื่นคนไกลกันเสียหน่อย อย่าลืมสิ ว่าข้ามีศักดิ์เป็นพี่ชายของเจ้าแล้วนะ”
“หม่อมฉันมิบังอาจหรอกเพคะ” ฉีเฟยอวิ๋นลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางอ่อนน้อม จนจักรพรรดิอวี้ตี้เองก็เคลิบเคลิ้มไปกับกิริยาท่าทางที่แช่มช้อยของนางด้วย
“ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่วัน ข้าว่าพระชายาเย่ดูเปลี่ยนไปนะ....ข้าหมายถึง..เปลี่ยนไปในทางที่ดีน่ะ” จักรพรรดิอวี้ตี้กล่าวชมเชย
ฉีเฟยอวิ๋นนิ่งเงียบไร้เสียงตอบกลับ เนื่องจากนางไม่คิดว่าตัวนางเองจะเป็นเหมือนที่จักรพรรดิอวี้ตี้กล่าวมา
“ใยข้าถึงดูไม่ออกเลยล่ะ? แถมข้ายังรู้สึกว่านางดูน่าเกลียดยิ่งกว่าเก่าด้วยอีกต่างหาก” หนานกงเย่กล่าว พลางชายตามองฉีเฟยอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะละสายตาจากนางไปหาพระพันปี แล้วพูดต่อว่า “ลูกขอกราบบังคมลานะขอรับ เสด็จแม่”
“จะรีบไปไหนอีกเล่า นาน ๆ พวกเจ้าจะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา อยู่กินอะไรด้วยกันก่อนสิ”
“ลูกต้องไปหารือกับสกุลจวินเรื่องรับพระสนมเอกเข้าวังน่ะขอรับ”
“วันเวลามันช่างผ่านไปเร็วเสียเหลือเกิน ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ไปเถอะ” เมื่อพระพันปีกล่าวมาเช่นนั้น หนานกงเย่จึงหันหลังเดินจากไปทันทีอย่างไม่ลังเล
ฉีเฟยอวิ๋นจึงหันกลับมายอบกายให้พระพันปี แล้วกล่าวว่า “กราบบังคมลาเพคะ เสด็จแม่”
ก่อนจะหันไปยอบกายให้จักรพรรดิอวี้ตี้ตามลำดับ “กราบบังคมลาเพคะ ฝ่าบาท”
“อื้ม”
จักรพรรดิอวี้ตี้ยกมือข้างหนึ่งขึ้นไพล่หลัง และเดินเข้าไปหาพระพันปีเพื่อพูดคุยกันตามประสาแม่ลูก
ฉีเฟยอวิ๋นรีบเดินออกมาถึงหน้าตำหนัก ก่อนจะค่อย ๆ ชะลอฝีเท้าลง “ทีหน้าทีหลังอย่าแต่งหน้าทาปากให้มันมากไป เห็นแล้วมันขัดหูขัดตา” หนานกงเย่เดินเข้ามาเทียบเคียงกายนาง พร้อมกับพูดวิจารณ์ด้วยสีหน้าที่แลดูไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไรนัก
ซึ่่งหลังจากที่ฉีเฟยอวิ๋นถูกขัดจังหวะขึ้นมาอย่างกะทันหัน คิ้วเรียวของนางก็ขมวดเข้าหากันทันที นางยกมือขึ้นโอบแก้มทั้งสองข้างด้วยความหงุดหงิด แล้วตอกกลับไปว่า “วันนี้ข้าไม่ได้แต่งหน้าทาปากมาเสียหน่อย ตื่นเช้ามา ข้าก็แค่ล้างหน้า สีฟัน และเตรียมจะคัดลอกหนังสือตามปกติของข้า แต่จู่ ๆ ข้ากลับต้องรีบเข้าวังมาเลย ท่านคิดว่าข้าจะเอาเวลาจากไหนไปแต่งหน้าทาปากได้เล่า?”
“งั้นรึ?” น้ำเสียงของหนานกงเย่ฟังดูประหลาดใจเล็กน้อย หรือว่าเขาจะดูผิดไปเอง?
พอคิดได้ดังนั้น หนานกงเย่จึงรีบยกมือขึ้นลูบแก้มของฉีเฟยอวิ๋นทันที ก่อนจะพบว่าบนใบหน้าของนางนั้น ปราศจากสิ่งแปลกปลอมอื่นใดจริง ๆ
“เจออะไรไหมเพคะ?” น่าหงุดหงิดจริง ๆ เลย แต่ทำไมฝ่าบาทถึงยังไม่ออกมาอีกนะ?
