บทที่ 1155 ทะเลบุปผาแห่งนั้น
“ท่านแม่…”
สวี่ชิงมองทะเลทรายเบื้องหน้า ฟังคำที่แว่วมาของผู้นำเซียนจี๋กวงที่อยู่ข้างหน้า
อาจเป็นการกระทบทางกาย อาจเพราะนัยซ่อนแฝงของสองคำนี้
จิตสำนึกเขาเกิดคลื่นรำลึกโดยไม่รู้ตัว
เบื้องหน้าเขามีแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์กับเมืองเป็นเอกปรากฏ
เมืองเป็นเอกจากความทรงจำ บิดามารดาตามภาพจำ
ความงดงามจากความจำ รวมถึงฝนโลหิตยากซ่านสลายนั่น
เขานึกถึงบิดามารดาตัวเอง
อาจเพราะเดินทางผ่านภูผาธารามากมาย อาจเพราะผ่านเรื่องราวมากเกินไป ปัจจุบันยามสวี่ชิงนึกถึงบิดามารดาตน เขากลับพบว่าเหลือเพียงเค้าร่าง
แต่ความอ่อนโยนแผ่ซ่านจากเค้าร่าง ถือเป็นภาพประทับซึ่งภูผาธารา เรื่องราว ประสบการณ์ใดก็ไม่อาจลบเลือน
สลักลงในใจเขาชั่วนิรันดร์
คล้ายยามคนเราไม่อาจยืนยันความตาย คนสุดท้ายที่เราเห็นคือใคร
แต่เมื่อมาถึงโลกนี้ สิ่งที่ล้อมรอบย่อมเป็นบิดามารดา
“ท่านแม่…”
สวี่ชิงพึมพำ
ขณะเดียวกันร่างกายที่จิตสำนึกเขาอาศัย ตอนนี้กำลังเผยความจำเจ้าของร่างตามสัญชาตญาณ
ในความทรงจำมารดาเป็นภาพเลือนราง จำได้ไม่ชัดเจน…
คล้ายความทรงจำของสวี่ชิง
ตอนนี้ทั้งสองขานรับกัน
การขานรับดั่งคลื่นสะเทือน ปั่นป่วนจิตใจ กระทบกาลเวลา ไหวกระเพื่อมทอดยาวเหนือทะเลทราย
กลายเป็นส่วนหนึ่งของทะเลทราย
เสียงผู้นำเซียนจี๋กวงสะท้อนก้องกลางทะเลทรายกาลเวลา
“ข้ากับมารดาเจ้า รู้จักกันที่บ้านเกิด”
“นางเป็นศิษย์น้องข้า ถือเป็นศิษย์คนที่เจ็ดของปู่เจ้า”
“ตอนนั้นแม้ว่าบนฟ้ามีตะวันจันทรา แต่กลับไม่เหมือนปัจจุบัน”
ผู้นำเซียนจี๋กวงก้าวเดินพลางกล่าวเสียงเบา
คำพูดเขาเหมือนกล่าวกับสวี่ชิง ทั้งคล้ายหวนรำลึกกับตัวเอง
กลิ่นอายบนตัวกึกก้องตามเสียง เสริมด้วยประสบการณ์ ทั้งหวนรำลึกบางส่วน
“บ้านเกิดเมื่อตอนนั้น ความจริงเป็นเพียงหนึ่งในแดนเล็กนับไม่ถ้วนที่ถูกเทพจำกัดเขตแดนบนวงแหวนที่ห้านี้”
“การใช้ชีวิตที่นั่นต้องเทิดทูนเทพ ถูกเทพเห็นเป็นทาส ใช้ชีวิตท่ามกลางกระดูกขาว”
“ดังนั้นแม้แต่ตะวันจันทราเหนือศีรษะก็เป็นเทพ กล่าวอย่างถูกต้องคือแสงตะวันจันทรารุกรานทั่วแดนเล็ก”
“เหล่าองค์ท่านเอ่ยนามเทพสูงสุดทั่วแดนเล็ก นั่นคือลัวอินกับเหมิงเยี่ยน”
