เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 312

บทที่ 312 หยุดรังควานสักที และการโจมตีอย่างอุกอาจท่ามกลางฝูงชน!

“ดูโน้นสิ นั่นมันราชันย์เทพยุทธ์เสวียนอินไม่ใช่เหรอ!”

“ราชันย์เทพยุทธ์เสวียนอินกำลังเดินมาหาเรา หรือว่าเขาต้องการรับใครกคนในหมู่พวกเราเป็นศิษย์อย่างนั้นเหรอ”

“ราชันย์เทพยุทธ์เสวียนอินเป็นราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 8 ดาว อีกทั้งยังมีกองกำลังส่วนตัวที่สร้างขึ้นมาเอง และลือกันว่าเขาใกล้จะทะลวงขั้นไปเป็นราชันย์เทพยุทธ์ระดับระดับ 9 ดาวในอีกไม่ช้า เมื่อถึงตอนนั้นเขาจะกลายเป็นมหาอำนาจชั้นนำของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และก็คงเป็นโชควาสนามาก หากใครสักคนได้เป็นศิษย์ของเขา!”

“เขากำลังมา เขากำลังมาทางฉัน เขาคงอยากจะรับฉันเป็นศิษย์แน่ ๆ!”

ผู้ปลุกพลังกลุ่มหนึ่งพูดคุยกันอย่างสนุกปาก คำพูดของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

มีผู้ปลุกพลังมากมายเข้าร่วมงานประลองหาสุดยอดอัจฉริยะแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ ไม่เพียงเพราะมีรางวัลล้ำค่ามากมายล่อตาล่อใจ สำหรับผู้มีรายชื่อติดสิบอันดับแรก

หากมีเพียงแค่นั้น ผู้ปลุกพลังหลายคนที่รู้ถึงขีดความสามารถของตัวเองดีว่าไม่อาจขึ้นไปอยู่ในสิบอันดับแรกได้ก็คงเมินเฉยต่องานประลองครั้งนี้ และจำนวนผู้คนที่เข้าร่วมก็คงลดลงเหลือเพียงหยิบมือ

แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังคงลงทะเบียนสมัคร!

มันเพราะอะไรกันล่ะ?

คำตอบนั้นง่ายมาก ก็เพราะพวกเขาต้องการแสดงความสามารถและความแข็งแกร่งต่อหน้าทุกคน ผ่านการประลองขันครั้งนี้ เพื่อให้เหล่าบุคคลระดับสูงได้เห็นถึงพรสวรรค์และรับเขาเป็นศิษย์

แม้ผู้ปลุกพลังหลายคนที่เข้าร่วมจะเป็นอัจฉริยะ ซึ่งเป็นตัวแทนจากกองกำลังหลักของฐานใหญ่ แต่ก็ยังมีผู้ปลุกพลังที่ไร้สังกัดอีกจำนวนมาก และคนเหล่านี้ต้องพึ่งพาความพยายามของตนเองเท่านั้นเพื่อดิ้นรนหาหนทางในการได้รับทรัพยากรการฝึกฝนเพิ่มขึ้น

ในงานประลองครั้งนี้ หากพรสวรรค์ของพวกเขาไปเตะตาบุคคลระดับสูงบางคนเข้า ก็จะสามารถพลิกชะตาชีวิตได้ทันที มิหนำซ้ำ หากมีบุคคลที่แข็งแกร่งคอยหนุนหลังพวกเขา ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องทรัพยากรการฝึกฝนที่ไม่เพียงพออีกต่อไป

ณ ขณะนี้

ราชันย์เทพยุทธ์เสวียนอิน เดินตรงมายังกลุ่มผู้ปลุกพลังที่ติด 100 อันดับแรก

แม้ตอนนี้เขาจะเป็นเพียงราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 8 ดาว แต่ก็ถือว่าอยู่ไม่ไกลจากราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวแล้ว มิหนำซ้ำยังเป็นถึงบรรพชนของตระกูลที่ยิ่งใหญ่ ท่ามกลางผู้ปลุกพลังระดับสูงเหล่านี้ นับว่าเขามีสถานะที่สูงส่งและอิทธิพลกว้างขวาง

เมื่อฟังคำซุบซิบของผู้คนรอบข้าง

หลี่โย่วเวยและหลี่เสวียนจีก็เผลอมองตามไปเช่นกัน แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจ เพียงเหลือบมองมันแล้วหันไปทางอื่น

แต่สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็คือ

หลังจากที่ราชันย์เทพยุทธ์เสวียนอินเดินมาถึง เขาไม่แม้แต่ชายตามองผู้ปลุกพลังคนอื่นใดเลย เพียงจ้องตรงมายังสองพี่น้องเท่านั้น

“ชายชราผู้นี้ขอเสียมารยาทแนะนำตัว ฉันคือราชันย์เทพยุทธ์เสวียนอิน เป็นบรรพชนสูงสุดของตระกูลอิน แห่งสุดยอดฐานไท่อาน ฉันเห็นว่าพรสวรรค์ของเธอสองคนไม่เลว จึงอยากมายื่นข้อเสนอดู พวกเธออยากมาเป็นลูกศิษย์ของฉันไหม?”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน พร้อมรอยยิ้มอบอุ่น

เป็นเพียงคำพูดที่แฝงไปด้วยความสูงส่ง

เมื่อได้ยินเช่นนั้น

แววตาของผู้ปลุกพลังทั่วไปที่อยู่รอบ ๆ แสดงความอิจฉาริษยาอย่างชัดเจน

“ราชันย์เทพยุทธ์เสวียนอิน หมายตาสองคนนี้ไว้จริงด้วย!”

“พวกเขาโชคดีมากที่ราชันย์เทพยุทธ์เสวียนอินเอ่ยปากเชื้อเชิญเองโดยตรง ฉันต้องทำบุญกี่ชาติถึงจะมีวาสนาแบบนี้บ้าง…เฮ้อ!”

“ฉันจะไปรู้เหรอ”

“เห็นแล้วอิจฉาชะมัด ฉันไม่รู้จะพูดอะไรอีก!”

ผู้คนต่างคุยซุบซิบนินทา

ทั้งภายในและภายนอก บรรยากาศเต็มไปด้วยการพูดคุยเรื่องนี้

ทันใดนั้น

หลังจากหลี่โย่วเวยและหลี่เสวียนจีได้ฟังคำขอนี้ พวกเขาพลันส่ายหัวและปฏิเสธ

“ขอขอบคุณท่านราชันย์เทพยุทธ์เสวียนอินที่สนใจพวกเรา แต่ฉันกับน้องชายนั้นมีอาจารย์อยู่แล้ว ขออภัยด้วยที่พวกเราไม่สามารถตอบรับคำเชิญได้ โปรดพิจารณาท่านอื่นนะคะ!”

“อะไรนะ มีอาจารย์แล้วงั้นเหรอ”

ราชันย์เทพยุทธ์เสวียนอินผงะเล็กน้อย ก่อนจะถามออกไปว่า “เธอสองคนมาจากสุดยอดฐานจงไห่ ดังนั้นเป็นไปได้ไหมว่าอาจารย์ของพวกเธอคือราชันย์เทพยุทธ์ชิงชาง?”

“ไม่ใช่ครับ”

ทั้งสองส่ายหัว

“งั้นหรือจะเป็นราชันย์เทพยุทธ์มังกร ราชันย์เทพยุทธ์ดับดารา ราชันย์เทพยุทธ์แท้จริง หนึ่งในสามคนนี้”

ราชันย์เทพยุทธ์เสวียนอินถามขึ้นอีกครั้ง

“ก็ยังไม่ใช่อีกค่ะ”

ทั้งสองส่ายหัวอีกครั้ง

“อะไรกัน สี่คนเหล่านี้คือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในฐานจงไห่แล้วนะ หากไม่ใช่พวกเขาทั้งสี่ ฉันขอทำนายเลยว่า ในอนาคต… ไม่มีทางที่พวกเธอจะไปได้ไกลเกินกว่าผู้ปลุกพลังขั้นราชันย์เทพยุทธ์ทั่วไปหรอก จะดีกว่าไหมที่กราบฉันเป็นอาจารย์ ฉันรับรองเลยว่าภายภาคหน้าพวกเธอจะต้องกลายเป็นผู้ปลุกพลังที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน!”

ราชันย์เทพยุทธ์เสวียนอินกล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น

ชายชราหยุดเงียบไปชั่วครู่ แล้วกล่าวต่อว่า “สำหรับชายชราผู้นี้นั้นไม่เหมือนใคร นามของฉันคือราชันย์เทพยุทธ์เสวียนอิน ฉันมีกองกำลังขนาดใหญ่ที่ก่อตั้งขึ้นด้วยตัวเอง และขั้นพลังในตอนนี้ก็อยู่ที่จุดสูงสุดของราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 8 ดาว อีกเพียงไม่นานก็จะไปถึงระดับ 9 ดาวแล้ว ตราบใดที่พวกเธอกราบฉันเป็นอาจารย์ ไม่ว่าจะอยากได้อะไร ฉันจะให้การสนับสนุนช่วยเหลือทุกอย่างจนพวกเธอพอใจเลยละ!”

“เป็นยังไงบ้างกับข้อเสนอนี้ ลองทบทวนดี ๆ นะ?”

