บทที่ 500 การมาเยือนของกองกำลังชั้นนำ!
ฉู่โม่วส่ายหัว
เดิมทีเขาไม่ต้องการสังหารคนเหล่านี้ แต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายรนหาที่เอง
เมื่อตัดสินใจได้
ชายหนุ่มพลันเหยียดฝ่ามือและสะบัดออกไปเบา ๆ
ตู้ม!
ปรากฏสายฟ้าฟาดลงบนพื้น ทำให้บริเวณโดยรอบกลายเป็นพายุโหมกระหน่ำจนส่งเสียงคำรามออกมา พร้อมทั้งพลังอันท่วมท้นที่น่าพรั่นพรึงก็ระเบิดออกไปทันที ผู้ปลุกพลังทั้งห้าที่เป็นขั้นจุดสูงสุดของราชันย์เทพยุทธ์ไร้เรี่ยวแรงต่อต้านแม้แต่น้อย ก่อนจะถูกพลังนั้นสังหาร
ร่างสลายกลายเป็นเมฆหมอกเลือดและหายไปในความว่างเปล่า
การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้สีหน้าของผู้ปลุกพลังที่เหลือรอดชีวิตคนสุดท้ายซีดเผือดทันที
“กะ… แก”
เขามองไปที่ฉู่โม่วด้วยสายตาที่หวาดกลัวสุดขีด
เขาและพี่น้องได้ดักปล้นที่นี่มาหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะมุ่งเป้าไปที่ผู้โชคร้ายที่เป็นขั้นราชันย์เทพยุทธ์ระดับสูงสุดเท่านั้น ทำให้การดักปล้นประสบผลสำเร็จมาตลอด
และครั้งนี้เขาก็แน่ใจว่าฉู่โม่วเป็นเพียงขั้นราชันย์เทพยุทธ์ระดับสูงสุดเหมือนกับพวกเขาเช่นกัน
ด้วยพรรคพวกถึงห้าคน ที่สามารถรุมสังหารผู้โชคร้ายได้เหมือนที่ผ่านมา แต่ในครั้งนี้ ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายแค่ขยับฝ่ามือเบา ๆ ก็ทำให้พี่น้องทั้งสี่ตกตายอย่างง่ายดาย
หรือมันจะเป็นผู้ปลุกพลังขั้นเทียมเทพงั้นเหรอ?
เขาอยากจะร้องไห้ออกมาดัง ๆ!
หากเป็นผู้ปลุกพลังขั้นเทียมเทพจริง ๆ เขาจะกล้าตัดสินใจเช่นนี้ได้อย่างไร แม้จะมีความกล้ามากกว่านี้สักร้อยเท่าก็ตาม!
ในเวลานี้ผู้ปลุกพลังรู้สึกเสียใจและเอาแต่โทษตัวเอง
โจรร้ายกำลังจะร้องขอความเมตตา แต่ยังไม่ทันได้เปิดปาก ก็เห็นฉู่โม่วสะบัดมืออีกครั้ง ก่อนจะเกิดพลังอันมหาศาลกดทับเขาจนไม่สามารถต้านทานได้เลยแม้แต่น้อย จากนั้น… ภาพตรงหน้าก็ดับวูบไป
“เฮ้อ เหมือนบดขยี้มดปลวก!”
ฉู่โม่วพึมพำกับตัวเองหลังจัดการกับผู้ปลุกพลังทั้งห้าคน
ในปัจจุบัน
ศัตรูเช่นนี้ไม่สามารถคุกคามเขาได้อีกต่อไป และการสังหารพวกมันก็ง่ายราวกับเชือดหมูหมา
หลังจากนั้น ชายหนุ่มก็ตรวจสอบถุงมิติของคนเหล่านี้ และพบเพียงสมบัติที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญเงินครามเท่านั้น
“น่าสงสารจริง ๆ!”
เขาเพียงโบกมือเบา ๆ ก็ปรากฏประกายไฟขึ้นบนฝ่ามือ และจัดการเผาศพของคนเหล่านี้ ก่อนจะออกเดินทางต่อทันที
…
ชายหนุ่มใช้งานค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติตลอดทางจนกลับมาถึงคฤหาสน์ในที่สุด
ทันทีที่กลับมาถึงคฤหาสน์และกำลังจะพัก
ฉู่โม่วก็พลันรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายอันทรงพลังที่เคลื่อนเข้ามาหา
เป็นเวลาเดียวกันกับเสียงทักทายที่ดังขึ้น
“สวัสดีครับ ตระกูลสวี่จากเมืองบูรพา มาขอพบท่านฉู่โม่ว!”