ฉีเฟยอวิ๋นจึงหันกลับไปมองที่ตำหนักเฉาเฟิ่ง ก่อนจะเจอเข้ากับสวีกงกงที่กำลังเดินหน้าเข้ามาหานางพอดี
“ท่านอ๋องเย่ พระชายาเย่” สวีกงกงยอบกายถวายบังคม ทางด้านฉีเฟยอวิ๋นเองก็แอบถอนหายใจโล่งอกเบา ๆ ไปด้วย
“มีเหตุอันใดงั้นรึ? ท่านกงกง” หนานกงเย่ยกมือข้างหนึ่งขึ้นไพล่หลัง พร้อมกับเอ่ยถาม
สวีกงกงจึงรีบรายงานทันทีว่า “ฝ่าบาทเพิ่งจะกลับถึงพระที่นั่งบำรุงฤทัย และทรงนึกขึ้นได้ว่ายังมีเรื่องสำคัญที่ยังมิได้พูดคุยกับท่านอ๋องเย่ ฝ่าบาทจึงมีรับสั่งให้กระหม่อมมาทูลเชิญท่านอ๋องเย่กลับไปยังพระที่นั่งบำรุงฤทัยขอรับ”
“อื้ม นำทางข้าไปบัดเดี๋ยวนี้เลย”
ทันทีที่หนานกงเย่เดินตามสวีกงกงไป ฉีเฟยอวิ๋นเองก็ติดตามหนานกงเย่ไปด้วยอย่างรู้งาน
เมื่อพวกเขามาถึงหน้าพระที่นั่งบำรุงฤทัยแล้วนั้น ทั้งหนานกงเย่และฉีเฟยอวิ๋นต่างก็ต้องยืนรอตรงหน้าพระที่นั่งอยู่ครู่หนึ่ง
ซึ่งมันก็ทำให้ฉีเฟยอวิ๋นหวนนึกถึงวันที่นางเกือบจะสิ้นใจอยู่ในพระที่นั่งแห่งนี้ นางเหลือบมองใบหน้าที่แสนจะเย็นชาของหนานกงเย่ด้วยความสับสน
ที่เขาโมโหเป็นฟืนเป็นไฟในวันนั้น มันคงเป็นเพราะจวินฉูฉู่สินะ?
แต่ทำไมจู่ ๆ เขาถึงได้ทำท่าทางรังเกียจข้าขึ้นมาแบบนี้ล่ะ
โดยเฉพาะสองสามวันที่ผ่านมานี้ เขาดูต่างกับที่ข้าเคยเห็นราวฟ้ากับเหว
แม้ว่าหนานกงเย่จะมีท่าทีที่ดูไม่พอใจฉีเฟยอวิ๋นไปบ้าง แต่แค่คำพูดไม่กี่คำนั้น มันทำให้นางหยั่งรู้ไปถึงความคิดข้างในของเขาได้มากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
ไม่นานนัก สวีกงกงก็เชิญหนานกงเย่เข้าไปด้านใน โดยที่ฉีเฟยอวิ๋นยังคงต้องรออยู่หน้าพระที่นั่งอย่างเดิม
“รอข้าอยู่ตรงนี้” หนานกงเย่กล่าว ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในพระที่นั่ง และทิ้งให้ฉีเฟยอวิ๋นยืนมองตามหลังเขาไปอย่างจนปัญญา
ซึ่งก็แน่นอนว่า ทันทีที่หนานกงเย่เข้าไปด้านในพระที่นั่งแล้วนั้น สวีกงกงก็เดินกลับออกมา เพื่อเชิญฉีเฟยอวิ๋นให้ตามเข้าไปด้านในพระที่นั่งทันทีตามลำดับ
และตลอดทางนั้น ฉีเฟยอวิ๋นก็มิได้รู้สึกกังวลกับสายตาทุกคู่ที่กำลังจับจ้องมาหานางแต่อย่างใด เนื่องจากนางรู้อยู่แล้วว่าจักรพรรดิอวีี้ตี้จะต้องเตรียมการเอาไว้เยี่ยงนี้
แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังทำให้นางรู้สึกอึดอัดใจอยู่ดี
“ถวายบังคมเพคะ ฝ่าบาท”
ฉีเฟยอวิ๋นยอบกายถวายบังคมจักรพรรดิอวี้ตี้ ซึ่งจักรพรรดิอวี้ตี้เองก็รีบบอกให้นางลุกขึ้นเหมือนอย่างเคย
“ข้ามีความรู้สึกว่า ร่างกายของข้ามันกระชุ่มกระชวยขึ้นมากกว่าเก่าจริง ๆ ข้าว่ายาตำรับนั้นของเจ้ามันได้ผลกับร่างกายของข้านะ”
ฉีเฟยอวิ๋นจึงรีบเสริมขึ้นมาทันทีว่า “ขอหม่อมฉันตรวจดูชีพจรอีกสักหน่อยเถิดเพคะ ฝ่าบาท”
“เอาสิ”
พูดจบ จักรพรรดิอวี้ตี้ก็ยื่นแขนออกมา ฉีเฟยอวิ๋นจึงไม่รอช้า รีบก้าวเข้าไปประคองข้อมือของจักรพรรดิอวี้ตี้ และจับชีพจรทันทีอย่างเบามือ นางใช้ปลายนิ้วทาบลงบนจุดชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคลายมือออกจากข้อมือของจักรพรรดิอวี้ตี้ แล้วรายงานว่า “ดีขึ้นมากจริง ๆ เพคะฝ่าบาท และถ้าหากว่าฝ่าบาททรงเสวยพระโอสถตำรับนี้ต่อไปอีกสักระยะ ฝ่าบาทก็จะสามารถหายเป็นปกติได้ภายในครึ่งเดือนเลยนะเพคะ”
“ครึ่งเดือนงั้นรึ?” จักรพรรดิอวี้ตี้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “มันรวดเร็วปานนั้นเชียว?”
