บทที่ 212 คุณจะเอาอะไรมาสู้กับผม …ทุกอย่างกลับตาลปัตร!
ด้วยกฎหมายอันเข้มงวดของสุดยอดฐานจงไห่
ภายในฐานที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ ข้อห้ามสำคัญที่สุดก็คือห้ามผู้ปลุกพลังต่อสู้กันเอง หากถูกพบไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทั้งสองฝ่ายจะต้องถูกลงโทษสถานหนัก
นั่นเป็นเหตุผล…
มีผู้ปลุกพลังทรงอำนาจมากมาย หากไม่ยับยั้งพลังเอาไว้ เพียงพวกเขาขยับเล็กน้อย ประชาชนทั่วไปจะถูกลูกหลงได้ง่าย และจะมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้ ผู้ปลุกพลังจำนวนมากที่กระหายการต่อสู้จึงไม่มีสถานที่สำหรับต่อสู้แข่งขันหรือแลกเปลี่ยนวรยุทธ์ซึ่งกันและกัน
สังเวียนแห่งความเป็นความตายจึงถูกสร้างขึ้น!
นี่คือสังเวียนประลองที่สร้างขึ้นด้วยวัสดุพิเศษที่ทางการสุดยอดฐานจงไห่จัดหามา ทั้งสนามทำมาจากหินอุกกาบาตผสมกับทองคำแท้ที่ไม่อาจทำลายได้ นอกจากนี้ยังมีรูปแบบค่ายกลเวทนับไม่ถ้วนที่ถูกแกะสลักโดยเหล่าผู้เชี่ยวชาญการก่อสร้าง ทำให้แม้แต่ราชันย์เทพยุทธ์ผู้ทรงพลังยังยากที่จะสร้างรอยขีดข่วน
ดังนั้นเหล่าผู้ปลุกพลังจำนวนมาก มักจะมาที่นี่เพื่อแข่งขันแลกเปลี่ยนวรยุทธ์ซึ่งกันและกัน หรือแม้กระทั่งพวกที่มีปัญหาข้องใจบาดหมาง
และแน่นอนว่า…
เมื่อมีผู้ปลุกพลังมาที่นี่เพื่อต่อสู้แข่งขันก็ยิ่งดึงดูดผู้ชมทั่วไปจำนวนมากเช่นกัน
แต่วันนี้ต่างออกไป
บรรยากาศแออัดเพราะผู้เข้าร่วมชมมากมาย
แม้รอบ ๆ เวทีประลองมีที่นั่งมากมาย แต่กลับเต็มและแน่นขนัดไปด้วยผู้คน หลายคนมีกลิ่นอายพลังขั้นจ้าวยุทธ์และราชันย์ยุทธ์!
หรือกระทั่งตัวตนที่แข็งแกร่งขั้นราชันย์เทพยุทธ์ แม้ว่าจะไม่ได้มาอยู่สถานที่นี่โดยตรง แต่ยังส่งเศษเสี้ยวจิตวิญญาณมาคอยแอบมอง
เวลาผ่านไป
ใกล้เที่ยงตรง
โจวอวิ๋นได้มาถึง และบินตรงเข้าไปในลานประลอง ก่อนจะหยุดอยู่กลางอากาศ
เขามาพร้อมหอกยาวทมิฬ ผมสีดำปลิวไสวตามแรงลม และกลิ่นอายที่พุ่งเสียดฟ้า!
เมื่อเห็นฉากนี้ ผู้ชมต่างตกตะลึง
“ดูเหมือนว่าความแข็งแกร่งของโจวอวิ๋นจะเพิ่มขึ้น!”
“ฉันจำได้ว่าเมื่อปีก่อนที่เขาไปท้าทายวิหารราชันย์เทพยุทธ์ยังไม่มีกลิ่นอายกดดันเช่นนี้ เหมือนว่าเขาจะก้าวหน้าไปอีกระดับ!”
“ฉู่โม่วจะต่อกรไหวเหรอ?”