“ตระกูลหลิวจากเมืองสันติสุข มาเยี่ยมท่านฉู่โม่วเช่นกัน!”
“ตระกูลหวังจากเมืองใหญ่วสันตฤดู มาขอเข้าเยี่ยมท่านฉู่โม่วเป็นการส่วนตัว ได้โปรดออกมาต้อนรับด้วย!”
“ฉู่อวิ๋นจากสำนักวิถีมังกรฟ้า ได้รับคำสั่งจากท่านผู้อาวุโสสูงสุด ให้มาเยี่ยมคุณฉู่โม่ว!”
…
เสียงแนะนำตัวดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า กึกก้องไปทั่วท้องฟ้าและกระจายออกไป
มันดึงดูดผู้ปลุกพลังจำนวนมากที่อยู่บริเวณใกล้เคียงทันที
“ตระกูลสวี่จากเมืองบูรพางั้นเหรอ หรือจะเป็นตระกูลของราชันย์เทพยุทธ์หุบเหวมืดที่เคยกวาดล้างหุบเหวมืดสำเร็จเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนนั่นน่ะเหรอ?!”
“ตระกูลชั้นนำแห่งเมืองบูรพา เหตุใดพวกเขาถึงถ่อมาที่นี่เพียงเพื่อขอพบฉู่โม่ว เขาเป็นใครกันแน่?”
“โอ้พระเจ้า! ยังมีตระกูลหลิวจากเมืองสันติสุข ที่มีตัวตนขั้นเทวะยุทธ์ดำรงอยู่ถึงสองคน ถือว่าเป็นตระกูลเก่าแก่ที่สืบทอดมานานกว่าแสนปี โดยปกติจะไม่ค่อยมีข่าวคราวอะไร แล้วเหตุใดวันนี้พวกเขาถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่กัน?!”
แต่เพียงไม่นานเขาก็เริ่มนึกออก
“น่าจะเป็นเพราะครั้งล่าสุดที่ฉันฝึกการหวนคืนอวัยวะภายในทั้งห้าสู่จุดกำเนิด แล้วเกิดเสียงดังมากจนสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองวสันตฤดู ทำให้กองกำลังเหล่านี้สังเกตเห็น!”
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะแสดงอาการท้อแท้ใจ
หากเลือกได้…
เขาก็ไม่อยากให้เกิดเสียงดังใหญ่โตเช่นนี้!
เพราะจะกลายเป็นการดึงดูดความสนใจของหลาย ๆ กองกำลัง ซึ่งเขาในปัจจุบันนั้นยังคงอ่อนแอเกินไป
หากไม่เลือกยอมจำนนต่อกองกำลังสักแห่ง ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะปกป้องตัวเอง และถ้ามีกองกำลังใดต้องการจะทำร้ายเขา เขาก็จะตกอยู่ในอันตรายทันที!
‘ช่างมันเถอะ!’
‘ในเมื่อเรื่องมันมาถึงจุดนี้แล้ว ฉันคงกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว!’
‘เชิญพวกเขากลับไปก่อน จากนั้นค่อยออกไปฝึกฝนกระบวนท่าหลอมกายาเก้าชั้นฟ้าให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด และเมื่อเข้าสู่ขั้นเทียมเทพก็จะสามารถปกป้องตัวเองได้!’
ฉู่โม่วครุ่นคิดอย่างรอบคอบ
ในเวลาต่อมา
เขาปิดม่านค่ายกลป้องกันของคฤหาสน์ และพูดออกไปเสียงดังว่า “เป็นเกียรติแก่ผู้น้อยคนนี้มากครับที่ทุกท่านมาเยี่ยมเยียน โปรดเข้ามาคุยกันด้านในเถอะ!”
วู้ม!
เมื่อสิ้นเสียง ม่านที่บดบังสายตาก็หายไป ก่อนจะเผยให้เห็นร่างของฉู่โม่ว
ผู้ปลุกพลังทั้งหลายที่มารอชมเหตุการณ์ ต่างก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงในชุดคลุมสีดำกำลังยืนยิ้มที่หน้าทางเข้าคฤหาสน์
มีกลิ่นอายลึกลับห่อหุ้มอยู่ทั่วร่างซึ่งเต็มไปด้วยความน่าหลงใหล
รูปร่างหน้าตาอันหล่อเหลาพร้อมกับแสงเทวะอันเจิดจ้า ทำให้ดวงตาของผู้คนที่พบเห็นต้องเหม่อลอยทันที
‘เป็นเพียงคนหนุ่มงั้นเหรอ!’
ความคิดเช่นนี้พลันปรากฏขึ้นในใจของใครหลายคน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์