เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 471

บทที่ 471 ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และกระบวนท่าจิตวิญญาณอมตะ!

ประการแรกคือพลังกาย

ในสิบวันนี้ เขาเติบโตจาก 150,000 พลังมังกร เป็น 210,000 พลังมังกร!

เพิ่มขึ้น 60,000 พลังมังกร!

ประการที่สองคือ ทั้งร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกระดูก เลือด เส้นลมปราณ หรืออวัยวะภายในล้วนได้รับการขัดเกลาจนบริสุทธิ์อย่างรอบด้าน ทำให้ความเร็วในการป้องกันและการฟื้นฟูของร่างกายเพิ่มขึ้นหลายเท่า

ซึ่งหมายความว่าฉู่โม่วได้รับการปรับปรุงในทุกด้าน ตั้งแต่ความแข็งแกร่งโดยรวม ไปจนถึงรากฐานสำคัญของร่างกาย

อีกทั้งกระบวนท่าลับแสงสวรรค์ต้าเหยี่ยน ยังได้รับการพัฒนาไปอย่างมาก จากเดิมขั้น 3 เลื่อนสู่ขั้นที่ 4 จนสำเร็จ และปรากฏกงล้อทองคำวงที่สี่ล้อมรอบกงล้อทองคำปฐมวิญญาณดั้งเดิมทั้งสาม

แม้จะยังเป็นภาพเงาเลือนรางเมื่อเทียบกับกงล้อทองคำสามวงก่อนหน้านี้ แต่ก็นับเป็นความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่

จากนั้นคัมภีร์ชีพจรมหาเทวะก็ได้รับการพัฒนาเช่นกัน

เพราะเดิมทีก่อนออกจากดาวเคราะห์บ้านเกิด ฉู่โม่วใช้ยาเปิดเก้าทวารา เพื่อเปิดจุดทวาราแห่งกระบี่และสร้างตันเถียนไป 228 จุด ตามเคล็ดตำราหอศักดิ์สิทธิ์ทองคำลึกลับและผลลัพธ์หลังจากหลอมรวมกับกลิ่นอายจิตวิญญาณในครั้งนี้ มันทำให้เขาสามารถเปิดจุดทวาราแห่งกระบี่เพิ่มได้อีก 54 จุด จนกลายเป็น 282 จุดทันที!

ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดทวาราแห่งกระบี่ทั้งหมด 365 จุด

ในขณะนี้

พลังปราณของเขาที่กักเก็บอยู่ในจุดตันเถียน 282 จุด มันเทียบเท่าได้กับพลังปราณทั้งหมดในจุดตันเถียนของผู้ปลุกพลังถึง 14 คนในขอบเขตขั้นเดียวกัน

ทว่า

คัมภีร์มังกรคชสารอมตะและกระบวนท่าจิตวิญญาณสังหารยังไม่ได้รับการเลื่อนขั้นแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม คัมภีร์มังกรคชสารอมตะได้รับการพัฒนาไปสู่จุดสูงสุดของระยะกลางแล้ว และอยู่ไม่ไกลจากระยะสุดท้าย ซึ่งช่วยให้ประหยัดเวลาในการเลื่อนสู่ขั้นที่ 5 ลงอย่างมาก

และหากฉู่โม่วสามารถหาเม็ดยาหรือวัตถุดิบยาจากดาวเคราะห์สีเงินที่ช่วยสนับสนุนการฝึกวิชานี้ได้ บางทีเขาก็อาจจะทะลวงขั้นได้ในเวลาอันสั้น

สำหรับกระบวนท่าจิตวิญญาณสังหารที่สามารถพัฒนาขึ้นได้ อาจเป็นเพราะการสังหารมังกรทมิฬเมื่อก่อนหน้านี้ ที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้น 10% และเมื่อรวมกับผลลัพธ์ของการหลอมรวมกลิ่นอายจิตวิญญาณ จึงทำให้วิชานี้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องมาถึงจุดสูงสุดของขั้นที่สามทันที ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากการเป็นปรมาจารย์จิตวิญญาณขั้นที่ 4

นี่เป็นการเติบโตขึ้นในทุก ๆ ด้าน

สาเหตุที่กลิ่นอายจิตวิญญาณระดับสีม่วงมีความล้ำค่าก็เพราะมันสามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงขุมพลังของผู้ปลุกพลังอย่างรอบด้านจากภายในสู่ภายนอก

ดังนั้นพรสวรรค์และปฐมวิญญาณของฉู่โม่ว จึงได้รับประโยชน์จากส่วนนี้ไปโดยตรง

เดิมทีปฐมวิญญาณจากการฝึกฝนตามเคล็ดกระบวนท่าลับแสงสวรรค์ต้าเหยี่ยนก็แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว เขาสามารถเคลื่อนวิญญาณหยางให้ออกจากร่างกายในเวลากลางวันและบินเที่ยวเล่นได้ตลอดเวลา