ราชันย์เทพยุทธ์เสวียนอินกล่าวอย่างถือตัว

เหตุผลที่เขาต้องการรับทั้งสองเป็นลูกศิษย์ในครั้งนี้ ก็เพราะพรสวรรค์อันโดดเด่น

แม้ว่าขั้นพลังของทั้งคู่จะค่อนข้างต่ำ แต่พรสวรรค์ที่ประจักษ์ออกมานั้นน่ากลัวมาก… ราชันย์เทพยุทธ์เสวียนอินสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขายังเด็ก และเพิ่งเริ่มต้นฝึกฝนได้เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทั้งคู่กลับมีพรสวรรค์อันแข็งแกร่งจนสามารถต่อสู้ข้ามระดับกับเหล่าราชันย์ยุทธ์ได้ หรือแม้กระทั่งเอาชนะอย่างขาดลอย แทบจินตนาการได้เลยว่าหากเข้าสู่ขั้นราชันย์ยุทธ์ หรือแม้แต่ราชันย์เทพยุทธ์ เมื่อถึงเวลานั้นตัวตนพวกเขาจะน่าพรั่นพรึงถึงเพียงใดกัน?

ถ้าสามารถรับทั้งสองเป็นศิษย์ได้ในตอนนี้ ภายภาคหน้าอนาคตเขาจะมีผู้ติดตามที่ทรงพลังถึงสองคนเลยทีเดียว

ด้วยความคาดหวังในใจเช่นนั้น

ชายชราแทบรอไม่ไหวที่ทั้งสองจะกราบเขาเป็นอาจารย์

แต่เดี๋ยวก่อน

ในเรื่องนี้เขายังมีความรู้สึกตะหงิดใจอยู่บ้าง

ด้วยพรสวรรค์อันโดดเด่นเป็นพิเศษของสองพี่น้องที่ประจักษ์ออกมาอย่างชัดเจน แล้วทำไมกันนะ? ราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวพวกนั้นตาต่ำกันหรืออย่างไร ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใดกัน ถึงไม่มีใครลงมารับพวกเขาเป็นศิษย์ มันนับว่าแปลกมาก

แต่ก็ดีแล้ว ชายชราไม่ได้สนใจมากนัก

เขาคาดเดาว่าบางทีราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวพวกนั้น อาจจะสงวนท่าทีจนเกินไป จนเขาชิงลงมือตัดหน้าก่อน

เมื่อคิดดูตามเหตุผลนั้น

ก็รู้สึกตื่นเต้นจนเกือบจะเก็บอาการไม่อยู่ เขาอดใจรอให้สองพี่น้องตอบรับคำเชิญจนจิตใจแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

แต่ชายชราคงไม่ทันได้สังเกต

เพราะทันทีหลังจากที่เขาพูดจบ สองพี่น้องก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ

ถ้าราชันย์เทพยุทธ์เสวียนอินมาที่นี่เพียงเพื่อคัดเลือกศิษย์เท่านั้น พวกเขาก็จะปล่อยเรื่องนี้ผ่านไป

แต่ประเด็นสำคัญคืออีกฝ่ายแอบดูแคลนอาจารย์ของพวกเขาทางอ้อม!

ในใจของสองพี่น้องนั้น อาจารย์ของตนคือคนที่เก่งที่สุดในโลก จนไม่อาจหาผู้ใดมาเทียบได้ แม้จะเป็นสุดยอดราชันย์เทพยุทธ์ทั้งเก้าก็ตาม

หัวใจของเด็กน้อยจึงรู้สึกไม่พอใจ พร้อมสีหน้าที่บูดบึ้ง

แต่อีกฝ่ายเป็นถึงราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 8 ดาว ซึ่งอาจสร้างปัญหาให้กับอาจารย์ได้ ทั้งคู่จึงสะกดระงับความโกรธบนสีหน้าลง แต่น้ำเสียงที่แข็งทื่อของพวกเขาก็ไม่อาจหลบซ่อนมันไว้ได้

“นั่นมันก็เรื่องของเราที่จะฝากตัวกับใครเป็นอาจารย์ ไม่ว่าเขาจะมีอนาคตหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ!”

หลังจากจบงานประลองอันยิ่งใหญ่นี้ หลี่เสวียนจีกับเขาคงไม่ได้เจอกันอีกอยู่แล้ว ถ้าเขาจะพูดหาเรื่องให้เด็กน้อยโกรธเคืองเล่น ๆ ก็คงไม่มีปัญหาอะไรตามมา

แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสุ่มหาตัวเขาเจอจากฐานใหญ่ที่มีอยู่หลายแห่ง เพียงเพื่อแก้แค้นกับเรื่องพรรค์นี้

นอกจากนั้น

เขายังสนุกกับการพูดหาเรื่องหลี่เสวียนจี

และถ้าเด็กนี่กล้าทำร้ายเขาจริง ๆ ทีมลาดตระเวนจะรีบเข้ามาจับกุมทันที กระทั่งลงโทษทำลายจุดตันเถียนจนพิการก็เป็นไปได้!

