บทที่ 1 กลืนกินสัตว์ร้าย
“นี่ฉัน… รอดตายมาได้จริง ๆ สินะ?”
ภายในห้องที่ระเนระนาดอย่างกับเพิ่งมีพายุพัดผ่านไป
ฉู่โม่วถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังจากความทรงจำแล่นผ่านเข้ามาในหัว
เขาไม่ใช่คนของโลกนี้… แต่มาจากอีกโลกหนึ่งที่เรารู้จักกันดี
ปี 2050 อุกกาบาตปริศนาพุ่งเข้าชนโลกและแพร่กระจายเชื้อไวรัสที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ภายในเวลาไม่นาน มันกลายเป็นสาเหตุให้ประชากรทั่วโลกต้องติดเชื้อ จนเปลี่ยนสภาพเป็นซอมบี้ไปตาม ๆ กัน และในท้ายที่สุด อารยธรรมของมนุษยชาติอันเป็นความภาคภูมิใจมาอย่างยาวนานก็พังทลายลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี
ซอมบี้ออกอาละวาด …จุดประสงค์เดียวของพวกมันคือทำลายล้าง
และฉู่โม่วที่รอดชีวิตมาจนถึงปีที่ห้าของอุบัติการณ์ซอมบี้กลืนโลก ก็ดันพลาดท่าตกลงไปในฝูงซอมบี้กระหายหิวเหล่านี้จนได้!
ความทรงจำสุดท้ายก่อนตาย คือคลื่นซอมบี้ที่ถาโถมเข้าใส่ตัวเขา! พวกมันกัดกินและฉีกกระชากร่างกายมนุษย์ราวกับสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง ภาพติดตาเหล่านั้นยังชัดเจนทุกอย่าง
ความเจ็บปวดจากกล้ามเนื้อที่ถูกซอมบี้ฉีกกัด… ยังคงสลักลึกในความทรงจำ
“โชคดีจริง ๆ…”
“อย่างน้อยฉันก็ยังมีชีวิตอยู่!”
เมื่อเลื่อนสายตาลงมาสำรวจร่างกายตัวเอง ฉู่โม่วก็อดดีใจไม่ได้
เขารับรู้ผ่านความทรงจำที่ไหลเวียนทับซ้อนกัน เพราะร่างของเขาตอนนี้… เป็นร่างของชายหนุ่มวัยรุ่นที่มีชื่อเดียวกัน
ดูเหมือนว่าโลกใบนี้จะห่างไกลจากคำว่า ‘อันตราย’ มากกว่าโลกเก่าที่โดนซอมบี้ถล่มจนเทียบไม่ติด
ภายในปีศักราช 2200 ของดาวเคราะห์สีน้ำเงิน จู่ ๆ ก็มีช่องว่างระหว่างอวกาศมากมายปรากฏขึ้นมารอบโลก ก่อนที่สิ่งมีชีวิตอันทรงพลังหลากหลายเผ่าพันธุ์จะผุดออกมาจากช่องว่างเหล่านั้น
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่รู้จักมาก่อน มนุษยชาติจึงเลือกที่จะใช้ระเบิดปรมาณูเพื่อจัดการพวกมัน ทว่าสสารปริศนาที่ล่องลอยอยู่ในอากาศกลับทำให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นอัมพาต ตลอดจนอาวุธนำวิถีของกองทัพเองก็พลอยใช้การไม่ได้ไปด้วย
มนุษยชาติในโลกใบนี้ทำได้เพียงพึ่งพาอาวุธพื้นฐานในการต่อสู้ เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์เท่านั้น
แต่อาวุธพวกนี้จะมีทางเอาชนะสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวได้อย่างไรกัน?