“เพคะ”
ท่าทีหมดสนุกของจักรพรรดิอวี้ตี้
ทำให้ฉีเฟยอวิ๋นรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยว่า ผู้ชายสมัยนี้นี่ยังไงกันนะ ไม่รู้จักดีใจที่ตัวเองจะได้หายป่วยรึยังไง?
“ครึ่งเดือนก็ครึ่งเดือน” จักรพรรดิอวี้ตี้กล่าว ก่อนจะหันกลับมาถามฉีเฟยอวิ๋นด้วยแววตาสุกใส “แล้วหมู่นี้เจ้าเป็นเยี่ยงไรบ้างล่ะ? อ๋องเย่ยังชอบรังแกเจ้าเหมือนแต่ก่อนไหม?”
“หม่อมฉันก็สุขใจดีเพคะ ส่วนท่านอ๋องเย่...ก็เริ่มจะคุ้นชินกับหม่อมฉันแล้วเพคะ” ฉีเฟยอวิ๋นตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเศร้าโศกเล็กน้อย
“จริงรึ?” จักรพรรดิอวี้ตี้หัวเราะชอบใจ ในขณะที่ฉีเฟยอวิ๋นต้องฝืนยิ้มอย่างจนปัญญา มันมีอะไรน่าขันนักรึ?
“ฝ่าบาท นี่เป็นพระโอสถที่ฝ่าบาทจะต้องเสวยต่อไปอีกสักระยะ และภายในครึ่งเดือนหลังจากนี้ ฝ่าบาทจะต้องเสวยพระโอสถหลังพระกระยาหารทุกมื้อมิให้ขาดเลยนะเพคะ” พูดจบ ฉีเฟยอวิ๋นก็รีบถวายพระโอสถให้กับจักรพรรดิอวี้ตี้ทันที
“อื้ม พวกเจ้ากลับไปพักได้แล้วล่ะ”
“กราบบังคมลาเพคะ ฝ่าบาท”
ฉีเฟยอวิ๋นแอบถอนหายใจโล่งอกเล็กน้อย ก่อนจะเดินกลับออกมายังหน้าพระที่นั่ง และยืนรอต่อไปอย่างเดิม จนกระทั่งหนานกงเย่เดินกลับออกมาจากด้านในพระที่นั่ง
แต่พอนางได้เห็นสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีของเขา นางจึงพยายามสงบปากสงบคำ และเดินตามหลังหนานกงเย่มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งพ้นเขตพระราชวังไปในที่สุด
หลังจากที่ทั้งคู่ก้าวขึ้นรถม้าไปแล้วนั้น ฉีเฟยอวิ๋นก็แอบชำเลืองมองหนานกงเย่อย่างลับ ๆ ไปตลอดทาง และถึงแม้ว่าไฟตะเกียงภายในรถม้านั้นค่อนข้างที่จะมืดสลัว แต่ใบหน้าอันงดงามของหนานกงเย่ก็ยังสามารถเปล่งประกายออกมาได้อย่างเจิดจรัส ยิ่งร่างกายของเขาถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไหมสีดำลายมังกรเข้าไปด้วยแล้ว มันยิ่งทำให้เขาแลดูเลอค่าจนยากที่จะบรรยาย
แถมท่าทางเอนหลังพิงรถม้าด้วยความเกียจคร้านนั่น ยังไม่อาจทำให้กลิ่นอายความหล่อเหลาในตัวของเขาลดน้อยลงไปได้เลยแม้แต่น้อย
ฉีเฟยอวิ๋นจึงอดคิดไม่ได้ว่า “จุ๊จุ๊จุ๊ การที่เราต้องมาอยู่ในเงื้อมมือของหนานกงเย่ มันก็ไม่ได้แย่ไปเสียทุกอย่างนี่”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: องค์ชายวายร้ายอยากเป็นพ่อ