“ช่วงเวลานั้นช่างเจ็บปวด แต่ด้วยมีมารดาเจ้าอยู่ สำหรับข้าแล้วนับเป็นความสุข”
ผู้นำเซียนจี๋กวงเสียงอ่อนโยน กล่าวพึมพำเบาๆ
สวี่ชิงเดินตามหลัง รับฟังเงียบๆ
เขารู้ว่าสิ่งที่ผู้นำเซียนจี๋กวงต้องการตอนนี้คือแค่รับฟัง
“พวกเราฝึกบำเพ็ญด้วยกัน เติบโตมาพร้อมกัน จากนั้นค่อยเจอจิ่วอั้น”
ผู้นำเซียนจี๋กวงส่ายศีรษะ ความหวนรำลึกเข้มข้นขึ้น
“ตอนนั้นนิสัยจิ่วอั้นไม่ต่างจากปัจจุบันนัก เขาชอบความเงียบ ชอบสังเกต ชอบบันทึก”
“มารดาเจ้าเรียกเขาว่าอาลักษณ์ เขาเห็นด้วยกับคำเรียกนี้ ต่อจากนั้นจึงเรียกตัวเองว่าอาลักษณ์หลายปี”
“ซื่อนัก”
จี๋กวงแย้มยิ้ม
“เวลาล่วงเลยไปเช่นนี้…”
“เรื่องที่เกิดขึ้นภายหลัง เจ้าอ่านตำราประวัติศาสตร์ก็ทราบแล้ว”
“ช่วงปลายประวัติศาสตร์เทพ ใต้การนำทัพของปู่เจ้า แดนเล็กทั่ววงแหวนที่ห้าก่อสงครามกับเทพเจ้า”
“ศึกนั้นดุเดือดหาใดเปรียบ…”
“เจ้าเกิดตรงช่วงเวลานั้น แต่ข้ากับมารดาเจ้าไม่อยากให้โลกที่เจ้าเห็นคือความอลหม่าน ดังนั้นจึงผนึกเจ้าไว้”
“ทั้งตกลงกันว่ารอสงครามสิ้นสุด เมื่อโลกใบนี้เปลี่ยนเป็นงดงามค่อยคลายผนึกเจ้า ให้ฟ้าดินที่เจ้าเห็นครั้งแรกงดงาม สงบสุข ไม่มีเทพเจ้า”
“ให้เจ้ามีชีวิตที่ดี”
เสียงจี๋กวงดังก้องทะเลทรายกาลเวลา
แต่น้ำเสียงเจือความปวดร้าวยามหวนรำลึก
“สุดท้ายสงครามต่อเนื่องนานหลายปีค่อยจบสิ้น พวกเราที่เป็นผู้บำเพ็ญเด่นผงาด กำราบเทพที่เดิมสูงส่งเหนือผู้อื่น”
“ตะวันจันทราบนฟ้าสลายไป สับเปลี่ยนเป็นหยินหยางแห่งเต๋าของพวกเรา”
“ทว่า… ข้างกายข้าปราศจากเงาร่างหนึ่งชั่วนิรันดร์”
“มารดาเจ้าสิ้นชีพแล้ว”
สวี่ชิงฟังเงียบๆ
เห็นชัดว่าเป็นเรื่องคนอื่น ไม่ว่าเป็นผลกระทบทางกายหรือความรู้สึกร่วมจากจิตสำนึกเขา ทั้งหมดทำให้สวี่ชิงสัมผัสถึงความโศกเศร้าจากเจ้าของร่างกับจี๋กวง
“ส่วนข้าหลับใหลไปด้วยเหตุบางอย่าง”
“การหลับครั้งนี้ถึงหมื่นปี”
“เมื่อข้าตื่นขึ้น ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว บัญญัติกาลอวกาศมีขีดจำกัดเช่นกัน…”
“สามพันสามร้อยสามสิบสามปี นี่คือข้อจำกัดกาลอวกาศของทุกวงแหวนทั่วจักรวาลนี้”
“ดังนั้นครั้งผนึกเจ้ามีข้ากับมารดาเจ้า แต่เมื่อคลายผนึกเจ้ามีเพียงข้า”
เสียงทุ้มต่ำล่องลอยกลางฟ้าดิน ฝีเท้าจี๋กวงชะงักไป
ทะเลบุปผาแห่งหนึ่งสะท้อนเข้าสู่สายตาสวี่ชิง
