เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 129

บทที่ 129 ตระกูลสวี่ถูกทำลาย และสามตระกูลหลักแสดงความภักดี!

“ก็ได้ งั้นข้าจะสู้กับเจ้าเอง!”

ท่ามกลางความสิ้นหวัง บรรพบุรุษตระกูลสวี่แสดงสีหน้าหนักอึ้งออกมาและเตรียมที่จะสู้กับฉู่โม่วอีกครั้งหนึ่ง

เขารวบรวมพลังอณูแห่งชีวิตและกระตุ้นเลือดลมจากทั่วร่าง ในขณะเดียวกันก็ใช้กระบวนท่าลับระเบิดอณูแห่งชีวิตที่ทำให้ตัวเขาเองแข็งแกร่งขึ้นด้วย กระบวนท่านี้จะสร้างเป็นกลุ่มก้อนพลังอันมหาศาลทำลายทั้งเขาและฉู่โม่วไปพร้อม ๆ กัน

ทว่า…

แผนการกลับล่มตั้งแต่ที่ฉู่โม่วเหลือบมอง

ฟู่ว…

ทวาราแห่งกระบี่ทั้ง 365 จุดทั่วร่างกายของฉู่โม่วสั่นสะเทือนอย่างพร้อมเพรียงกัน เช่นเดียวกับลมปราณและอณูแห่งชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกายก็กำลังเดือดพล่าน

อณูแห่งชีวิตที่แกร่งกล้าไหลไปรวมกันอยู่ที่เส้นลมปราณแล้วเคลื่อนไปเกาะกลุ่มกันที่มือขวา!

ขณะเดียวกัน

พรสวรรค์ต่าง ๆ ก็ถูกสั่งใช้งาน

มันทำให้พลังกายของฉู่โม่วเพิ่มขึ้นสูงไปอีกกว่าสองร้อยเท่า!

จากนั้นเขาก็ฟาดฟันกระบี่ลงไป!

ในชั่วพริบตา

คลื่นกระบี่จำนวนมากปรากฏขึ้นกลางอากาศ มันพุ่งเข้าใส่บรรพบุรุษตระกูลสวี่ราวกับสายลมที่โหมกระหน่ำ

เพียงแค่การแกว่งกระบี่ครั้งเดียว ฟากฟ้าครึ่งหนึ่งก็ปรากฏแสงสว่างระยิบระยับราวกับประกายแสงดาวที่ส่องสว่างแม้จะเป็นกลางวัน คลื่นกระบี่เหนือประมาณพุ่งผ่านน่านฟ้า มันมากพอที่จะทำให้ทั่วทั้งฐานจินหลิงสังเกตเห็นสิ่งนี้ได้ไม่ยากเลย

แม้จะรับรู้ได้ถึงคลื่นกระบี่มหาศาลที่ล่องลอยอยู่บนฟ้า ทว่าบรรพบุรุษตระกูลสวี่นั้นกลับไม่สามารถทำอะไรได้เลยแม้แต่จะต้านทานมันไว้!

ฉั้วะ!

เสียงกล้ามเนื้อถูกตัดขาด

ร่างของบรรพบุรุษตระกูลสวี่นิ่งแข็งไปกลางอากาศ สีหน้าของเขาดูตกตะลึงเช่นเดียวกับดวงตาที่เบิกกว้าง

เขามองไปยังฉู่โม่วราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ท้ายสุดก็ไม่ได้พูดออกมา

กลับกันยังคงยืนนิ่งอยู่กลางอากาศเช่นนั้น โดยไม่ไหวติงอะไรทั้งสิ้น

“บรรพบุรุษตระกูลสวี่กำลังทำอะไรน่ะ?”

“ทำไมเขาไม่ขยับเลย?”

ภาพที่เห็นนี้ทำให้เหล่าผู้เฝ้าดูรู้สึกแปลกใจ พวกเขาหลุดพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว

และในตอนนั้น

ชิ้ง! ชิ้ง! ชิ้ง!

ทุกคนได้ยินเสียงของเหล็กที่กระทบกระทั่งกันไปมาก่อนที่มันจะหายไป และเกิดความสงสัยบางอย่าง ทว่าความสงสัยก็ถูกคลายลงก่อนที่จะได้ถามกันเอง ร่างของบรรพบุรุษตระกูลสวี่เริ่มสั่นเทา บริเวณลำคอของเขามีเลือดปริมาณมากเริ่มหลั่งไหลราวกับเขื่อนทะลัก

ไม่นานทั่วทั้งร่างก็มีเลือดซึมออกมา!