“แกอย่าอยู่เลย… ไปตายซะ!”

หลังอดกลั้นฟังคำยั่วยุของผู้ปลุกพลังคนนี้มาสักพัก หลี่เสวียนจีก็ไม่อาจระงับความโกรธในใจได้อีกต่อไป! เลือดและอณูแห่งชีวิต ของเขาถูกกระตุ้นทันที ก่อนจะเคลื่อนร่างไปอยู่ตรงหน้าของอีกฝ่ายในพริบตา แล้วปะทุพลังโจมตีใส่ทันที!!

หมัดของเขาถูกปล่อยออกไป

ตู้ม!

ราวกับเสียงระเบิดของฟ้าผ่า ผู้ปลุกพลังธรรมดาคนนั้นถูกหมัดของหลี่เสวียนจีซัดกระเด็นลอยไป ก่อนจะล้มลงพื้นด้วยสภาพร่างกายที่เต็มไปด้วยกองเลือด

การโจมตีอันรุนแรงนี้ ดึงดูดความสนใจของทุกคนบนอัฒจันทร์ทันที

ที่ชั้นบนสุดของอัฒจันทร์ สุดยอดราชันย์เทพยุทธ์ทั้งเก้า และเหล่าราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวต่างก็จ้องมองไปยังเหตุการณ์เช่นกัน แต่เมื่อเห็นว่าร่างนั้นเป็นหลี่เสวียนจี พวกเขาทั้งหมดก็เบนสายตามองไปทางอื่นราวกับว่าไม่เคยเห็นมาก่อนทันที

เดิมทีทีมลาดตระเวนของงานประลองกำลังวางแผนจะเข้าไปจับกุม แต่จู่ ๆ หัวหน้าทีมที่มีพลังขั้นราชันย์เทพยุทธ์ก็พลันเปลี่ยนสีหน้า ก่อนจะโบกมือขึ้นแล้วพูดว่า “ช่างมัน พวกคุณไปดูแลที่อื่นต่อเถอะ”

ณ บริเวณที่เกิดเหตุ

ฉากการโจมตีอย่างอุกอาจของหลี่เสวียนจีทำให้หลายคนตกใจ

ส่วนฝั่งผู้ปลุกพลังที่ล้มลง

ในขณะนี้ เขานอนจมกองเลือดด้วยสีหน้าเจ็บแค้น แม้จะมีเลือดไหลออกจากมุมปากไม่หยุด แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ มิหนำซ้ำกลับหัวเราะและตะโกนขึ้น “แกเสร็จแน่ แกจะต้องโดนลงโทษขั้นสูงสุด ไม่มีใครสามารถปกป้องแกได้หรอก!”

“อีกเดี๋ยวทีมลาดตระเวนก็จะมาลากคอแก และทันทีที่คนพวกนั้นมา แกจะถูกโยนออกไปข้างนอก… ส่วนฉันจะอยู่ตรงนี้ เพื่อรอดูจุดจบของแก!”

เขาหัวเราะเสียงดังลั่น

ผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ หันมองที่หลี่เสวียนจีอย่างเสียดาย

แม้หลี่เสวียนจีจะมีพรสวรรค์ที่ไม่เลว

แต่นิสัยหุนหันพลันแล่นเกินไป

ผู้ปลุกพลังคนนี้ก็เห็นได้ชัดว่าอิจฉาตาร้อน จึงจงใจพูดยั่วยุ แต่หลี่เสวียนจีกลับไม่อาจระงับความโกรธได้เอง จนทำผิดพลาดครั้งใหญ่

เมื่อทีมลาดตระเวนมาถึง เขาจะถูกจับกุมอย่างแน่นอน

เขาทำลายอนาคตตัวเองกับมือ ช่างน่าเสียดายจริง ๆ!

ทุกคนถอนหายใจยาว

ระหว่างรอทีมลาดตระเวนมา

เมื่อเวลาผ่านไป

จนทำให้ทุกคนเริ่มเอะใจ

หลังจากรออยู่พักใหญ่ ๆ ก็ยังไม่มีใครจากทีมลาดตระเวนมาสักที แม้แต่ยามที่คอยรักษาความสงบ หรือแม้แต่ผู้นำระดับสูงที่นั่งอยู่หลายท่านบนอัฒจันทร์ ก็ยังไม่มีใครสนใจสถานที่เกิดเหตุตรงนี้

“นี่…”

เมื่อเห็นฉากเหล่านี้

ทุกคนเริ่มปะติดปะต่อ และพลันตกตะลึงไป! เด็กเส้นงั้นเหรอ?!

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์