บทที่ 37 เล่นสนุก กับ หนึ่งกระบี่
ความตึงเครียดแผ่คลุมไปทั่วทุกบริเวณ
มันกัดกินหัวใจของทุกคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
พังพอนมายากลายเป็นผู้ล่าในสนามรบไปแล้ว
ในทุก ๆ ครั้งที่มันปรากฏตัวขึ้นมา ผู้ฝึกยุทธ์หนึ่งคนจะถูกฆ่าตายอย่างเหี้ยมโหด
เพียงไม่นาน ผู้ฝึกยุทธ์หกคนก็ตายลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ท่ามกลางผู้เสียชีวิตทั้งหกคน บางคนก็เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูง แต่ไม่ว่าจะอยู่ระดับไหน ทุกคนล้วนแต่เป็นคนแข็งแกร่งจนมีชื่อเสียงภายในฐานกันทั้งนั้น ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะต้องมาตายอย่างน่าอนาถใจ ณ ที่แห่งนี้
พวกเขาไม่เห็นหน้าตาสิ่งที่พรากชีวิตตนไปอย่างชัดเจนด้วยซ้ำ
ความกลัวลั่นไกจนเตลิด ทำให้พวกเขาควบคุมตัวเองเอาไว้ไม่ได้ และความเงียบสงบภายนอกทำให้ไม่อาจรับรู้ถึงอันตรายที่จะเข้ามาได้เลยแม้แต่น้อย
“อ๊ากกกกก ฉันทนไม่ไหวแล้ว!”
“ออกมาสิวะ! ออกมาสิไอ้สวะ!”
ผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งที่ไม่สามารถทนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศชวนกดดันเช่นนี้ได้ ก็วิ่งออกจากกลุ่มไปโหวกเหวกเสียงดัง ระหว่างนั้นก็ใช้กระบี่ยาวฟาดฟันอากาศไปมาพลางตะโกนอย่างต่อเนื่อง “ออกมา! ออกมาเซ่!”
“สวีฮ่าว! อย่ากระโตกกระตาก! รีบกลับมารวมกลุ่มซะ!”
เมื่อเห็นพวกพ้องสติแตกเช่นนั้น จอมยุทธ์คนหนึ่งที่กำลังใช้สมาธิก็หน้าเสีย เขาตะโกนเรียกให้อีกฝ่ายกลับมา แต่เหมือนว่าจะสายเกินไป
ร่างสีขาวปรากฏขึ้นในอากาศ ก่อนจะใช้กรงเล็บของมันฟาดฟันลงไปที่สวีฮ่าว!
ทันทีที่มันโจมตีใส่ร่างของผู้ฝึกยุทธ์ผู้เตลิดออกจากกลุ่มไปเรียบร้อยแล้ว
…ร่างของมันก็หายไปอีกครั้ง
สวีฮ่าวแข็งนิ่งไปทั้งตัว ก่อนจะล้มลงไปบนพื้นแน่นิ่งไป
เขาตายไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ความตายนั้นกลับเป็นสิ่งที่ทำให้เขาแสดงสีหน้าผ่อนคลายออกมาเสียอย่างงั้น
“แมวกับหนูงั้นเหรอ…”
“มันกำลังมองว่านี่คือการเล่น! และมันจะไม่หยุดจนกว่าเราจะตายกันหมด!”
จากการสังเกตสถานการณ์มาครู่ใหญ่ ๆ เฉียนหยวนก็หน้าซีดลงขณะพูดขึ้นด้วยเสียงหนักอึ้ง
การที่พังพอนมายาตัวนี้ไม่ได้กำจัดพวกเขาทั้งหมดในทีเดียว แต่เลือกที่จะผลุบ ๆ โผล่ ๆ แล้วฆ่าทีละคนนั้น คือการขู่ให้หวาดกลัว และรู้สึกถึงความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้
และเมื่อทุกคนตระหนักได้ถึงสิ่งเดียวกัน หัวใจของพวกเขาก็ดิ่งตกกันหมด
ฉู่โม่วเองก็เช่นกัน…
พังพอนมายาตัวนี้เคลื่อนที่ได้ไร้ร่องรอยเหมือนกระแสไฟฟ้า! แถมมันยังตอบสนองเร็วอีก แม้แต่เขายังเห็นเพียงเงาเลือนรางเท่านั้นเลย
‘ไม่มั่นใจว่าความเร็วของตัวเองจะจับหรือฆ่ามันได้เลยวุ้ย’
เขาคิดในใจ
ในตอนนี้ ทุกคนที่เหลืออยู่ต่างพากันกลั้นหายใจ มีเพียงเสียงของลมที่พัดกระโชกจากทางป่าใหญ่เท่านั้น ทว่าตอนนั้นเอง เสียงทุกอย่างเหมือนจะนัดกันเงียบลงไป …เงียบราวกับไม่มีอะไรอยู่ที่นี่เลย
เงียบ…
จนทำให้ทุกคนสามารถได้ยินเสียงหัวใจที่กำลังเต้นรัวอยู่ในอกได้
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่
จู่ ๆ เสียงของอากาศที่โดนทลายออกก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
ทุกคนเห็นร่างคล้ายเงาสีขาวมัว ๆ พุ่งเข้ามาหาพวกตัวเอง
“ระวัง!”
“มันโผล่มาแล้ว!”
เฉียนหยวนตะโกนเตือนเสียงดัง
หลังจากพูดไปเช่นนั้น แววตาของเขาก็จับจ้องเพื่อดูทิศทางว่ามันจะวิ่งไปทางไหน
เป้าหมายของสัตว์อสูรตัวนี้เป็นเหล่าผู้ฝึกยุทธ์จริง ๆ และผู้ฝึกยุทธ์ที่ถูกจับตามองในคราวนี้…
คือฉู่โม่ว!
ความเร็วของพังพอนมายาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง… เร็วขนาดที่มองด้วยตาเปล่าแทบจะไม่เห็นอะไรเลย!
และฉู่โม่วเองก็เหมือนจะตระหนักเรื่องนี้ได้อยู่แล้ว
ภายใต้สายตาของเขาที่อยู่ในสภาวะเพ่งสมาธิ ชายหนุ่มเห็นกรงเล็บของมันตวัดเข้ามาเสมือนสายฟ้าฟาดเข้าใส่
หัวใจที่ตื่นรู้สูบฉีดเลือดอย่างรวดเร็วเพื่อตั้งสติไม่ให้คลาย!
“ย่างก้าวหมอกควัน!”
พรสวรรค์ธาตุลมของเขาถูกเปิดใช้ ทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นอีกสิบห้าเท่า! ขณะเดียวกัน เขาก็ใช้กระบวนท่าย่างก้าวหมอกควันเพื่อโต้กลับอีกฝ่ายไปด้วย
ในช่วงจังหวะหน้าสิ่วหน้าขวาน ร่างของฉู่โม่วสามารถหลบภัยร้ายที่มองไม่เห็นได้อย่างฉิวเฉียด ขณะเดียวกันเขาก็โจมตีสวนกลับไปในทันที!
เคร้งงงง!!
เสียงเหล็กกระทบกันดังกังวานไปทั่วบริเวณ!
เสียงแสบหูนี้ทำเอาทุกคนถึงกับหูอื้อไปหมด
กระบี่เหล็กกล้าในมือของฉู่โม่วถูกชักออกมาทันควัน พร้อมกับปลดปล่อยคลื่นกระบี่ให้ทะยานพุ่งจากพื้นดินสู่ฟากฟ้า
คลื่นกระบี่มหาศาลแหวกว่ายไปในท้องนภาเหมือนมังกรสีขาวสะอาดที่กำลังเสาะหาเป้าหมาย ทุกสายตาต่างเห็นเหมือนกันว่าคลื่นกระบี่เหล่านี้กำลังกักบริเวณ เพื่อไม่ให้พังพอนมายาสามารถเคลื่อนที่ไปไหนได้สะดวก
สิ่งเหล่านี้…
แต่หากเพ่งมองให้ชัด พวกเขาก็ตระหนักได้ว่าสิ่งที่เห็นนี้ไม่ใช่คลื่นแสงที่พุ่งผ่านไปมา หากแต่มีสภาพเหมือนคมกระบี่ที่กำลังเชือดเฉือนเป้าหมายอยู่ต่างหาก!
คลื่นกระบี่นี้ไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนแรงลงเลย กลับกันมันยิ่งสะสมความเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นก็ยิ่งทวีคูณความรุนแรงเพิ่มขึ้นไปด้วย!
และแล้ว ในขณะที่ทุกคนกำลังมองภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจพร้อมกับอุทานด้วยความอึ้งอยู่นั้นเอง
ฉัวะ!!
ด้วยเสียงที่เหมือนบางสิ่งบางอย่างถูกของมีคมปาดจนเกิดบาดแผล หนึ่งในคลื่นกระบี่มหาศาลนั้นก็เข้าปะทะกับพังพอนมายาได้แล้ว!
สร้างบาดแผลได้ในที่สุด!
ไม่ว่าคำไหนก็เหมือนจะไม่อาจอธิบายถึงความน่ากลัวของคลื่นกระบี่นั้นได้เลย!
เช่นเดียวกัน ไม่มีคำกล่าวชมไหนที่จะเหมาะสมกับคลื่นกระบี่เหล่านี้ด้วย!
ภายในใจของพวกเขา ไม่มีสิ่งใดอื่นนอกจากตกตะลึง
ก่อนหน้านี้ที่ฉูู่โม่วสามารถเอาชนะผู้จัดการจางได้อย่างง่ายดาย มันก็ทำให้ทุกคนเห็นแล้วว่าความแข็งแกร่งของฉู่โม่วไม่น้อยหน้าใครในนี้ ซึ่งเหมาะสมแล้วกับตำแหน่งพันธมิตร
แต่ตอนนี้ ความคิดของพวกเขาก็เปลี่ยนไปในทางเดียวกันอีกครั้ง
ฉู่โม่วแข็งแกร่งชนิดพรั่นพรึง!
“น่าเกรงขามยิ่งนัก!”
“แค่คลื่นกระบี่ยังทำได้ขนาดนี้… ฉันไม่อยากจะคิดถึงตัวกระบี่เองเลยแฮะ…”
หลาย ๆ คนต่างเผลอเอาตัวเองไปจำลองว่าต้องเผชิญหน้ากับคลื่นกระบี่แทนพังพอนมายาไปแล้ว ไม่มีใครเลยที่จะรู้สึกว่าตัวสามารถเอาตัวรอดจากมันได้ หากพวกเขาเป็นศัตรูกับฉู่โม่วจริง ๆ บางทีชะตาชีวิตคงจะไม่ต่างกับสัตว์อสูรตัวนี้นักหรอก!
จริง ๆ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย ตัวฉู่โม่วเองยังตกใจ
เขารู้สึกเหลือเชื่อกับมันมาตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแค่ปั้นหน้านิ่งหลอกคนอื่นเท่านั้น
คลื่นกระบี่พวกนี้…
เขาไม่ได้ตั้งใจจะใช้มันเลยด้วยซ้ำ ก็แค่จะเอาไว้หลบหลีกเฉย ๆ …
น่ากลัวชะมัด…
ทั้งที่ตัวเขามั่นใจว่าตัวเองเป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับกลางเท่านั้น แต่สามารถยืนหยัดสู้เฉกเช่นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงได้ หากไม่ได้พบเห็นด้วยตัวเอง เล่าให้ใครฟัง… อีกฝ่ายก็น่าจะคิดว่าเขาโม้เสียด้วยซ้ำ!
โชคดีสำหรับฉู่โม่ว… ที่วันนี้มีพยานความแข็งแกร่งของเขาหลายคน
“ขอบคุณท่านฉู่โม่วจริง ๆ ที่ช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้!”
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เหลืออยู่รีบหันมาแสดงความขอบคุณด้วยความนับถืออย่างท่วมท้น
แม้แต่เฉียนหยวนยังเดินเข้ามาและเรียกเขาว่า ‘คุณฉู่โม่ว’ ด้วยความนับถือจากใจจริงเช่นกัน
แต่นั่นไม่ใช่เพราะฉู่โม่วได้ช่วยชีวิตเขาไว้หรอก
มันเพราะชายหนุ่มแข็งแกร่งมากต่างหาก!
ความแข็งแกร่งนี้มากพอที่จะทำลายกำแพงความเชื่อภายในจิตใจของผู้คนได้เลย!
หากเป็นแต่ก่อนที่เขาแสดงพลังแค่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ระดับต้นละก็ บางทีพวกเขาเหล่านี้อาจจะมองเขาเป็นน้องชายได้
แต่ในตอนนี้ ความแข็งแกร่งของฉู่โม่วมากเกินไปแล้ว แถมในอนาคตเองเขาน่าจะยังแข็งแกร่งขึ้นได้มากกว่านี้อีก มันจะไม่มีใครหยุดยั้งเขาได้อีกต่อไป
“ไม่ต้องเกรงใจกันหรอกน่า”
เมื่อเห็นว่าทุกคนดูยังคงเกร็งกับเขาอยู่ ฉู่โม่วก็พูดด้วยรอยยิ้มกว้าง “พวกเราเองก็ผ่านเรื่องแย่ ๆ มาด้วยกันแล้ว เพราะงั้นคิดซะว่าเป็นเพื่อนกันนั่นแหละ! ถ้าจะตายก็จะตายด้วยกัน แต่ถ้าจะรอดก็ต้องรอดไปด้วยกัน ผมไม่ทิ้งใครไว้หรอก!”
“หรือถ้า… เอ่อ อ๊ะ! ถ้าไม่สะดวกใจเป็นเพื่อน จะเรียกผมว่าน้องก็ได้นะ! น้องฉู่โม่ว เป็นไง?”
ได้ยินฉู่โม่วพูดเช่นนั้น เฉียนหยวนก็หัวเราะออกมา
คนอื่น ๆ ที่เห็นว่าฉู่โม่วยังคงเป็นคนเดิม พวกเขาเองก็เริ่มผ่อนคลายลงมา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์