เพียงชั่วพริบตา เสื้อผ้าของชายชราก็เต็มไปด้วยเลือดเสียแล้ว!

เมื่อเห็นเช่นนั้น

ทุกคนที่ได้เห็นต่างตกตะลึงและตาเบิกกว้างไม่ต่างกันนัก

“นะ… นี่มัน… กระบวนท่าอะไร… กันแน่…!?”

สีหน้าของบรรพบุรุษตระกูลสวี่ซีดเผือดลง ดวงตาเบิกกว้าง เขามองมายังฉู่โม่วที่อยู่ตรงหน้า และในท้ายที่สุดก็พูดบางอย่าง

“คมกระบี่สวรรค์เร้นลับ…”

ฉู่โม่วครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง…

“ค… คม… กระบี่… สวรรค์…”

ชายชรายกมือขึ้นชี้ฉู่โม่วด้วยความยากลำบาก เขาพยายามพูดต่อ

ทว่าเพียงแค่อ้าปาก เลือดมากมายก็หลั่งไหลออกมาเสียแล้ว แขนของเขาสั่นเทา และในที่สุดมันก็ตกลงไปข้างลำตัวด้วยความอ่อนแรง

ลมหายใจของคนผู้นี้ติด ๆ ขัด ๆ จนกระทั่งร่างของจ้าวยุทธ์ชราก็ไร้ซึ่งพลังให้ลอยอยู่บนอากาศต่อ เขาดิ่งลงไปกับพื้นอย่างช่วยอะไรไม่ได้เลย

ดวงตาที่ผ่านโลกมามากเหลือบมองกลับไปยังท้องฟ้าที่สดใส และดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมา

ฟากฟ้ากว้างใหญ่ มวลเมฆสีขาวสะอาดตา

สายลมเบาบางและแสงอาทิตย์อันอบอุ่น

นี่ช่างเป็นภาพทิวทัศน์ที่งดงามเสียจริง ๆ ทั้งที่เขามักจะใช้เดินเหินผ่านท้องฟ้าไปไหนมาไหนอยู่ตลอด แต่ในเวลานี้ภายใต้สายตาของบรรพบุรุษตระกูลสวี่ที่ชินชากับวิวฟากฟ้ากลับรู้สึกว่ามันช่างไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย

ข้าไม่ได้… มองท้องฟ้าเช่นนี้มานานเพียงใดแล้ว?

เลือดสีแดงยังคงไหลออกจากปากของเขาอย่างต่อเนื่อง

เวลานี้เป็นช่วงฤดูร้อนของฐานจินหลิง ใช่แล้ว! เขาสัมผัสได้ถึงสายลมที่อบอุ่น ทว่าทั่วทั้งร่างกายกลับรู้สึกเย็นยะเยือก ความรู้สึกที่เหมือนกับเมื่อยังเด็ก ยังคงไร้ซึ่งวรยุทธ์แล้วพลาดพลั้งตกลงไปในแม่น้ำขณะวิ่งเล่นยามฤดูหนาว มันช่างหนาวเหน็บจริง ๆ…

ไม่มีการห้ามเลือดใด ๆ ทั้งสิ้น

มันยังคงไหลออกพร้อม ๆ กับพลังชีวิตที่หมดลงไปอย่างรวดเร็ว

ภาพจำในอดีตต่างหวนย้อนกลับมา

ความหยิ่งทระนง ความหวัง การโดนหักหลัง… ประสบการณ์ชีวิตมากมาย

แต่แล้วภาพทุกอย่างก็เบลอหายไป เขาเริ่มจะมองไม่เห็นแม้แต่แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ดวงโตที่อยู่เบื้องหน้า

แน่นอนว่าเขารู้ดี

ชีวิตของเขาจบลงแล้ว…

วินาทีก่อนที่ดวงตาของชายชราจะหลับไปตลอดกาล หางตาก็เหลือบไปเห็นซากปรักหักพังของคฤหาสน์ตระกูลสวี่ ที่ไม่เพียงแค่ตัวคฤหาสน์ แต่รวมถึงเหล่าผู้ปลุกพลังในตระกูลที่นอนตายกลายเป็นซากกันเกลื่อนกลาด ไม่นานนัก เขาก็เห็นเลือดของเขาเองไหลรวมไปกับเลือดของเหล่าคนตระกูลสวี่นั้น

เสียงถอนหายใจเบา ๆ ดังขึ้น

ได้เวลา… พักผ่อนของข้าเสียที…

คำกล่าวนั้นไร้ซึ่งเสียงใด ๆ

ทุกอย่างเงียบสงบ เงียบจนได้ยินเสียงบรรยากาศโดยรอบชัดเจน

พลังชีวิตของบรรพบุรุษตระกูลสวี่หลั่งไหลออกมาจนหมดแล้ว จิตวิญญาณของเขาก็สลายหายคืนธรรมชาติไปเช่นกัน

ทุกคนเงียบสงบ

แต่ทุกความเงียบนั้นมาจากความตกใจ!

