บทที่ 354 ที่ประทับของพระเจ้า? อัศวินเกราะทอง!
อัศวินเกราะทองตะโกนเสียงดังลั่น
เสียงนั้นฟังดูแหบห้าว หลังจากพูดจบ มันก็ฟังดูราวกับเสียงทองคำและเหล็กกล้าเสียดสีกัน
“ที่พำนักของพระเจ้าเหรอ?”
“หรือว่าจะมีพระเจ้าหลับใหลอยู่ในโบสถ์นี้จริง ๆ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของอัศวินในชุดเกราะสีทอง ฉู่โม่วก็ตกตะลึง
เขาเงยหน้าขึ้นมองอัศวินทั้งสองและเห็นข้อความปรากฏขึ้นทันที
[เป้าหมาย : อัศวินพิทักษ์โบสถ์เกราะทอง]
[กายเนื้อ : ไม่มี]
[พรสวรรค์ : พรสวรรค์ธาตุแสงระดับดาราลับฟ้า, พรสวรรค์วิชาค้อนยักษ์ระดับดาราลับฟ้า, พรสวรรค์ธาตุโลหะระดับพิเศษ]
…
‘นี่… ฉันมองเห็นข้อมูลนี้จริง ๆ เหรอ?’
ฉู่โม่วตะลึงงันไปครู่หนึ่ง
เขามองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอัศวินทั้งสองตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นหุ่น
แต่วิชากลืนกินของเขาสามารถมองเห็นได้เพียงแค่ข้อมูลของสิ่งมีชีวิตเท่านั้น
นี่หมายความว่า…
อัศวินทั้งสองไม่ใช่แค่หุ่นเชิดธรรมดา แต่ทำมาจากศพหรือแม้แต่คนที่ยังมีชีวิตอยู่!
แต่ตอนที่ฉู่โม่วตกตะลึงอยู่นั้น อัศวินเกราะทองทั้งสองก็เริ่มจู่โจมฉู่โม่วแล้ว
ระดับพลังของพวกเขาไม่ได้สูงนัก และคงอยู่ในขั้นราชันย์ยุทธ์ระดับสูงสุดเท่านั้น
ตอนนั้นเอง ฉู่โม่วขยับร่างกายและหลบหลีกการโจมตีนั้น ก่อนจะต่อยออกไปและสังหารหุ่นเชิดตัวหนึ่งในทันที
หากเป็นสิ่งมีชีวิตจริง ๆ เมื่อเห็นพละกำลังอันแข็งแกร่งของฉู่โม่ว เขาก็คงจะต้องลังเลอย่างแน่นอน
แต่อัศวินเกราะทองทั้งสองกลายเป็นหุ่นเชิดที่ไร้ซึ่งจิตใจไปแล้ว พวกเขาได้แต่ทำตามคำสั่งที่ได้รับเท่านั้น
ตอนนี้อัศวินอีกคนจึงเงื้อค้อนขนาดใหญ่ขึ้นไปอีกครั้งโดยไม่ลังเล ค้อนยักษ์อาบสายฟ้าถูกฟาดลงไปราวกับว่าจะสังหารฉู่โม่วในคราวเดียว
แต่ฉู่โม่วแค่ต่อยออกไปเบา ๆ อัศวินคนนั้นก็พลันระเบิดออกพร้อมเสียงดังสนั่น
หลังจากที่สังหารอัศวินเกราะทองทั้งสองแล้ว ก็ไม่มีอุปสรรคใดปรากฏขึ้นอีก
ฉู่โม่วจึงเดินตรงเข้าไปยังทางเข้าของห้องโถงหลัก ประตูถูกเปิดออกด้วยแรงและส่งเสียง ‘ครืน’ ออกมา
ฝุ่นและกลิ่นเหม็นเน่าลอยออกมาปะทะทันที
ฉู่โม่วขมวดคิ้วก่อนขยับแขน แล้วกลิ่นเหล่านั้นก็หายไปในพริบตา หลังจากนั้นเขาจึงก้าวเข้าไปข้างใน
เท่าที่ตามองเห็นได้ มันเป็นห้องโถงที่ว่างเปล่าอย่างถึงที่สุด มีแค่รูปปั้นหนึ่งตั้งอยู่แต่มันก็พังทลายไปแล้ว มีแท่นอยู่ตรงหน้ารูปปั้นและมีบางสิ่งวางอยู่ข้างบน
หนังสือ
ถ้วย
และม้วนหนัง
เขาสัมผัสถ้วยดูเบา ๆ ทว่ามันกลับสลายกลายเป็นผุยผงบนแท่นในทันที
ฉู่โม่วหันไปหยิบหนังสือขึ้นมา
จากด้านนอก หนังสือเล่มนี้ดูเป็นหนังสือธรรมดาทั่วไป
แต่ในวันนี้ เวลาได้ผ่านไปกว่าหลายปีและแม้แต่ถ้วยก็กลายเป็นฝุ่นผง แต่หนังสือเล่มนี้กลับยังคงเป็นเล่มอยู่ซึ่งถือว่าไม่แย่นัก
เมื่อเปิดหนังสือดู
