บทที่ 111 ความตกตะลึงของเสิ่นชาง และรางวัลชั้นที่ 60
สาเหตุที่เขาสามารถแสดงพลังได้ขึ้นเพียงร้อยเท่า นั่นก็เพราะว่าร่างกายมนุษย์มีขีดจำกัดเพียงเท่านั้น
หากให้เปรียบคงเหมือนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีทางผ่านเพียงประตูเดียว น้ำที่ไหนก็จะถูกจำกัดไว้แค่นั้น แต่เมื่อเปิดประตูหมดทุกบาน น้ำก็จะทะลักอย่างรวดเร็ว
คัมภีร์มังกรคชสารอมตะนั้นเกิดจากการบ่มเพาะร่างกายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ฝึกวิชาสามารถทำลายขีดจำกัดของร่างกายและเพิ่มความแข็งแกร่งคงกระพัน!
ด้วยวิธีจะทำให้ร่างกายสามารถอดทนต่อพลังที่มากกว่าร้อยเท่าได้!
“คุ้มอะไรแบบนี้!”
ดวงหน้าของฉู่โม่วแต้มไปด้วยความสุข
แค่ตำราเล่มนี้เพียงเล่มเดียวก็ทำให้เขารู้สึกว่าการเดินทางช่างคุ้มค่า
ในที่สุดก็มีหนังสือล้ำค่าอยู่ในมือ
ครู่หนึ่ง เสียงในหูก็แว่วขึ้นอีกครั้ง
[ผู้ทดสอบฉู่โม่ว คุณต้องการเข้าสู่ชั้นต่อไปหรือไม่]
ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงหนักแน่น “เริ่มได้เลย!”
เสียงนั่นฟังดูทุ้มต่ำ
ชั้นต่อไปคือชั้นที่ 51
จากที่คำนวณทุก ๆ สิบชั้นของหอคอยวรยุทธ์แล้ว ชั้น 50 ถึง 60 น่าจะเป็นระดับสูงที่สุด
แม้จะเป็นความแข็งแกร่งของฉู่โม่วในเวลานี้ ก็ยังยากที่จะผ่านแต่ละขั้นไปอย่างรวดเร็ว
แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ยังอยากทุ่มความพยายามลงไปเพื่อพิสูจน์ว่าจะไปได้ไกลเพียงไหน
อีกอย่างหนึ่ง… เขายังอยากรู้ว่าชั้นที่ 60 มีรางวัลอะไรรออยู่!
…
ผ่านมาแล้ว 50 ชั้น
กายของเสิ่นชางชโลมได้ด้วยโลหิต เขากำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรชั้นสูงที่มีสิบหัวเบื้องหน้า
หลังจากที่เข้าสู่ชั้นที่ 46 ความยากก็ยิ่งทวีคูณ เขาใช้เวลาอยู่นานกว่าจะผ่านไปได้แต่ละชั้น
ตอนนี้เอง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรทรงพลังตัวนี้ เขารู้ดีว่าขีดจำกัดได้สิ้นสุดลง
อย่างที่คาดไว้
หลังจากที่ต่อสู้ร่วมครึ่งชั่วโมง เขาก็จัดการสัตว์อสูร 3 หัวได้สำเร็จ ทว่าตัวเขาที่เริ่มหมดแรงก็ถูกอสูรตัวอื่นตะปบจนเกือบถึงแก่ความตาย
ครู่เดียว สัตว์อสูรพวกนั้นก็เลือนหายไปทันที ประหนึ่งไม่เคยมีอยู่มาก่อน
ร่างกายของเสิ่นชางเองก็เริ่มฟื้นตัวเช่นกัน
[ผู้ทดสอบเสิ่นชาง ไม่ผ่านการประเมินในชั้นที่ 50 ของหอคอยวรยุทธ์ ผลลัพธ์สุดท้ายได้แก่ชั้นที่ 49!]
เสียงไร้ความปรานีแว่วผ่านโสตประสาทของเขา
สิ้นคำพูด
เสิ่นชางที่เพิ่งฟื้นตัวอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “น่าเสียดาย อีกนิดเดียวก็จะผ่านชั้นที่ 50 แล้ว ฉันนี่มันไม่ได้เรื่องเลย!”
ใบหน้าของเขาไม่อาจฉายแววความยินดีใดได้
รางวัลชั้นที่ 50 จะต้องสุดยอดมากแน่ แต่เขากลับไปไม่ถึงฝั่ง คิดอย่างไรก็เป็นการพลาดโอกาสสำคัญ
จะไม่ให้เสียใจได้อย่างไรกัน?
ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังรู้สึกโล่งใจ
หอคอยวรยุทธ์นั้นยากที่ฝ่าฝัน การที่เขาไปได้ถึงชั้นที่ 49 ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายสำหรับขั้นกลางก็นับเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งแล้ว!
ไม่ว่าจะไปได้ไกลเพียงไหนก็นับว่ามีเกียรติยิ่ง!
ไม่มีทางที่จะถูกใครเหยียดหยาม!