ผู้คนที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ปลุกพลังที่มาจากฝ่ายอื่น ๆ ในฐานจินหลิง หรือจะเป็นผู้ปลุกพลังที่ยังรอดชีวิตของตระกูลสวี่ ทุกคนล้วนแต่ตกตะลึง

พวกเขาอึ้งจนพูดไม่ออก

ไม่รู้ว่านานขนาดไหนกว่าจะมีใครบางคนพูดขึ้นมาด้วยเสียงที่สั่นเทา “บะ… บรรพบุรุษตระกูลสวี่… ตายแล้วเหรอ?”

ผู้พูดเป็นผู้ปลุกพลังวัยเยาว์ เขามีสีหน้าตกตะลึงขณะที่ปากก็พูดพึมพำไปด้วย

ด้วยเสียงนี้ ทุกคนที่ได้ยินต่างหลุดออกจากภวังค์ความเงียบราวกับตื่นจากฝันกลางวัน

พวกเขายังแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง

ทั้งที่ขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์มาร่วมทศวรรษ ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของฐานจินหลิง แม้จะเป็นคนในตระกูลสวี่ต่างก็มองว่าบรรพบุรุษตระกูลคนนี้มีพลังเกินหยั่งถึง เป็นผู้ที่เฝ้ามองทั้งโลกและสยบซึ่งปัญหาต่าง ๆ นานาได้ แต่กลับต้องมีจุดจบชีวิตเช่นนี้งั้นหรือ!?

ทุกคนต่างมองไปยังร่างไร้วิญญาณของบรรพบุรุษตระกูลสวี่ที่นอนอยู่บนพื้น สลับกับมองไปยังฉู่โม่วที่ยืนอยู่เบื้องหน้าศพของชายชรา

มือที่กำด้ามกระบี่ของเขาค่อย ๆ ผ่อนคลายลงหลังจากเก็บกระบี่คืนฝักไปแล้ว

ความรู้สึกหนาวเย็นแผ่ตัวกว้างและกัดกินหัวใจทุกคน และมันทำให้พวกเขาสั่นเทาขึ้นมา

คำพูดที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวใด ๆ ที่ออกมาจากปากฉู่โม่ว ทำให้ทุกสายตาต่างไม่กล้าหลบไปไหน

“จากวันนี้เป็นต้นไป…”

ฉู่โม่วยังคงยืนนิ่งเอามือไพล่หลังอยู่ที่เดิม สายตากวาดมองผู้เฝ้ามองทุกคน “…จะไม่มีตระกูลสวี่อยู่บนโลกใบนี้อีก!”

แม้จะเป็นเสียงที่ไม่ได้ดังมากนัก

แต่ทุกคนกลับได้ยินคำประกาศิตนั้นก้อง ทำให้ทุกคนต้องจดจำไว้ให้มั่น

“อ๊ากกกกก!”

คนตระกูลสวี่แสดงสีหน้าหวาดกลัวแล้วร่ำร้องขอความเมตตา บ้างก็สาปแช่ง แต่ทั้งหมดต่างต้องจบชีวิตลงไม่นานหลังจากได้ส่งเสียงออกมา

ท่ามกลางความล่มสลายของตระกูลสวี่

เสียงกรีดร้อง เสียงระเบิด เสียงกล้ามเนื้อถูกตัดขาด รวมถึงเสียงพื้นดินที่สั่นสะเทือนดังตามมาเรื่อย ๆ

ในส่วนของฉู่โม่ว เขาได้ออกจากจุดเกิดเหตุนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

วันรุ่งขึ้น

ข่าวที่น่าตกตะลึงนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งฐานจินหลิง

‘ตระกูลสวี่ที่เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ ถูกทำลายล้างจนสิ้นซากหมดแล้ว!’

คนในตระกูลทุกคนถูกฆ่าตาย ไม่เว้นแม้แต่สวี่หล่างที่เพิ่งจะได้เลื่อนขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์ และบรรพบุรุษตระกูลสวี่ที่เป็นจ้าวยุทธ์มาร่วมทศวรรษด้วย!