เขาก็เห็นแค่ตัวอักษรแปลกประหลาดที่ไม่ใช่ภาษาของอาณาจักรตงเสวียนหรืออารยธรรมใดบนโลกใบนี้ ฉู่โม่วไม่เข้าใจความหมายของตัวอักษรเหล่านี้แม้แต่น้อย
แต่
นอกจากข้อความในหนังสือแล้วยังมีภาพที่เรียบง่ายอยู่ด้วย
ฉู่โม่วตรวจสอบดูคร่าว ๆ และพบว่าตามที่อธิบายไว้ในหนังสือ ในยุคสมัยโบราณนั้น มนุษย์ยังอยู่ในยุคแห่งการฆ่าฟันและทำลาย ทว่ากลับมีพระเจ้าปรากฏตัวขึ้น พระเจ้าคนนี้ดูจะสามารถควบคุมสายฟ้าได้ และทำให้มนุษย์โบราณเคารพบูชาเขาเป็นอย่างมาก
พระเจ้าสอนให้พวกเขาฝึกฝน โจมตีต้นไม้ด้วยสายฟ้าเพื่อสร้างไฟให้พวกเขา และช่วยพวกเขาสังหารสัตว์อสูร รวมไปถึงสร้างสถานที่สำหรับอาศัยอยู่
เหล่ามนุษย์โบราณค่อย ๆ เชื่อในพระเจ้ามากขึ้นและสร้างโบสถ์ขึ้นมาตามคำของเทพเจ้าเพื่อให้พวกเขาบูชา
ภาพในช่วงแรกนั้นดูธรรมดาเหมือนวิธีการทั่วไปที่พระเจ้าเผยแพร่ความเชื่อให้กับผู้คน
แต่ในครึ่งหลัง ภาพในหนังสือก็เปลี่ยนแปลงไป
เมื่อเผ่านี้ค่อย ๆ เติบโตขึ้นและยึดครองเผ่าขนาดเล็กโดยรอบได้หมด มนุษย์โบราณทุกคนก็เชื่อในพระเจ้าและสวดภาวนาขอพรกับพระเจ้าทุกวัน แต่ใครจะรู้ว่าพระเจ้าจะแสดงพลังออกมาและสังหารทุกคนบนแท่นบูชายัญ
ภาพสุดท้ายแสดงให้เห็นพระเจ้าที่กลับกลายเป็นรูปร่างอัปลักษณ์ พลังอันแข็งแกร่งปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าและผืนดิน มนุษย์โบราณนับไม่ถ้วนคลานอยู่บนพื้นด้วยความหวาดกลัวราวกับว่าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ได้แต่ร้องขอความเมตตาจากพระเจ้า
ฉู่โม่วมองดูมันคร่าว ๆ แล้วจึงเก็บหนังสือเข้าไปในมิติพกพาและหยิบม้วนหนังชิ้นสุดท้ายขึ้นมา
เขาไม่รู้ว่าม้วนหนังนี้ทำมาจากหนังของสัตว์อสูรชนิดใด แต่มันก็แข็งแรงอย่างถึงที่สุด
หึ่ง!
ทันทีที่ม้วนหนังถูกคลี่ออก เขาก็เห็นแสงสีทองระเบิดออก ตัวอักษรมากมายพุ่งออกมาและหลั่งไหลเข้าไปในความคิดของฉู่โม่ว
เขายังคงไม่เข้าใจตัวอักษรเหล่านี้
แต่ก็สัมผัสได้ถึงความหมายของพวกมัน
หลังจากที่ฉู่โม่วได้รับข้อมูลนี้ เขาก็รู้ว่าสิ่งที่ถูกบันทึกไว้บนแผ่นหนังเป็นกระบวนท่าลับที่สามารถเปลี่ยนมนุษย์บูชายัญให้กลายเป็นหุ่นเชิดได้ ตราบใดที่หุ่นเชิดไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส มันก็ไม่อาจตายได้ ซึ่งแทบจะเทียบเท่ากับการเป็นอมตะเลยทีเดียว
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหลังจากที่ถูกบูชายัญและกลายเป็นหุ่นเชิดแล้วก็ยังสามารถฝึกวิทยายุทธ์ได้
นั่นหมายความว่า แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเป็นแค่ผู้ปลุกพลังธรรมดา บางทีเมื่อผ่านไปอีกหลายร้อยปี ผู้ปลุกพลังคนนี้ก็อาจกลายเป็นราชันย์ยุทธ์หรือแม้แต่ราชันย์เทพยุทธ์ก็ได้
มันเยี่ยมยอดทีเดียว
เพียงแต่ว่า
กระบวนท่าลับนี้นั้นโหดร้ายมาก มันจำเป็นต้องแยกจิตวิญญาณมนุษย์เป็น ๆ ออกมา และต้องได้รับการเสริมต่อด้วยวิธีการอื่นซึ่งอำมหิตเป็นอย่างมาก
“ถ้างั้น…”
“อัศวินเกราะทองสองคนนั้นที่ทางเข้าโบสถ์ถูกบูชายัญและทำให้เป็นหุ่นเชิดเหรอ?”