“แทบเป็นไปไม่ได้เลย แม้ว่าฉู่โม่วจะแข็งแกร่ง แต่ยังไร้เดียงสา ทั้งประสบการณ์ยังน้อยเกินไป ฉันรู้มาว่าพลังเขาอยู่เพียงขั้นจ้าวยุทธ์ แม้จะต่อสู้ข้ามระดับได้และอาจยังพอมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง แต่โจวอวิ๋นเจ้าเล่ห์แสนกล มีไพ่ลับในมือมากมาย และยิ่งความแข็งแกร่งขั้นราชันย์ยุทธ์ระดับสูง นี่เป็นความแตกต่างราวฟ้ากับเหวที่สามารถบดขยี้ฉู่โม่วให้แหลกเหลว มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะต่อกร!”
“การต่อสู้ระหว่างผู้ปลุกพลังไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งเท่านั้นหรอก”
“มันก็จริง แต่ถึงจะมีความแตกต่างนี้ด้วยความแข็งแกร่งข้ามระดับขั้น หรือจะเป็นอาวุธและแผนการใด ๆ ฉู่โม่วล้วนไม่อาจเทียบชั้นภูมิหลังของโจวอวิ๋นได้เลย!”
“โจวอวิ๋นเป็นนายน้อยของตระกูลโจว และมีไพ่ลับมากมาย ยังไม่รวมถึงหอกในมือที่เป็นยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับ 7 ของล้ำค่าเช่นนั้นผู้ปลุกพลังธรรมดา ๆ จะไปมีมันได้ยังไง และฉู่โม่วเพิ่งมาจากฐานด้านนอก เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมั่งคั่งรวยทรัพยากรเท่าโจวอวิ๋น”
“เฮ้! ฉู่โม่วจะแพ้งั้นเหรอ?”
“ฉันก็ไม่กล้าพูดหรอกนะว่าจะแพ้แน่นอน แต่ความเป็นไปได้ที่จะแพ้มีมากถึงเก้าในสิบ!”
“ความหวังที่จะชนะริบหรี่เกินไป!”
ผู้ปลุกพลังเกือบทั้งหมดมองไปในทางเดียวกันว่า… ฉู่โม่วจะแพ้แน่ ๆ
มีเพียงเจียงเยว่เหยา หยางเซียว เว่ยเจียง ราชันย์ยุทธ์เทียนจู และ ราชันย์ยุทธ์ป๋อเยว่เท่านั้นที่เชื่อมั่นในตัวชายหนุ่ม
แม้จะรู้จักฉู่โม่วเพียงผิวเผิน และอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง แต่ก็ยังคาดหวังให้เขาชนะ
เวลาล่วงเลยผ่านไป…
ขณะนี้เป็นเวลาเที่ยงตรง
ฉู่โม่วมาถึงตรงเวลาพอดี
และทันทีที่มาถึง ผู้ปลุกพลังเกือบทั้งหมดก็จับจ้องมาทันที
“ฉู่โม่ว ในที่สุดก็มาสักที!”
โจวอวิ๋นลอยอยู่กลางอากาศเอามือกอดอก พูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ฉันนึกว่าคุณจะหนีไปแล้ว!”
“หยุดพล่ามไร้สาระ แล้วมาเริ่มเถอะ!”
ชายหนุ่มบินไปที่ลานประลองและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ฮึ่ม ปากดีเหมือนกันนี่!”
โจวอวิ๋นกล่าว
จากนั้นพลันหมุนเวียนอณูแห่งชีวิต จนเลือดในร่างกายพลุ่งพล่าน ก่อนจะมีเสียงระเบิดดังไปทั่วร่างกาย กลิ่นอายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มวลอากาศรอบ ๆ บิดเบี้ยวอย่างน่าสะพรึงกลัวจนพัดพาออกไปทั่วเวทีประลองทันที
เขาตวัดหอกชี้ไปที่คู่ต่อสู้ ก่อนจะพูดเสียงเรียบ “ฉันอยากเห็น ตอนที่คุณพ่ายแพ้ว่ายังจะปากดีเหมือนตอนนี้อีกไหม!”
หลังพูดจบ
เขาพลันย่างก้าวพุ่งทะยานออกมา เพียงชั่วพริบตาก็หายตัวมาอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มแล้ว!
หอกในมือทะลวงออกอย่างรุนแรง กลิ่นอายที่แหลมคมโผล่ออกมาจากปลายหอก แม้แต่มวลอากาศตรงหน้ายังปรากฏรอยแตกสีดำ
ทว่าปลายหอกไม่อาจแทงถึงตัวอีกฝ่ายได้เลย!
