บทที่ 216 ความลับแห่งราชันย์เทพยุทธ์ …เหนือผืนฟ้าไกล!
เวลานี้มีร่างของคนทั้งสามลอยอยู่กลางอากาศที่โอบล้อมไปด้วยพลังน่าเกรงขาม
กระแสพลังกล้าแกร่งดึงดูดสายตาของคนทั้งย่านรุ่งอรุณให้มองไปในทิศทางเดียว
ครู่ต่อมา
ชายชราคนหนึ่งพูดขึ้น
ทันใดนั้น
ทุกคนต่างตกตะลึง
“ราชันย์เทพยุทธ์?”
“ผู้อาวุโสแห่งวิหารราชันย์เทพยุทธ์อยู่ที่นี่!”
“เขามาด้วยตัวเองเลยเหรอเนี่ย เมื่อกี้เขาว่าไงนะ มาหาฉู่โม่วเหรอ!”
“เหลือเชื่อ…”
“หรือว่าราชันย์เทพยุทธ์มาเชิญให้ฉู่โม่วเข้าร่วม!”
“บ้าน่า!”
เหล่าผู้ปลุกพลังต่างพากันหารือ
ภายใต้เสียงซุบซิบเต็มไปด้วยความตกใจต่อการมาถึงของผู้อาวุโสแห่งวิหารราชันย์เทพยุทธ์
นี่ราชันย์เทพยุทธ์เชียวนะ!
ว่ากันตามตรง… กองกำลังที่เป็นที่เคารพและกล่าวขวัญถึงมากที่สุดในสุดยอดฐานจงไห่ก็ไม่พ้นวิหารราชันย์เทพยุทธ์!
ไม่มีอะไรเหนือไปกว่านี้!
ผู้ปลุกพลังหลายคนต่างใฝ่ฝันจะได้เข้าร่วมกับวิหารราชันย์เทพยุทธ์ ใครที่ได้เข้าไปก็ล้วนแต่เติบโตอย่างมั่นคงและมีอนาคตสดใสจนกลายเป็นที่อิจฉาของคนอื่น ๆ
และสำหรับย่านรุ่งอรุณแล้ว…
ผู้ปลุกพลังที่นี่ก็ไม่ใช่จะไร้ฝีมือ พวกเขาล้วนมากความสามารถ เพียงแต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีคุณสมบัติเพียงพอในการเข้าร่วม
เมื่อเทียบกับผู้ปลุกพลังคนอื่นที่อยู่นอกเขตแดน พวกเขาไม่ได้มีโอกาสมากนัก
หรือแม้จะสามารถเข้าร่วมวิหารราชันย์เทพยุทธ์ได้สำเร็จ ส่วนใหญ่ก็เป็นได้เพียงคนนอกหรือผู้ดูแลทั่วไปเท่านั้น!
สำหรับวิหารราชันย์เทพยุทธ์ นอกจากเจ้าวิหารและผู้อาวุโสแล้ว ยังประกอบไปด้วยเหล่าศิษย์สายใน ศิษย์สายนอก รวมไปถึงผู้ดูแลอีกด้วย
ในหมู่พวกเขา ผู้ดูแลถือว่าอยู่ในชั้นที่ต่ำที่สุด
โดยทั่วไปแล้ว คนพวกนี้มีระดับที่สูง ทว่าพรสวรรค์และความแข็งแกร่งยังไม่ถือว่ามากอะไร
หลังจากที่เข้าร่วมวิหารราชันย์เทพยุทธ์แล้ว พวกเขายังต้องทำงานจุกจิกหลายอย่าง อาทิการทำงานบ้าน เป็นผู้ช่วยของผู้สืบทอด หรือค้นหาสมบัติบางอย่าง
นั่นเป็นงานที่หนักพอตัว
แต่ถึงอย่างนั้นก็คุ้มค่าที่จะเข้าร่วมอยู่ดี
แม้จะได้เป็นเพียงผู้ดูแล แต่ยังถือว่าเป็นสมาชิกของวิหารราชันย์เทพยุทธ์ การมีชื่อของที่นี่ห้อยท้ายถือเป็นเครื่องการันตีว่าใครหลาย ๆ คนจะต้องยำเกรง
ที่สำคัญกว่านั้น…
วิหารราชันย์เทพยุทธ์ยังสั่งสมสมบัติล้ำค่ามากมายที่ไม่อาจหาได้จากภายนอก
แค่ของอย่างเดียวก็คุ้มค่าแล้ว
โดยปกติศิษย์สายนอกของที่นี่มักจะเป็นยอดฝีมือทั่วไป
เมื่อเทียบกันแล้วก็ไม่ต่างจากผู้ดูแลอะไร หากจะต่างก็ตรงที่พวกเขาล้วนเป็นคนหนุ่มสาวที่ไม่ต้องทำงานบ้านจุกจิกเท่านั้น
มีเพียงศิษย์สายในเท่านั้นที่สามารถเป็นผู้สืบทอดวิหารราชันย์เทพยุทธ์ได้
พวกเขาไม่เพียงจะได้รับจัดสรรทรัพยากรล้ำค่าสำหรับการฝึกฝนเป็นประจำ แต่ยังมีสถานที่หลายแห่งให้ไปสำรวจไม่ว่าจะถ้ำหรือเขตแดนลับ
และสำหรับผู้สืบทอดระดับสูง…
มีแค่เพียงผู้ที่เป็นความภาคภูมิใจอันยากจะเทียบเท่านั้นที่จะขึ้นไปอยู่ในจุดนั้นได้!
เมื่อคนผู้นั้นกลายเป็นผู้สืบทอดระดับสูงก็เท่ากับว่าเขาจะกลายเป็นคนที่ได้นั่งเก้าอี้บริหารในวิหารราชันย์เทพยุทธ์อย่างไม่ต้องสงสัย และเป็นไปได้มากที่จะได้เป็นเจ้าวิหารคนต่อไป!
ในตอนนี้สุดยอดฐานจงไห่มีผู้สืบทอดระดับสูงเพียงคนเดียวเท่านั้น!
และตอนนี้เอง
การที่ผู้อาวุโสของวิหารมาด้วยตัวเองจะตีความเป็นอะไรไปได้อีก…
หากให้เดา อย่างน้อย ๆ ฉู่โม่วคงได้รับการยอมรับให้เป็นศิษย์สายใน และหากมากกว่านั้น… มีความเป็นไปได้สูงว่าจะกลายเป็นผู้สืบทอดของวิหารราชันย์เทพยุทธ์
และเมื่อถึงตอนนั้น
ชายผู้นี้จะกลายเป็นผู้สืบทองระดับสูงเพียงคนเดียวของวิหารราชันย์เทพยุทธ์ทั้งหมด!
นี่มันอะไรกัน?
เป็นเกียรติอะไรอย่างนี้?
นั่นเท่ากับ… อนาคตที่รุ่งโรจน์ไม่ใช่หรือ?
เสียงของผู้ปลุกพลังทั้งหลายระคนไปด้วยความตกใจปนอิจฉา
ตอนนั้นเองฉู่โม่วก็เดินออกมา
เมื่อสัมผัสได้ถึงไอพลังอันน่าเกรงขามจากคนทั้งสามก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นราชันย์เทพยุทธ์ผู้ทรงพลัง ดังนั้นเขาจึงเป็นฝ่ายแสดงความนอบน้อม “ผู้อาวุโสสวีมาด้วยตนเอง รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”
เมื่อทักทายจบจึงเอี้ยวตัวไปด้านข้างเล็กน้อย “เชิญผู้อาวุโสทั้งสามเข้ามาคุยกันข้างในก่อนเถอะครับ”
“ไม่ต้องมากพิธี”
สวีซิงเหอยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปพร้อมกับอีกสองคนที่เหลือ
…
ภายในห้องรับรองของคฤหาสน์
ฉู่โม่วและสวีซิงเหอนั่งตรงข้ามกัน
หลี่โย่วเวยเดินเข้ามาเพื่อเสิร์ฟน้ำชา ก่อนจะโค้งคำนับเล็กน้อยและเดินจากไป
เดิมทีดวงตาของสวีซิงเหอจับจ้องที่ฉู่โม่ว ทว่าเมื่อมองไปยังหลี่โย่วเวยกลับชะงักงันอย่างเผลอตัว ความตื่นเต้นปรากฏบนดวงหน้า คล้ายไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น
หลังจากที่หลี่โย่วเวยออกไปแล้ว เขาก็ถามด้วยความกระวนกระวาย “สหายตัวน้อย ขอถามหน่อยว่าเด็กสาวคนนั้น…”
“เป็นศิษย์ของผมเอง เธอชื่อหลี่โย่วเวยครับ”
ชายหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้ม
“ศิษย์ของคุณงั้นหรือ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของผู้อาวุโสก็เจือรอยผิดหวัง
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าใจของเขาสั่นโครมครามราวพายุเพียงไหนเมื่อได้เห็นหลี่โย่วเวย!
ทั้งรู้ได้ทันทีว่าเธอยังเด็กนัก ตอนนี้อายุคงไม่เกินสิบหกปีเสียด้วยซ้ำ
แต่กลับมีฐานพลังอยู่ในขั้นนายพลเมืองแล้ว!
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ดวงตาของผู้อาวุโสก็หม่นลง เสียงของเขาเคร่งเครียดยิ่งขึ้น “ดังคำโบราณว่าไว้ ใครไม่ใช่พวกย่อมไม่อาจไว้ใจ!”
“แม้ว่าพวกมนุษย์ถ้ำจะช่วยเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้อยู่รอดได้ และไม่ต้องกังวลต่อการคุกคามของบรรดาสัตว์อสูร แต่อย่างไรเรากับมนุษย์ถ้ำก็หาใช่เผ่าพันธุ์เดียวกัน!”
“ดังนั้น เผ่ามนุษย์จึงไม่อาจมีอนาคตอยู่ภายใต้ปีกของมนุษย์ถ้ำต่อไปได้!”
“นี่จึงเป็นเหตุผลในการก่อตั้งวิหารราชันย์เทพยุทธ์ขึ้น!”
“ในตอนแรกคำว่าราชันย์เทพยุทธ์เป็นเพียงการบ่มเพาะความแข็งแกร่งและเพิ่มพลังการต่อสู้ขั้นสูงของมนุษย์เท่านั้น แต่ต่อมา… ในขณะที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ค่อย ๆ มีพัฒนาการในการเอาตัวรอดบนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน และเริ่มสำรวจรอยแยกต่าง ๆ รวมถึงเขตแดนลับ ฉันก็เริ่มค้นพบความลับบางอย่าง…”
สิ้นคำพูด
เขาลุกขึ้นยืนและเดินไปยังลานกว้าง
สวีซิงเหอชี้ไปยังผืนฟ้ากว้างไกลเหนือศีรษะ “บนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวมากมายพวกนี้ยังคงมีมนุษย์อาศัยอยู่!”
“และพวกเขาก็มีวรยุทธที่แข็งแกร่งและเยี่ยมยอดมากไม่ต่างกัน!”
“แต่ว่า…”
“พวกเขายังคงเผชิญกับสถานการณ์เดียวกันกับเรา และอันตรายยิ่งกว่าที่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินกำลังต่อกรเสียอีก!”
“คุณรู้ไหมว่าที่นั่นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง”
ไม่รอให้ฉู่โม่วตอบ
สวีซิงเหอพึมพำกับตัวเอง “มันเต็มไปด้วยสมรภูมิ และการต่อสู้ระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์กับเผ่าพันธุ์อื่น ๆ อีกนับหมื่น!”
เหนือท้องฟ้าขึ้นไป… ยังมีเผ่าพันธุ์นับหมื่นนับพัน ขณะที่
มนุษยชาติกำลังเปล่งแสงอันเล็กจ้อย มุ่งมั่นที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อความอยู่รอด ผู้เสียสละมากมายล้วนพลีเลือดเนื้อท่ามกลางผืนฟ้าที่มีดาวดารดาษตา!”
“และหลังจากที่วิหารราชันย์เทพยุทธ์ของฉันรู้เรื่องนี้ จึงได้ตัดสินใจตั้งสาขาในสุดยอดฐานทั้งสิบเพื่อเฟ้นหามนุษย์ผู้มีความสามารถและฝึกฝนพวกเขาให้เป็นยิ่งกว่าราชันย์เทพยุทธ์เพื่อขึ้นไปสู้ท้องฟ้าเหล่านั้น!”
“ให้พวกเขาได้ติดต่อและบอกกับมนุษย์คนอื่น ๆ ในจักรวาลนี้ ว่าในดวงดาวเล็ก ๆ นี่ยังมีมนุษย์ที่เติบโตและอยู่รอด!”
เสียงของชายชราบางเบายิ่งในคราแรก ทว่ามันค่อย ๆ ก้องกังวานเพื่อให้บทสนทนาเริ่มไหลไป และเมื่อจบประโยค เสียงของเขาดังสะท้านไม่ต่างจากสายฟ้ากัมปนาท แผ่ซ่านเข้าไปข้างในจิตใจของชายหนุ่ม
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่…
ฉู่โม่วยังคงชะงักงัน ผิดกับในใจที่เต็มไปด้วยพายุกระหน่ำ
อย่าได้แปลกใจเลย
ข้อมูลของชายชรามันเกินกว่าจะรับไหว
ในตอนนั้นพลันนึกถึงคำบางคำที่เรียนรู้มาจากราชันย์สวรรค์ต้าเหยี่ยนได้
ครั้งนั้นยังไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอย่างไรกันแน่
ทว่าตอนนี้… ทุกอย่างชัดแจ้ง
“เพราะแบบนั้น…”
“คุณอย่าได้กังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดบางอย่างที่ต้องเจอเมื่อเข้าร่วมวิหารราชันย์เทพยุทธ์เลย เพราะนี่ไม่ใช่สำนักฝึกวิชา แต่เป็นการรวมเผ่าพันธุ์มนุษย์ในดาวเคราะห์สีน้ำเงินเพื่อสร้างความหวัง!”
“ที่แห่งนี้สามารถแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกใครคอยสอดแนมหรือทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ!”
“เพราะว่าในตอนที่สร้างวิหารราชันย์เทพยุทธ์ขึ้น เหล่าราชันย์เทพยุทธ์ต่างได้ให้สัตย์สาบานร่วมกัน…”
“ผู้ใดที่ละโมบต่อโอกาสในความแข็งแกร่งของเผ่ามนุษย์จะต้องถูกราชันย์เทพยุทธ์ลงโทษ!”
สิ้นเสียง…
สวีซิงเหอสูดลมหายใจลึก
หลังจากนั้นไม่นานก็หันกลับมาและมองไปที่ชายหนุ่มด้วยแววตาคมกริบ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา “…พูดมาถึงตรงนี้แล้ว คุณมีคำตอบในใจหรือยัง”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์