ฉู่โม่วคิดกับตัวเอง
แล้วเขาก็เบ้ปากก่อนจะโยนม้วนหนังเข้าไปในมิติพกพา
แม้ว่ากระบวนท่าลับเช่นนี้จะน่าประทับใจไม่น้อย ทว่าวิธีการของมันก็โหดร้ายเกินไปจนฉู่โม่วรู้สึกรังเกียจมัน
หลังจากที่ตรวจสอบของทั้งสามชิ้นบนแท่นก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว
โดยรวมแล้ว กำไรครั้งนี้ไม่ใช่ย่อย ๆ เลย
ครึ่งเดือนหลังจากนั้น
ฉู่โม่วก็สำรวจโบสถ์และอาคารในพื้นที่จนครบและเข้าไปลึกข้างในกลุ่มอาคาร
ในตอนนี้ ตรงหน้าคือตำแหน่งที่ลำแสงสีแดงพุ่งออกมาซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวที่เขายังไม่ได้สำรวจ
ชายหนุ่มจึงบินตรงเข้าไป
หลังจากผ่านไม่นาน ฉู่โม่วก็มาถึงบริเวณใกล้ลำแสงนั้น
ลำแสงที่พุ่งจากโบสถ์ขึ้นไปบนฟ้านั้นเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
โบสถ์แห่งนี้มีขนาดใหญ่และโอ่อ่ายิ่งกว่าที่ผ่าน ๆ มา กลิ่นอายความเก่าแก่ปกคลุมมากยิ่งกว่าหลังไหน ๆ
และ
ต่างไปจากโบสถ์หลังอื่น
มันมีจารึกอยู่ในพื้นที่ซึ่งส่องแสงสว่างไสว เห็นได้ชัดว่ามันทำงานได้เป็นปกติและพละกำลังของมันก็ไม่อ่อนแอลงแม้แต่น้อย
‘มันปล่อยพลังสูงสุดของราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวได้ อย่างน้อยต้องเป็นจารึกระดับราชันย์เทพยุทธ์แน่!’
ฉู่โม่วสัมผัสได้ราง ๆ และรู้ว่าจารึกนี้เกินกว่าขีดจำกัดพละกำลังของเขา
ด้วยพลังกายของเขาเพียงอย่างเดียวนั้นไม่อาจบุกเข้าไปได้
“พรสวรรค์พลังเนตร ทำงาน!”
เขาใช้พรสวรรค์พลังเนตรระดับดาราลับฟ้าโดยไม่ลังเล
ทันใดนั้น
การเปลี่ยนแปลงและความลับมากมายของจารึกก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
ตามการชี้นำของพรสวรรค์แห่งเนตร ฉู่โม่วผ่านการทำงานของจารึกมาได้อย่างราบรื่นตลอดทางและมาถึงข้างในจารึกขนาดใหญ่
ตูม ตูม ตูม!
ทันใดนั้น
เกิดเสียงดังสนั่นเลื่อนลั่นขึ้นในทันใด
อัศวินเกราะทองผู้ยิ่งใหญ่ปรากฏตัวขึ้น
“ที่นี่คือที่พำนักของพระเจ้า ใครที่กล้าย่างกรายเข้ามาจะต้องถูกสังหารอย่างไร้ความปรานี!”
เสียงแหบห้าวดังออกมาจากปากของอัศวินเกราะทองตรงหน้า เขาชี้กระบี่เล่มยาวในมือมาที่ฉู่โม่ว และอัศวินมากมายข้างหลังก็พุ่งตรงเข้ามา บางคนกระทั่งเป็นพลทหารม้าด้วยซ้ำ
อัศวินเหล่านี้มีจำนวนมหาศาลและนับได้คร่าว ๆ กว่าหลายร้อยคน
พวกเขาเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและเจตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว
เมื่อเผชิญหน้ากับพลังเช่นนี้ หากเป็นราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวก็คงจะต้องตกตะลึงและสั่นสะท้านอยู่ในใจ
แต่ฉู่โม่วก็ไม่เกรงกลัวแต่อย่างใด
“ตายซะ!”
เมื่อโบกมือ ร่างกายของเขาก็อัดแน่นไปด้วยเลือดและพลังปราณราวกับมังกร อณูแห่งชีวิตของเขาราวกับทะเลที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
พรสวรรค์ธาตุไฟระดับตะวันถูกกระตุ้น เปลวเพลิงอันยิ่งใหญ่พุ่งพล่านออกมาและทำให้ทั่วทั้งพื้นที่กลายเป็นโลกแห่งเพลิง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์