นั่นคือทะเลซึ่งเหมือนแดนมายา ดอกกล้วยไม้งามหลากสีนับไม่ถ้วนเบ่งบานกลางทะเลทราย
งดงามอย่างยิ่ง
ยากจินตนาการว่ากลางทะเลทรายมีดอกกล้วยไม้มายมายเช่นนี้
อย่างน้อยวันนั้นเมื่ออนาคต ยามมาถึงทะเลทรายแห่งนี้ สวี่ชิงก็ไม่เคยเห็น
คล้ายเป็นความลับเก็บซ่อนตรงส่วนลึกทะเลทราย
“เสียคนรักของข้าไป”
ขณะกล่าวจี๋กวงหยัดร่างขึ้นมองสวี่ชิง
“ยังจำนิทานรัตติกาลที่ข้าเคยบอกเจ้าตอนเด็กได้หรือไม่”
สวี่ชิงพยักหน้ากล่าวเสียงเบา
“เมื่อรัตติกาลมาเยือน อย่าไปหาท่าน”
ประโยคนี้ฝังลึกในความทรงจำของนายน้อยจี๋กวง หยั่งรากลึกหาใดเปรียบ
ในความทรงจำของเขา ผู้นำเซียนจี๋กวงไม่ได้เอ่ยคำนี้แค่ครั้งเดียว
ทำให้สวี่ชิงนึกถึงเงาสะท้อนล่างทะเลสาบน้ำแข็ง…
ทั้งจากความทรงจำทุกครั้งที่ผู้นำเซียนจี๋กวงเผยตัวคือช่วงฟ้าสว่าง
จี๋กวงยิ้มพยักหน้า มองแสงอัสดงใกล้ลาลับตรงขอบฟ้า
“ฟ้าจะมืดแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ”
ขณะกล่าวจี๋กวงก้าวไปข้างหน้า
ฟ้าดินเลือนราง
ครู่ต่อมาทะเลทรายกับทะเลบุปผาหายไป
สวี่ชิงปรากฏตัวในตำหนักน้อย สถานที่เหมือนก่อนออกเดินทางทุกประการ
คล้ายว่าประสบการณ์นี้เป็นเพียงภาพมายา
ถึงขั้นว่าเงาร่างผู้นำเซียนจี๋กวงก็หายไป
มีเพียงห้วงนภา…
ก่อนหน้านี้เมื่อสวี่ชิงจากไปฟ้ายังสว่าง
ตอนนี้ราตรีมืดมิดกลับมาเยือน
รัตติกาลปกคลุมผืนดิน
จันทร์กระจ่างเด่นนภา
…
ตอนนี้ถ้ำใต้ดินลึกลับแห่งหนึ่งล่างวังเซียน
โคมตะเกียงส่องสว่าง
ผู้นำเซียนจี๋กวงกำลังเดินหน้าทีละก้าว
แต่ทุกแห่งที่ก้าวผ่าน แสงตะเกียงด้านหลังเขาทยอยมอดดับ
เมื่อรัตติกาลบนโลกภายนอกมาเยือน ชุดขาวบนตัวเขาเปื้อนสีดำช้าๆ กระทั่งย้อมเป็นชุดดำถ้วนทั่ว
ความอ่อนโยนบนหน้าถูกความเหี้ยมเกรียมชั่วร้ายเข้ามาแทน
ตัวเขาสั่นเทาเล็กน้อย แต่ฝีเท้ายังมั่นคง
สุดท้ายค่อยเดินมาถึงส่วนลึกของถ้ำใต้ดิน
ก้าวเข้าห้องขังที่ปิดสนิท
เมื่อก้าวเข้าไป โซ่เหล็กที่สร้างจากอักขระนับไม่ถ้วนพลันปรากฏ พันรอบตัวเขา เสริมพลังผนึกอย่างต่อเนื่อง
ประกายแสงซ่านสลาย มืดสนิทชั่วพริบตา
ในห้วงมิติมืดมิด มีเพียงเสียงครวญต่ำลึก รวมถึงเสียงกระชากโซ่เหล็กดังก้องต่อเนื่อง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา