บทที่ 375 กระบวนท่าระดับเทพเจ้า กับ การควบแน่นของเมล็ดพันธุ์มันตราที่ 2!
ซู่ม!
ในขณะที่ฉู่โม่วกำลังคิดอยู่นั้น
เจตจำนงแห่งกระบี่ระลอกที่สิบเอ็ดก็ได้ปรากฏออกมา
จักรวาลที่เขาอยู่ ณ ตอนนี้เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และในจุดที่ลึกเข้าไปในจักรวาล ลำแสงก็ได้เปล่งประกายขึ้น
ในตอนแรก มันดูโดดเด่นและห่างไกล ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป แสงนั้นก็ค่อย ๆ สว่างขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อได้สติกลับมา
ฉู่โม่วก็สามารถมองเห็นมันได้อย่างชัดเจน
เจตจำนงแห่งกระบี่รอบนี้ ต่างจากครั้งก่อน ๆ! มันมาในรูปแบบของร่างมนุษย์สีทองที่ถือกระบี่ศักดิ์สิทธิ์สีทองที่ซึ่งส่องประกายแสงเหมือนดวงอาทิตย์ ฟาดฟันเข้าไปยังจุดที่ลึกที่สุดของจักรวาลจนเกิดเป็นช่องว่างแห่งมิติที่ไร้แสงใด ๆ
คมกระบี่ที่น่ากลัวลอดออกมาจากช่องว่างนั้น
ตลอดทางที่มันเดินทาง คมกระบี่เหล่านี้ได้ทิ้งพลังที่น่ากลัวและยิ่งใหญ่เอาไว้เสมือนรอยเท้า
พลังเหล่านี้ น่ากลัวราวกับจะสามารถชะล้างทุกสรรพสิ่งบนโลกได้เลย!
ในชั่วพริบตา
ราวกับจักรวาลพลิกคว่ำ ทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์กลับถูกบดบัง โลกกำลังแตกสลาย
ดวงดาวมากมายถูกทำลายภายใต้พลังที่รุนแรงนี้ เปลี่ยนแสงระยิบระยับที่เห็นมาตลอดให้กลายเป็นพลุไฟ เบ่งบานภายใต้ความน่ากลัวและหดหู่ ก่อนจะสลายหายไปโดยไร้ร่องรอย
ปราณกระบี่ที่ออกมาจากช่องว่างมิตินี้กระจายตัวไปทั่วไร้เขตกำหนด ราวกับมันสามารถข้ามไปยังมิติอื่นได้เป็นระยะทางไกลกว่าล้านกิโลเมตร ฉู่โม่วสามารถมองเห็นการเคลื่อนที่ของสิ่งเหล่านี้ได้จนกระทั่งสุดระยะสายตา มันถึงได้สลายหายไป
หลังจากที่คมกระบี่พวกนั้นถูกปลดปล่อยออกมาแล้ว
ร่างของวายร้ายสีทองนั้นก็ไม่ได้หายไปแต่อย่างใด
ทว่ามันกลับหันมาหาฉู่โม่ว พร้อมกับตั้งท่าหมายจะใช้กระบวนท่าใส่ฉู่โม่วด้วย
กระบวนท่านั้นไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใด แถมมันยังดูง่ายมากเสียด้วย อีกฝ่ายเพียงแค่ฟาดฟันกระบี่ในมือออกมา ในสายตาคนธรรมดา นี่ไม่ต่างอะไรกับท่าฟันทั่วไปนัก
แต่ในสายตาของฉู่โม่ว
กระบวนท่าที่ยิ่งดูธรรมดามากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดูลึกลับมากขึ้นเท่านั้น
เจตจำนงแห่งกระบี่อันแรงกล้าถูกปลดปล่อยออกมา มันเปี่ยมไปด้วยความไม่รู้อัดแน่นอยู่เต็มไปหมด ก่อตัวเป็นลำแสงส่องกระจายความขมุกขมัวและกลืนกินอาณาบริเวณโดยรอบนี้ไว้
‘เจตจำนงแห่งกระบี่ที่อัดแน่นด้วยความรู้ของกระบวนท่าระดับเทพเจ้านี่ช่างน่ากลัวจริง ๆ!’
‘นอกจากพลังที่น่ากลัวแล้ว ยังทำให้เกิดความแปรผันในจักรวาลแแห่งนี้ด้วย!’
‘ยิ่งไปกว่านั้น…’
‘กลิ่นอายที่เจตจำนงแห่งกระบี่ปลดปล่อยออกมา ฉันยังรับรู้ได้ถึงความลึกลับที่ซ้อนทับอยู่ภายในนั้นอีก เพราะงั้นมันจึงทำให้กระบวนท่ากระบี่ที่ดูทั่วไปนี้ มีรายละเอียดลึกล้ำกว่าเพลงกระบี่อื่นมากถึงหมื่นพันเท่าเลย!’
‘เหลือเชื่อ!’
‘เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อสุด ๆ!’
ภายในหัวใจของฉู่โม่ว ถูกเติมเต็มไปด้วยคลื่นสั่นไหวจนเขาไม่กล้าที่จะกะพริบตาเลย เขากลัวว่า หากกะพริบตาเขาอาจจะพลาดรายละเอียดบางอย่างไปก็ได้
แต่อย่างไรก็ตาม
มันก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ ว่าตนเองนั้นจะสามารถทำความเข้าใจสิ่งนี้ได้มากขนาดไหน
เพราะเจตจำนงแห่งกระบี่รอบนี้ มีความแข็งแกร่งในระดับเทพเจ้า ซึ่งมันเกินกำลังเขาไปมาก รวมไปถึงองค์ความรู้แห่งกระบี่ที่อัดแน่นมาด้วยนั้นก็ยังมีบางส่วนที่ดูจะยากแก่การเข้าใจอีกด้วย
ความคลุมเครือจนยากที่จะทำความเข้าใจนั้น แม้จะมีพลังของทักษะวิชากระบี่ระดับตะวัน รวมไปถึงพลังของแผ่นศิลารู้แจ้ง มันก็ยังยากที่จะทำความเข้าใจเหมือนเดิม!
แต่
พลังระดับเทพเจ้ามาอยู่ตรงหน้าแล้ว หากไม่พยายามทำให้ดีที่สุด เขาจะไม่เสียใจไปตลอดชีวิตหรือ?
‘ก็เอาสิ!’
เมื่อตระหนักได้เช่นนั้น
ฉู่โม่วก็เลือกที่จะคิดเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้เป็นกังวล จากนั้นก็เริ่มเพ่งสมาธิไปที่ร่างสีทองเบื้องหน้า
พลังการเร่งความเร็วของห้วงเวลาถูกสั่งใช้งาน
เช่นเดียวกับพลังของแผ่นศิลารู้แจ้งและกายากระบี่เทวะด้วย!
ผสานรวมทักษะวิชากระบี่ระดับตะวันที่ถูกกระตุ้นเต็มกำลัง
เขาจำกัดการทำงานของสติรวมไปถึงปิดการทำงานของจิตสัมผัส เพื่อถ่ายทอดพลังปราณทั้งหมดไปช่วยในการทำความเข้าใจเจตจำนงแห่งกระบี่ตรงหน้าเขาด้วย ซึ่งตอนนี้มันมีสภาพที่ไม่ต่างจากคมกระบี่ที่อัดแน่นด้วยความรู้ลึกลับจนแกร่งกล้าไปด้วยพลัง
ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ห้วงการเรียนรู้ กาลเวลาก็หมุนผ่านอย่างรวดเร็ว
หนึ่งวันผ่านไป!
สามวันผ่านไป!
สิบวันผ่านไป!
ด้านนอกอนุสรณ์แห่งคมกระบี่นี้ เหล่าราชันย์เทพยุทธ์หลาย ๆ คนเริ่มที่จะแยกย้ายกันไปแล้ว พวกเขาตั้งใจจะใช้โอกาสช่วงที่เขตแดนลับแห่งนี้ยังเปิดอยู่เพื่อสำรวจโบราณสถานเผื่อว่าจะได้มาซึ่งสมบัติล้ำค่าหรือไม่ก็วัตถุดิบสำหรับการฝึกเพิ่มเติม
มีเพียงราชันย์เทพยุทธ์ดับดาราเท่านั้นที่ไม่ไปไหน
เขายืนอยู่ข้าง ๆ ฉู่โม่ว และคอยปกป้องเผื่อว่ามีภยันตรายใด ๆ ปรากฏขึ้นมา
เพราะเขารู้ดีว่าตอนนี้จิตใจของฉู่โม่วยังคงอยู่ภายในอนุสรณ์แห่งคมกระบี่เบื้องหน้า และเขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นที่ด้านนอก
หากว่ามีใครหรืออะไรคิดจะใช้โอกาสนี้ในการลอบโจมตีเขา ชายหนุ่มจะต้องพลาดท่าอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้เอง
เขาจึงยังอยู่ที่นี่เพื่อคอยปกป้องฉู่โม่วเอาไว้
แม้สถานที่แห่งนี้จะดูไม่อันตรายใด ๆ แต่เพราะมันเป็นเขตแดนลับ หลายสิ่งหลายอย่างย่อมไม่อาจจะคาดเดาได้ ฉู่โม่วในตอนนี้ถือเป็นดาวดวงใหม่แห่งมนุษยชาติ หากเกิดอะไรขึ้นกับเขา นั่นหมายถึงมนุษยชาติสูญเสียกำลังรบลงไปอย่างหนักหน่วงเลยทีเดียว
ฉู่โม่วไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นที่โลกภายนอกนี้
เพื่อการที่จะเรียนรู้เจตจำนงแห่งกระบี่ระลอกสุดท้ายนี้ เขาทุ่มพลังทั้งหมดเพื่อรับมือกับองค์ความรู้ที่เข้าใจได้ยาก ดังนั้นแล้วตลอดช่วงเวลานี้ เขาจึงจะไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างที่ด้านนอกมิตินี้
เขาในเวลานี้
กำลังนั่งขัดสมาธิหลังตรงอยู่เพียงคนเดียวที่ด้านหน้าอนุสรณ์แห่งคมกระบี่ โดยที่ทั้งร่างนั้นนิ่งไม่ขยับราวกับรูปปั้นหิน
ถึงแม้ว่าจะใช้ความพยายามอย่างมากแล้ว การเรียนรู้ก็ยังไม่จบไม่สิ้น
ในชั่วพริบตา
อีกสิบวันก็ผ่านไป!
ครึ่งเดือนผ่านไป!
ก้าวเข้าสู่หลักเดือน!
รอบ ๆ โบราณสถานแห่งนี้ ค่ายกลขนาดใหญ่ที่เคยนิ่งสงบได้เริ่มสั่นคลอนขึ้นมาแล้ว ซึ่งนี่หมายถึง… มันกำลังจะปิดตัวลง!
เหล่าราชันย์เทพยุทธ์ที่แยกย้ายกันไปตามล่าสมบัติจากทุกหนแห่งกลับมารวมตัวกันที่อนุสรณ์แห่งคมกระบี่อีกครั้ง
“ท่านราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์ตื่นหรือยัง?”
ราชันย์เทพยุทธ์สุริยันสีชาดกลับมาและกล่าวถาม
“ยังเลยครับ”
ราชันย์เทพยุทธ์ดับดาราส่ายหน้า “ตั้งแต่ครั้งนั้น ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์ก็อยู่ในสภาพนี้มาโดยตลอด ทั้งกลิ่นอายและพลังจิตวิญญาณของเขาถูกยับยั้งเอาไว้ราวกับเป็นเพียงก้อนหิน แต่ก็นั่นแหละนะ ถ้าเขาไม่หยุดการปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณ มันอาจจะทำให้เขาสูญเสียอณูแห่งชีวิตไปมากแน่ ๆ!”
ได้ยินเช่นนั้น ราชันย์เทพยุทธ์สุริยันสีชาดก็อดที่จะขมวดคิ้วขึ้นมาไม่ได้ “โบราณสถานแห่งนี้เริ่มเกิดการแปรผันแล้ว บางทีมันอาจจะเสถียรอยู่เช่นนี้ได้มากสุดก็สามวัน พวกเราจะต้องออกไปก่อนให้ทันเวลา ไม่งั้นละก็ พวกเราจะติดอยู่ภายในนี้ตลอดไป!”
“ถึงแม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะถูกสำรวจไปเกือบจะหมดแล้ว และสิ่งที่เราได้มาก็มีเพียงสมบัติเล็กน้อยเท่านั้น เรายังพอสำรวจต่ออีกสักหน่อยได้ เพื่อหวังจะได้สิ่งที่อนุสรณ์แห่งคมกระบี่ซ่อนไว้ออกมา แต่นั่นน่ะ ถือเป็นระยะสุดท้ายแล้ว พวกเราต้องรีบออกก่อนจะไม่ได้ออกไปอีก!”
“เอาอย่างนี้…ถ้าหากภายในสามวันนี้ ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์ยังไม่ตื่น เราต้องปลุกเขาแล้ว!”
ราชันย์เทพยุทธ์แสงบูรพาพูด
“พวกเราทำได้เพียงแค่นี้เท่านั้น”
ราชันย์เทพยุทธ์ดับดาราพยักหน้า
จากนั้น
เหล่าราชันย์เทพยุทธ์คนอื่น ๆ ก็เริ่มนั่งขัดสมาธิกัน บ้างก็เฝ้ามองไปยังค่ายกลรอบ ๆ สลับกับมองฉู่โม่วไปด้วย
หนึ่งวันผ่านไป!
“ต่อให้มันจะไม่สำเร็จ ก็ขอให้ทุ่มความพยายามทั้งหมด!”
“นั่นแหละ นักกระบี่ที่แท้จริง!”
คิดได้เช่นนั้น
แววตาของฉู่โม่วถูกเติมเต็มด้วยความมั่นใจอีกครั้ง เขาจัดการลมหายใจของตนและตั้งใจที่จะเรียนรู้เจตจำนงแห่งกระบี่เบื้องหน้าตนใหม่
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป!
สองชั่วโมงผ่านไป!
สามชั่วโมงผ่านไป!
ในชั่วพริบตา
เวลาสามชั่วโมงก็ผ่านไปแล้ว!
ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ แววตาของฉู่โม่วเปิดกว้างเพื่อเพ่งมองไปยังสิ่งที่ร่างสีทองปลดปล่อยออกมาโดยไม่กะพริบตาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ราวกับว่าเขาพยายามจับตาดูความเปลี่ยนแปลงนั้นอยู่เพื่อตระหนักให้ได้ถึงสิ่งที่พลาดไป
และในขณะที่เขากำลังใช้หัวใจจับจ้องไปที่ร่างนั้น
เขาไม่ได้รู้เลยว่าเบ้าตาของตนนั้นเริ่มจะแตกร้าวและหลั่งเลือดสีทองออกมาแล้ว เลือดเหล่านี้หลั่งไหลออกมาเป็นสายอาบร่างของเขาไว้อย่างต่อเนื่อง
ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยตนเอง
อวัยวะภายในของเขาค่อย ๆ ทำงานกันเบาลง ไม่เว้นแม้แต่หัวใจเองก็เริ่มช้าลงด้วย ยิ่งเวลาผ่านไป มันก็ยิ่งช้าลงไปเรื่อย ๆ
ทว่า
ทุกครั้งที่มันเต้น มันจะเต้นแรงเสมือนค้อนที่ทุบลงไปบนพื้น
ขณะเดียวกัน
อวัยวะภายในอื่น ๆ อีกสี่อย่างก็เริ่มแสดงความผิดปกติของพวกมันออกมา
จิตวิญญาณแห่งธาตุทั้งห้าอันเป็นตัวแทนของอวัยวะภายในทั้งห้า ต่างร่ำร้องก้องคำรามออกมาจนเกิดความสั่นสะเทือนไปทั่ว
แม้ในตอนแรกมันจะยังดูยุ่งเหยิงและไม่มีอะไรที่น่าสะดุดตา แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันก็ค่อย ๆ จัดการตนเองด้วยความพิถีพิถันจนกระทั่งสามารถรีดเอาพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในออกมาได้
เสียงกึกก้องภายในร่างของเขาอันเกิดจากการกู่ร้องนั้นเข้าที่เข้าทางแล้ว
และเมื่อมันเข้าที่เข้าทาง
สมบัติสวรรค์ คัมภีร์ปลุกวิญญาณทวยเทพที่เคยเงียบสงบมาอย่างยาวนั้น ก็ได้ทำการปลุกตนเองให้ตื่นขึ้นมา
หากฉู่โม่วได้สังเกตตนเอง ณ ตอนนี้ละก็ เขาจะต้องเห็นมันได้อย่างชัดเจนแน่ ๆ
เซลล์ต่าง ๆ ภายในร่างกายของเขากำลังทำงานอย่างแข็งขันกันสุด ๆ รวมถึงทุก ๆ อณูของร่างกาย เซลล์เหล่านี้กำลังปลดปล่อยพลังอันศักดิ์สิทธิ์ออกมาจนกระทั่งแตกสลายไป ก่อนจะเกิดใหม่อีกครั้งและพัฒนาตนเองเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ!
ด้วยกระบวนการนี้
เมล็ดพันธุ์ขนาดเล็กก็ได้เริ่มเติบโตในร่างของฉู่โม่ว!
ฉู่โม่วจะต้องรับรู้ได้ทันทีอย่างแน่นอนหากได้เห็นตนเองในจังหวะนี้ เขาจะต้องจดจำมันได้ สิ่งนี้คือเมล็ดพันธุ์มันตรา!
เมล็ดพันธุ์ที่อัดแน่นด้วยพลังแห่งมันตรา อันเกิดจากการที่ร่างกายของผู้ปลุกพลังขัดเกลาตนเองอย่างหนักหน่วงจนดึงศักยภาพระดับสูงออกมาได้
เมื่อพลังนั้นหล่อหลอมกันจนกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ ขั้นต่อไปคือการเติมเต็มมันด้วยอนูแห่งชีวิตของโลกและสวรรค์ มอบสารอาหารให้ และท้ายสุดมันก็จะเบ่งบานออกมาและกลายเป็นพลังที่เหนือธรรมชาติอย่างแท้จริง!
ใช่แล้ว
ในยามที่เมล็ดพันธุ์ถือกำเนิด
จุดตันเถียนทุกจุดบนร่างกายของฉู่โม่วก็ได้เปิดออกด้วย ก่อเกิดแรงดูดกลืนมหาศาล ดูดเอาอณูแห่งชีวิตจากรอบทิศทางเข้ามา และกลายเป็นวังวนอณูแห่งชีวิตสาดโถมตั้งแต่หัวจรดเท้าของเขา
ในตอนนี้
ทั่วร่างของฉู่โม่วกำลังเปล่งแสงสว่างออกมาราวกับดาวฤกษ์
ทั้งงดงาม และน่าเกรงขาม
และด้วยการเปลี่ยนแปลงนี้ มันก็ทำให้ผืนแผ่นดินอันไม่ปรากฏในมิตินี้ยังต้องสั่นสะเทือนไปด้วย
…
…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์