เมื่อข่าวนี้ถูกปล่อยออกมาอย่างเป็นทางการ ชาวเมืองทุกคนก็ได้แต่หน้าถอดสี

ก็นั่นน่ะ …จ้าวยุทธ์เลยนะ!

จ้าวยุทธ์ที่เป็นถึงกำลังหลักของมวลมนุษยชาติ เป็นผู้ที่ยืนอยู่บนจุด และเป็นเสมือนรากฐานที่สำคัญที่ทำให้มนุษยชาติสามารถยืนหยัดสู้กับโลกที่โหดร้ายใบนี้ได้

ไม่ว่าจะในสายตาของผู้ปลุกพลังหรือคนธรรมดา จ้าวยุทธ์แต่ละคนล้วนมีพลังมหาศาลและถูกเรียกได้ว่า ผู้อยู่เหนือความเป็นมนุษย์

ทว่าตอนนี้…

เพียงชั่วข้ามคืนก็มีจ้าวยุทธ์ถึงสองคนถูกกำจัดลงไป!

เพราะงั้นทุกคนที่รับรู้ข่าวนี้จึงรู้สึกงุนงงเสมือนว่าหลุดเข้าไปอยู่ท่ามกลางพายุปริศนา

แต่มันไม่ได้มีแค่ข่าวเดียว!

ภายหลังจากที่ข่าวเรื่องการตายของสองจ้าวยุทธ์แพร่กระจายไป มันก็ยังมีอีกข่าวหนึ่งที่บอกไว้ว่า …ผู้ที่ทำการสังหารจ้าวยุทธ์ทั้งสองคนจากตระกูลสวี่นั้นเป็นเพียงพันธมิตรเครือหอการค้าหยกแก้วที่มีระดับพลังแค่นายพลเมืองเท่านั้น!

เป็นเพียงนายพลเมืองแต่สามารถสังหารจ้าวยุทธ์ได้ถึงสองคน!

นี่มันน่ากลัวเสียยิ่งกว่าเดิมอีก!

ด้วยเหตุนี้ มันทำให้เหล่าเจ้าตระกูลของอีกสามตระกูลที่เหลือต่างแสดงความภักดีต่อฉู่โม่ว และไล่กำจัดพวกตระกูลสวี่ที่เหลือจนสิ้นซาก

ชาวเมืองทุกคนได้แต่สูดหายใจเข้าลึก ๆ

ความหมายมันชัดเจนอยู่แล้ว

ว่าเหล่าตระกูลหลักอีกสามตระกูลยอมก้มหัวให้ฉู่โม่วกันทั้งหมด!

มันแสดงให้เห็นว่า พลังของคนคนนี้สูงขนาดที่สามตระกูลหลักยังไม่กล้าที่จะมีเรื่องด้วยถึงได้ยอมจำนนเช่นนี้!

ตระหนักได้เช่นนั้น เหล่าผู้ปลุกพลังที่เหลือต่างตะลึงและงุนงง พวกเขาไม่กล้าพูดอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้

ทางฝั่งเครือหอการค้าหยกแก้ว

หมัวซานซานกับหมัวหย่งอันต่างพากันอึ้งไปอยู่พักใหญ่ ๆ หลังจากที่รู้ข่าวนี้

“ผู้อาวุโสจากตระกูลสวี่นั้นได้บรรลุการเป็นจ้าวยุทธ์มามากกว่าสิบปี… พูดได้เลยว่าเขาน่าเกือบขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์ระดับกลางได้แล้วด้วย พลังจัดว่าสูงมาก ๆ แต่ไม่คาดคิดเลยว่าฉู่โม่วจะสังหารเขาได้!”

“นี่มันความสามารถอะไรกันแน่!”

“คิดไม่ออกจริง ๆ ว่าคนผู้นี้จะแข็งแกร่งไปได้ขนาดไหนในอนาคต!”

พักใหญ่ ๆ หมัวหย่งอันถึงได้สติกลับมาพร้อมเรื่องหนักใจ

ส่วนหมัวซานซาน เธอไม่ได้พูดอะไร

กลับกันเธอเดินตรงไปยังหน้าต่างช้า ๆ มองทิวทัศน์ด้านนอกในขณะที่ครุ่นคิดเรื่องนี้ไปด้วย ‘ฉู่โม่ว… นายกำลังแข็งแกร่งเกินกว่าฉันจะสามารถเฝ้ามองได้แล้วนะ…’

“ชั่วชีวิตนี้ของฉัน… ฉันจะยังสามารถ…”

ขณะที่คิดเช่นนั้น

เสียงถอนหายใจที่ไม่มีใครได้ยินก็ดังขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจหญิงสาว

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์