พลังของพวกมันสามารถถล่มภูเขาทั้งลูกหรือแผดเผาผืนทะเลจนเหือดแห้งได้ไม่ยาก ไหนบางตนจะมีร่างกายแข็งแกร่งชนิดที่กระสุนเจาะทะลุชั้นผิวหนังของมันไม่ได้อีก
ณ ตอนนั้น
เขาไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่ามนุษยชาติจะต้องแบกรับความขมขื่น และยากลำบากมากมายขนาดไหนกัน
ทว่า…
กาลเวลาที่หมุนเวียนไป ทำให้มนุษย์บางคนได้ค้นพบถึงความจริงที่ว่า พวกเขาสามารถนำสสารปริศนาที่มีมากมายอยู่ในอากาศมาใช้ได้ในที่สุด และสสารเหล่านั้นก็ทำให้ร่างกายของพวกเขาได้รับพลังที่เหนือกว่าคนทั่วไปมาไว้ในครอบครองด้วย
การค้นพบซึ่งสิ่งนี้ มันทำให้มนุษยชาติมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากการวิจัยและทดลองอย่างไม่หยุดหย่อน วิทยาศาสตร์ก็ได้ให้คำตอบเกี่ยวกับสสารลึกลับนั้นได้ และมอบชื่อให้สสารดังกล่าวว่า ‘อณูแห่งชีวิต’
พลังงานที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตนี้ทำให้มนุษย์สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกาย และไขว่คว้ามาซึ่งความแข็งแกร่งไร้เทียมทาน!
พวกเขาเหล่านี้ถูกเรียกว่า ผู้ปลุกพลัง! (อะเวคเค่น)
แต่ก็นั่นก็เป็นเพียงแค่คนบางกลุ่มเท่านั้น เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายได้
หากใครก็ตามที่ต้องการจะก้าวเดินในวิถีแห่งผู้ปลุกพลัง พวกเขาจำเป็นต้องมีพรสวรรค์… พรสวรรค์ที่สูงส่งกว่าใคร ยิ่งสูงเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเติบโตได้มากขึ้นเท่านั้น!
หากพวกเขาไร้พรสวรรค์… ก็เป็นได้แค่คนธรรมดาไปตลอดชีวิต
ถึงอย่างนั้น แม้จำนวนผู้ที่ปลุกพลังขึ้นแล้วจะยังถือเป็นกลุ่มคนเล็ก ๆ แต่เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยฉุดรั้งและผลักดันมนุษยชาติให้กลับไปอยู่ในจุดที่สามารถเอาชีวิตรอดบนโลกอันเน่าเฟะแห่งนี้ได้แล้ว
“นี่มัน… ความโชคร้ายในความโชคดีชัด ๆ!”
ฉู่โม่วพูดเสียงเบา
ในโลกใบเดิมของเขา… ที่มนุษยชาติต้องเผชิญหน้ากับมหัตภัยซอมบี้ล้างโลก ไม่มีใครมีพลังอะไรแบบนี้เลย เมื่อเทียบกับฝูงซอมบี้พวกนั้นแล้ว พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับก้อนเนื้อที่ยังสามารถวิ่งได้เท่านั้น
ยังไงเสียโลกใบนี้ก็โชคดีกว่าโลกของเขามากมายนัก
“ถ้าไม่ติดว่า…”
“ไอ้ร่างนี้มันดันไม่มีพรสวรรค์อะไรเลยเนี่ยสิ!”
ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองไปยังฝ่ามือทั้งสองข้างด้วยท่าทีผิดหวัง
ในยุคที่อสุรกายมากหน้าหลายตากำลังคืบคลานอยู่นั้น หากจะบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็คงจะไม่ได้เสียทีเดียว
มนุษย์ต่างมีชีวิตอยู่รอดได้เพราะพึ่งพาพลังของเหล่าผู้ปลุกพลัง
ต่อให้มีพลังเพียงน้อยนิด แต่นั่นก็มากพอแล้วที่จะทำให้เขาสามารถก้าวเดินเข้าไปในเส้นทางของเหล่าผู้ปลุกพลังได้
แต่มนุษย์ที่ไม่มีพลังอะไรเลย ในยุคแบบนี้ พวกเขาไม่มีค่าพอที่จะเป็นผู้รอดชีวิตด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้เจ้าของร่างเดิมจึงตัดสินใจที่จะยอมแพ้ต่อโชคชะตา เพราะรู้ดีว่าตัวเขานั้นไม่มีพลังที่จะไปต่อในวิถีของผู้ปลุกพลังได้อย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้นแล้ว ฉู่โม่วจึงสามารถก้าวข้ามมาใช้ร่างกายนี้ได้
แกร๊ก!
ทั้งที่การได้อยู่ด้วยกันภายใต้ชายคาเดียวกันของหนุ่มสาว ควรจะทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาพัฒนามากขึ้นไปแท้ ๆ แต่กลับกลายเป็นว่ามีแต่ความตึงเครียดระหว่างเขาและเธอเท่านั้นที่พัฒนาขึ้น
“ชีวิตฉันจะไม่ได้เจอกับความสุขเหมือนกับที่คนอื่นเจอบ้างหรือไงน่ะ…”
ระลึกความทรงจำเรื่องนี้ได้หมด ฉู่โม่วได้แต่ถอนหายใจอยู่คนเดียว
ตัวเขาหลุดมาจากโลกที่ล่มสลายกลายเป็นเมืองร้าง ดังนั้นย่อมเข้าใจความหมายของคำว่า ‘พยายาม’ ดี ว่ามันจำเป็นต่อสภาพแวดล้อมเช่นนี้อย่างไร
ยิ่งตัวเฉินซีเวยเองยิ่งแล้วใหญ่ เธอคนนี้ไม่เพียงแต่จะไร้เทียมทาน แต่ยังพยายามฝึกฝนจนใช้วรยุทธ์ได้อย่างช่ำชอง แม้จะมีอายุไล่เลี่ยกับเจ้าของร่างเก่าของเขาเท่านั้น
แต่ต่างกันราวกับฟ้ากับเหว
แต่ในฐานะที่เขาไม่ต่างอะไรจากคนนอก คงจะพูดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องคนอื่นไม่ได้
ถ้าไม่ใช่เพราะ…
“ในเมื่อตอนนี้ฉันใช้ร่างของนายอยู่ จากวันนี้เป็นต้นไป ฉันคือ ฉู่โม่ว!”
“ฉันจะใช้ชีวิตในส่วนของนายให้คุ้มค่าเอง!”
เขาตั้งมั่นในใจ
แม้ว่าร่างกายนี้จะไร้ซึ่งพลังใด ๆ แต่ชีวิตก็ยังต้องเดินต่อไป
การได้ชีวิตใหม่นั้น ถือเป็นของขวัญที่ฟ้าประทานมาจริง ๆ
ฉู่โม่วเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมานิดหน่อยแล้ว เพราะเช่นนั้นจึงตัดสินใจลุกไปเตรียมทำอะไรง่าย ๆ มาทาน
แต่จังหวะนั้นเอง
สายตาก็เหลือบไปมองยังก้อนเนื้อที่มาจากซากสัตว์ร้ายที่เฉินซีเวยนำมาวางไว้ให้บนโต๊ะ เขาก็ต้องชะงักไปชั่วขณะ
แววตาของชายหนุ่มสั่นสะท้านอย่างเหลือเชื่อ!
เหนือซากสิ่งมีชีวิตปริศนาดังกล่าว มีกล่องข้อความที่ถูกเขียนไว้ราวกับภาพลวงตาปรากฏขึ้น มันระบุว่า
[เป้าหมาย : สัตว์ร้ายขนาดกลาง ระดับ 1 ตัวเซเบิลสายฟ้าสีม่วง!]
[สามารถกลืนกินได้!]
[ต้องการกลืนกินหรือไม่?]
…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์