อีกอย่าง
เมื่อเทียบกับสิบปีที่แล้ว ครั้งนี้เขาทะลวงผ่านชั้น 40 สำเร็จและได้รับรางวัลล้ำค่ามากมายซึ่งเสริมความแข็งแกร่งและทำให้เขาข้ามไปสู่ขั้นที่สูงขึ้น การมาครั้งนี้ไม่นับว่ากลับไปมือเปล่า!
สำหรับชั้นที่ 50 นั้น…
“ก็คงได้แต่รอให้เขตแดนลับเปิดขึ้นอีกครั้งในอีกสิบปีข้างหน้า!”
เสิ่นชางถอนใจ
ตอนนั้นเขายังอายุไม่ถึงหกสิบก็ถือว่ายังมีโอกาสอยู่
ด้วยพลังพรสวรรค์ของเขา อย่างน้อยที่สุดก็คงสามารถบรรลุขั้นสูงของระดับนายพลเมืองได้ หรือแม้แต่บรรลุขั้นผู้บัญชาการเมือง ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้ความหวัง ถึงตอนนั้นการผ่านชั้นที่ 50 ย่อมเป็นไปได้แน่นอน
ถ้ามีเวลาอีกสิบปีให้ถึงชั้น 60 ก็ยังไหว!
เมื่อคิดได้แบบนั้น เสิ่นชางก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
“ได้เวลาออกไปสักที!”
“ทุกคนกำลังรอฉันอยู่!”
เขาเชื่อมั่นเช่นนั้น
เมื่อก้าวออกไป ผู้ปลุกพลังด้านนอกหอคอยยังคงมองเขาอย่างเคารพ จนอดยิ้มมุมปากไม่ได้
เพียงก้าวเดียวก็จะพ้นจากหอคอย
เดิมทีเขาแน่ใจว่าคงมีคนไม่น้อยที่จะส่งเสียงโห่ร้องยินดีเมื่อเขาออกมา แต่คิดไม่ถึงว่า…
…ไม่มีใครสักคนที่กำลังเชียร์เขาอยู่
กลับกัน
เบื้องหน้าหอคอยปรากฏภาพของฝูงชนกำลังเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึงคล้ายกับเห็นผี
“ไม่น่าเชื่อ!”
“ความเร็วของเขายังคงต่อเนื่อง นี่ยังไม่ใช่ขีดจำกัดของเขาสินะ!”
“บอกทีว่าไม่ใช่ฝัน หรือนี่จะเกิดเรื่องผิดปกติกับหอคอย ไม่อย่างนั้นทำไมฉันถึงได้เห็นอะไรน่าทึ่งขนาดนี้นะ”
“สมองนายอาจจะเพี้ยน แต่ไม่ใช่กับหอคอยวรยุทธ์แน่!”
“แล้วเจ้านั่นมันไปได้สูงขนาดนั้นได้ไง?!”
“ไม่รู้ บอกได้แค่ว่าความแข็งแกร่งของคนผู้นั้นมันเกินไปมาก!”
พวกเขาเอาแต่พูดกันถึงเรื่องนี้
ความสนใจเหล่านั้นจดจ่ออยู่ที่หอคอย ไม่มีใครสังเกตว่าเสิ่นชางได้เดินออกมาแล้ว
เมื่อได้ยินบทสนทนา เสิ่นชาก็งอดขมวดคิ้วไม่ได้
“เกิดอะไรขึ้นนะ”
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นไปตามสายตาของทุกคน ทั้งที่ไม่ดูก็ดีอยู่แล้ว เพราะทันทีที่ได้เห็นภาพตรงหน้าก็ต้องเบิกตากว้าง!
จุดสีขาวบนหอคอยวรยุทธ์สว่างเด่นบนชั้นที่ 51!
‘นั่นชั้น 51 หรอ?’
‘ในฐานจินหลิงนี้ นอกจากฉันแล้วยังมีคงไปถึงชั้น 51 ได้อีกงั้นหรอ!?’
‘เป็นกู่อวิ๋นเซียวหรือเสิ่นเทียนอวิ๋นกัน’
‘เป็นไปไม่ได้!’
‘ความแข็งแกร่งของกู่อวิ๋นเซียวอยู่ในขั้นนายพลเมืองระดับต้น แม้แต่ฉันเองเขาก็ยังเอาชนะไม่ได้ ส่วนเสิ่นเทียนอวิ๋นแม้จะสามารถจัดการกับสัตว์อสูรระดับ 5 ได้ด้วยการใช้ค่ายกล แต่พลังของเธอก็อยู่แค่ขั้นปรมาจารย์ยุทธระดับสูงเท่านั้น ด้วยความสามารถที่มี ไม่มีทางเป็นพวกเขาแน่!’
‘แต่จะเป็นใครไปได้นอกจากสองคนนี้!’
ความคิดมากมายผุดขึ้นในใจของเขา เช่นเดียวกับแววตกตะลึงที่ประทับลงดวงหน้า
ยังไม่ทันได้จัดการกับความคิด เขาก็เห็นว่าจุดสีขาวนั้นขยับไปยังชั้นที่ 52!
“มันขึ้น! มันขึ้นไปอีกแล้ว!”