ช่วงเวลาที่หอกอันคมกริบพุ่งเล็งมาที่ใบหน้าชายหนุ่ม ทำเอาผู้ชมบนเวทีรู้สึกเสียววาบไปทั่วอณูร่างกายราวกับถูกแทงเองเสียอย่างนั้น!
‘นี่คือพรสวรรค์ธาตุเหล็ก!’
‘อย่างน้อยก็ระดับ 4 หรือแม้กระทั่งระดับดาราลับฟ้า!’
เมื่อรู้สึกถึงกลิ่นอายที่เฉียบคม ฉู่โม่วจึงแอบประเมินในใจ
ด้วยพรสวรรค์ระดับนี้ก็สมควรแล้วที่มักทำตัวจองหองไปทั่วฐานทัพ
สิ่งนี้ทำให้ตระหนักเตือนตัวเองว่าอย่าได้ประมาทจนเกินไป!
เมื่อความคิดในใจเปลี่ยนไป ชายหนุ่มจึงโต้ตอบกลับอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ร่างอสนีบาตคงกระพันถูกเปิดใช้งาน!
ร่างกายากระบี่เทวะถูกเปิดใช้งาน!
เขตแดนกระบี่ถูกเปิดใช้งาน!
พรสวรรค์พลังเนตรระดับ 3 ถูกเปิดใช้งานอย่างรวดเร็ว!
ฉากถัดมา
ทั่วร่างระเบิดพลังพลุ่งพล่าน มาพร้อมกับกลิ่นอายสังหารรุนแรงเข้มข้น และปราณกระบี่แหลมคมมากมายยังแผ่กระจายออกไปโดยรอบเวทีทั้งหมด
นี่คือเขตแดนกระบี่ของฉู่โม่ว!
ทันทีที่เขตแดนกระบี่ปรากฏขึ้น ผู้ปลุกพลังรอบเวทีประลองที่พกกระบี่มาล้วนสัมผัสได้ถึงการสั่นไหวข้างกาย
“หืม!”
กระบี่นับไม่ถ้วนต่างสั่นสะท้าน มีเสียงตอบสนองซึ่งกันและกัน ราวกับว่ากำลังคุกเข่าต้อนรับจักรพรรดิของพวกมัน
“นี่คือ… วิถีกระบี่?!”
“ชายคนนี้หยั่งรู้ถึงวิถีกระบี่ได้แล้วงั้นเหรอ!”
“วิถีกระบี่จะสามารถครอบครองได้ก็ต่อเมื่อเข้าใจความหมายในวิถีกระบี่จนถึงขีดสุดอย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์”
“บ้าน่า! ช่างเป็นพรสวรรค์ที่น่าสะพรึงจริง ๆ !”
“มือกระบี่โดยกำเนิด!”
“ช่างเป็นชายหนุ่มที่น่าเกรงขามนัก!”
เหล่าราชันย์เทพยุทธ์ที่กำลังให้ความสนใจกับการต่อสู้ครั้งนี้ต่างตัวสั่นสะท้านและอุทานออกมา!
ในฐานะราชันย์เทพยุทธ์ พวกเขาต่างโอ้อวดว่าคุ้นเคยดีกับความยากลำบากในวิถีวรยุทธ์ของตน
แต่ขณะนี้เขตแดนกระบี่ของฉู่โม่วกำลังทำให้พวกเขาตกตะลึง!
หลังจากนั้น
เป็นเรื่องยากมากสำหรับผู้ปลุกพลังที่สามารถเข้าใจวิถีกระบี่ได้ถ่องแท้ จนสามารถสร้างวิถีกระบี่ของตนขึ้นมาได้ แม้จะเป็นเพียงขั้นราชันย์เทพยุทธ์ก็ตาม!
เฉพาะผู้ปลุกพลังที่เชี่ยวชาญถึงขีดสุดในวิถีกระบี่เท่านั้นถึงจะสามารถเข้าใจวิถีกระบี่ได้ทุกรายละเอียด!
แต่กับฉู่โม่ว…
เขาเป็นเพียงจ้าวยุทธ์!
ทุกคนต่างตกตะลึง
แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกหดหู่มากยิ่งขึ้น
ท่าเท้าเก้าอัสนีถูกเปิดใช้งาน
ทันใดนั้น
บนลานประลองได้ปรากฏเขตแดนอัสนีที่มีรัศมีราวสิบหกกิโลเมตรขึ้น และร่างของชายหนุ่มพลันเลือนหายลับตาไป
“ดื้อรั้นซะจริง!”
เมื่อเห็นเช่นนี้ โจวอวิ๋นรีบบินลงไปใช้กระบวนท่าระดับแพลทินัมที่ฝึกฝนมาอย่างเชี่ยวชาญเข้าทำลายเขตแดนอัสนี หอกจักรพรรดิทะลวงสวรรค์ถูกใช้งานอีกครั้ง และพรสวรรค์ถูกเปิดใช้งานเสริมเข้าไปทันที
พลังที่น่าสะพรึงกลัวถูกห่อหุ้มด้วยกลิ่นอายเฉียบคม และทะลวงไปยังใจกลางเขตแดนอัสนี
“หลบซ่อนไปก็ไม่ช่วยอะไร!”
“ดูไว้ซะ ฉันจะทำลายมันลงด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว!”
เขาตะคอกพร้อมแววตาดุดัน…
ตู้ม!
หอกทะลวงลงมาพร้อมระเบิดกลิ่นอายพลังอันน่าสะพรึงกลัวทันที ส่งให้สั่นสะเทือนไปทั้งลานประลองอย่างรุนแรง
คลื่นลมก่อตัวเกิดเสียงครูดคราดไปโดยรอบ
เมื่อเห็นพลังที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ เหล่าผู้ปลุกพลังที่เฝ้าดูการต่อสู้ต่างตกตะลึงและรู้สึกอึดอัดในคราวเดียว
“ไม่ดีแล้ว!”
“แม้แต่ค่ายกลเวทของสังเวียนความเป็นความตายก็ยังต้านแทบไม่อยู่ นี่ไม่ได้หมายความว่าความแข็งแกร่งของเขาใกล้เคียงขั้นราชันย์เทพยุทธ์แล้วเหรอ”
“ฉู่โม่วไม่รอดแน่ เขาไม่สามารถต้านทานพลังระดับนี้ได้!”
ผู้ชมอดเป็นห่วงไม่ได้
แม้แต่เจียงเยว่เหยา เว่ยเจียง หยางเซียว และคนอื่น ๆ ก็กังวลมากยิ่งขึ้น
บนลานประลอง
โจวอวิ๋นขมวดคิ้วแน่น
แม้ว่าจะโจมตีเต็มกำลัง แต่ไม่รู้สึกว่าโจมตีโดนเลย!
“หืม!”
ทันใดนั้น
มีอากาศกระเพื่อมผันผวนเล็กน้อยรอบตัวโจวอวิ๋น
“ไม่ดีแล้ว!”
เขาหน้าถอดสีพลันยกหอกแทงสวนออกไปโดยไม่รู้ตัว
พร้อมกันนั้น
ปรากฏกระบี่สีแดงชาดกรีดผ่านความว่างเปล่า พุ่งทะลุผ่านหอกไป และเฉือนลงบนไหล่
ภายใต้พลังที่ทวีคูณเพิ่มขึ้นสี่ร้อยเท่า!
2,400 พลังมังกรระเบิดออกมา ทำให้กระเด็นลอยไปในทันที
“เป็นไปได้ยังไง?!”
ร่างของโจวอวิ๋นกระแทกเข้ากับค่ายกลเวทอย่างจัง
เขารีบควบคุมอณูแห่งชีวิตที่ปั่นป่วนและเลือดกับพลังชีวิตที่สั่นกลัวเพื่อหยุดอาการบาดเจ็บ แววตาเต็มไปด้วยความแตกตื่น
เขานึกว่ากำลังได้เปรียบและกุมชัยชนะไว้แล้ว!
แต่ฉู่โม่วโผล่มาจากไหน?!
ราวกับว่ารู้จุดบอดอย่างไรอย่างนั้น จนสามารถหลบเลี่ยงหอกที่แทงออกไป และทะลุการป้องกันมาโจมตีในครั้งเดียว?
ยิ่งไปกว่านั้น…
พลังความแข็งแกร่งมากกว่า 2,000 พลังมังกรแน่นอน!
เพียงขั้นจ้าวยุทธ์จะมีพลังขนาดนี้ได้อย่างไร
นี่มัน… เกินสามัญสำนึกไปแล้ว!
โจวอวิ๋นพยายามยืนขึ้น สีหน้าเผยความตื่นตระหนกและสูญเสียความมั่นใจ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์