แต่เมื่อปฐมวิญญาณได้รับการขัดเกลาจากกลิ่นอายจิตวิญญาณ มันก็มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาสู่อีกระดับหนึ่ง

แม้จะยังไม่ทดสอบ แต่จากการประเมินของฉู่โม่ว ปฐมวิญญาณปัจจุบันของเขาควรจะสามารถต้านทานลมได้แล้ว

แสงอาทิตย์ก็เหมือนไฟ ลมก็เหมือนคมกระบี่

การที่สามารถเคลื่อนวิญญาณออกจากร่างกายในเวลากลางวันได้ก็เท่ากับสามารถทนต่อการเผาผลาญของไฟได้ และการทนต่อลมได้ก็หมายความว่าคมอาวุธทั่วไปไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับวิญญาณหยางได้อีกต่อไป

ปฐมวิญญาณมีความสำคัญในตัวมันเอง เปรียบกับเป็นชีวิตที่สองของผู้ปลุกพลัง

การที่ตอนนี้ปฐมวิญญาณของฉู่โม่วสามารถต้านทานลมแรงได้ นั่นไม่เพียงหมายความว่าโอกาสในการเอาชีวิตรอดจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ยังช่วยเหลือเขาในด้านจิตวิญญาณอีกด้วย

ในแง่ของการป้องกัน การโจมตีทางวิญญาณทั่วไปหรือการลอบโจมตีปฐมวิญญาณนั้นแทบไม่ส่งผลกระทบต่อเขาแม้แต่น้อย

ในแง่ของการโจมตี ระดับพลังที่ระเบิดออกมาด้วยปฐมวิญญาณก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน

ฉู่โม่วก็นำกระบี่พิสุทธิ์ผ่าสวรรค์ไปไว้ที่ตำหนักปฐมวิญญาณตามวิธีการที่บันทึกไว้ในกระบวนท่าจิตวิญญาณอมตะ

เดิมทีกระบี่เล่มนี้เป็นยุทธภัณฑ์วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ และได้รับการขัดเกลามานาน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะนำมันไปไว้ในตำหนักปฐมวิญญาณ

หลังจากจัดการบางอย่าง กระบี่พิสุทธิ์ผ่าสวรรค์เล่มสีทองก็ไปอยู่ในตำหนักปฐมวิญญาณเรียบร้อยแล้ว แสงสีทองเจิดจ้าสว่างไสวไปทั่ว พร้อมกับปราณกระบี่อันเฉียบคมจนทำให้ปฐมวิญญาณของเขารู้สึกโดนสะกดข่มเล็กน้อย

โชคดีที่กระบี่อ่านความคิดของฉู่โม่วได้ จึงเริ่มยับยั้งปราณกระบี่ของมัน

ร่างปฐมวิญญาณกำลังนั่งสมาธิ พร้อมวางกระบี่พาดไว้บนตัก และหลับตาฝึกฝน

หลังจากกระทำทั้งหมดนี้สำเร็จ ฉู่โม่วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“นี่มันก็เลยเวลามานานแล้ว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับซูเจาเจาและคนอื่น ๆ บ้าง!”

“ในเมื่อฉันได้หลอมรวมกลิ่นอายจิตวิญญาณเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลากลับไปหาพวกเขาสักที!”

เมื่อกำลังจะจากถ้ำนี้ไป ฉู่โม่วก็รู้สึกใจหายเล็กน้อย

เขามองไปที่เสาแสงจิตวิญญาณข้าง ๆ ซึ่งได้ถูกดูดซับกลิ่นอายจิตวิญญาณสีม่วงจนหมดแล้วในเวลานี้

เสาแสงจิตวิญญาณมีสภาพโทรมลงอย่างมาก มันไม่สามารถเปล่งแสงออกมาได้แม้แต่น้อย ถ้ามันต้องการฟื้นฟูตัวเอง เกรงว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยนับหมื่นปี

‘เฮ้อ ช่างมันเถอะ!’

‘เพียงทิ้งเสาแสงจิตวิญญาณนี้ไว้ที่นี่ และรอผู้มีชะตาต้องกันคนต่อไปมาพบแล้วกัน!’

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฉู่โม่วก็เดินออกมาจากถ้ำที่สร้างขึ้นชั่วคราวโดยสวีอวิ้นเอ๋อร์ เขามองไปที่รอยกระบี่บนผนัง และพูดเบา ๆ ว่า ‘สวีอวิ้นเอ๋อร์ ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่ โปรดรอพี่ชายคนนี้ไปหานะ!’

ร่างของฉู่โม่วกลายเป็นลำแสงบินหายลับไปในท้องฟ้าทันที

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์