“เขาไปที่ชั้น 52 จริง ๆ!”
“แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!”
“พลังขนาดนี้เชื่อได้เลยว่าไม่มีใครกล้าเผชิญหน้าด้วยเป็นแน่!”
แม้พลังโจมตีของเขาจะใกล้เคียงกับขั้นนายพลเมืองระดับสูงสุดแล้ว และพลังป้องกันกับความเร็วเองก็ได้พรสวรรค์ธาตุลมและธาตุดินคอยช่วยเหลือ
แต่เขาก็ไม่ได้แข็งแกร่งขนาดที่จะเอาชนะหอคอยชั้นนี้ได้อย่างง่าย ๆ! ความแข็งแกร่งที่มีตอนนี้เอนไปทางเป็นรองคู่ต่อสู้ด้วยซ้ำ
เช่นนั้นแล้ว ฉู่โม่วจำต้องปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาและจะประมาทไม่ได้แม้เสี้ยววินาที
ไม่เช่นอย่างนั้นแล้ว เมื่อใดก็ตามที่ปลายกรงเล็บนั่นสัมผัสกาย ไม่บาดเจ็บสาหัสก็ยากจะรักษาชีวิต
ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น ฉู่โม่วทุ่มพลังอย่างหนัก
ทันใดนั้น พลังคมกระบี่สวรรค์เร้นลับก็เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ
เช่นเดียวกับกระบวนท่าย่างก้าวปีศาจไร้เงาที่ช่วยเพิ่มพูนความสามารถ
กรรร!
เสียงคำรามเคลื่อนใกล้เข้ามา
ราชาพยัคฆ์ตัวเขื่องที่มีพลังระดับ 5 ชั้นสูงกระโจนเข้ามา รูปร่างของมันไม่ต่างภูเขาที่กำลังถล่ม ปลดปล่อยพลังอันมหาศาล
“กระบวนท่าย่างก้าวปีศาจไร้เงา!”
ร่างกายของฉู่โม่วสว่างวาบ เขาหลบการโจมตีของเจ้าเสือยักษ์ได้ในทันที พลังกายอสนีบาตคงกระพันปรากฏขึ้น ปล่อยเสียงคำรามลั่นดังผืนฟ้าพังทลาย
ราชาพยัคฆ์จำใจต้องล่าถอย
ฉู่โม่วกำชับกระบี่สารทสังหารในมือแน่น ก่อนจะเปิดใช้พลังแห่งห้วงมิติเพื่อสร้างพื้นที่
ขณะเดียวกัน
พลังปราณและโลหิตในกายไหลเวียนรุนแรง คมกระบี่รอบกายสั่นสะเทือนดังต้องพายุ ปราณกระบี่จำนวนมากระเบิดออกมาสู่กระบี่สารทสังหาร
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
คมกระบี่ซัดลงมาประหนึ่งสายฟ้าฟาดไปยังคอของราชาพยัคฆ์
หลังปรากฏเสียง ‘ฟึบ’ ผิวหนังอันหนากร้านของสัตว์อสูรก็ปริออก เลือดแดงฉานไหลออกมาจำนวนมาก
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ!
ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มได้ยินเสียงประหลาดที่ด้านหลัง
เมื่อมองกลับไปอย่างเผลอตัว งูยักษ์ที่อยู่ตรงนั้นก็พลันพ่นพิษสีเขียวใส่หน้าของเขา
ทว่าท่าทางของฉู่โม่วไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป พลังพรสวรรค์ธาตุไฟของเขาปรากฏขึ้น เปลวไฟอันทรงพลังพัดออกจากร่างกาย แผ่รัศมีไปไกลหลายร้อยเมตร
พิษเหล่านั้นล้วนมอดไหม้ ก่อนจะสลายไปกับเปลวเพลิง
ไม่นาน
เปลวไฟเหล่านั้นก็ลุกท่วมตัวของงูยักษ์ มันส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด
…
เขายังคงเดินหน้าต่อไป!
การต่อสู้ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง!
กายของฉู่โม่วท่วมไปด้วยเลือด
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงไหน
ในที่สุดสัตว์อสูรระดับ 5 ชั้นสูงตัวสุดท้ายก็ตายด้วยน้ำมือของเขา
[ขอแสดงความยินดีกับผู้ทดสอบฉู่โม่วที่ผ่านชั้น 60 เตรียมรับรางวัลประจำด่าน]
สิ้นเสียงนั้น ชายหนุ่มมีท่าทีผ่อนคลาย
เขาพิงกระบี่สารทสังหารเอาไว้ พลางหอบกระหืดอย่างหนัก
หลังจากการต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย เลือดและพลังงานในร่างก็หมดลง ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนร่างกายช่างว่างเปล่า
ทั่วทั้งร่างนั้นโชกไปด้วยเหงื่อและเลือดปะปนกัน
เขาไม่ได้ยี่หระนัก กลับกัน ดวงหน้าเขาเปี่ยมด้วยความคาดหวัง
อีกไม่นานรางวัลประจำด่านจะถูกประกาศออกมา! มันคืออะไรกันแน่!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์