เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 63

บทที่ 63 พบคนรู้จัก และทดแทนคุณ!

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉู่โม่วก็เริ่มออกเดินทางไปที่นอกฐาน

ที่ประตูทางเข้าออกฐานนั้นมีผู้ปลุกพลังยืนประจำการอยู่มากมาย

เมื่อเห็นฉู่โม่วเดินออกมา เหล่าผู้ปลุกพลังที่ประจำการอยู่ก็รีบเตือนด้วยความตกใจ “น้องชาย นี่นายยังกล้าออกไปนอกเมืองในสถานการณ์แบบนี้อีกเหรอ? ไม่กลัวตายหรือไง?”

เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นที่ฐานฉางเฟิง สถานการณ์ทางฝั่งฐานลู่หยางจึงพลอยเข้าสู่สถานะคุมเข้มไปด้วย

ด้วยเหตุนี้ แม้จะไม่มีการประกาศคำสั่งกำหนดเวลา แต่ก็มีการควบคุมไม่ให้ประชากรในฐานออกไปข้างนอกอย่างเด็ดขาด

พวกเขากลัวว่าหากมีคนอื่นออกไปในตอนนี้ คนที่ออกไปจะไม่ได้กลับเข้ามาอีก…

ทว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของฉู่โม่ว เขาเพียงยิ้มแล้วเดินออกจากฐานไปโดยไม่พูดอะไร

“ฉันอุตส่าห์เตือนหมอนั่นดี ๆ แล้วนะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ฉันไม่สนด้วยแล้ว!”

ผู้ปลุกพลังทั้งสองมองตามแผ่นหลังของฉู่โม่วที่เดินไกลออกไป หนึ่งในนั้นอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า

“ฉันคิดว่าเจ้านั่นก็แค่ทำเป็นเก่งไปงั้นแหละ มันคิดว่าตัวเองจะโชคดีรอดกลับมาได้บ่อย ๆ หรือไง?”

ชัดเจนเลยว่า

อีกฝ่ายมองฉู่โม่วเป็นพวกคนเก่งแต่ปาก

หลังจากที่ข่าวคราวเรื่องที่เกิดขึ้นในฐานฉางเฟิงแพร่สะพัดออกมา มีผู้ปลุกพลังมากมายรวมถึงคนธรรมดาที่อยู่ภายในฐานลู่หยางที่คิดว่า หากสัตว์อสูรตนนั้นมาถึง พวกเขาจะต้องตายอยู่ในฐานเป็นกลุ่มแรก ๆ แน่ ๆ

ดังนั้นถ้าเวลานั้นมาถึง …ป่าด้านนอกฐานน่าจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยกว่า!

ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเลือกที่จะย้ายออกจากฐานเพื่อชิงหาที่หลบซ่อนก่อน แล้วรอจนกระทั่งสัตว์อสูรตนนั้นทำลายที่นั่นจนพอใจแล้วค่อยกลับเข้าฐานไปดูว่าเหลืออะไรบ้าง

ไม่สามารถปฏิเสธได้เสียทีเดียวว่ามีคนที่โชคดีระดับที่สามารถเอาตัวรอดจากในโลกภายนอกได้ แม้ตัวเองจะไม่ได้เก่งกาจนักนั้นมีอยู่จริง

แต่ก็จัดว่าเป็นพวกที่หาได้ยากมากเช่นกัน!

สำหรับคนทั่วไป ไม่เกินสองวันก็กลายเป็นอาหารสัตว์อสูรในป่าไปแล้ว

“เป็นแค่คนธรรมดาที่หลงเชื่อข่าวลวง ใครจะไปช่วยอะไรได้”

“ก็คงงั้น ขอให้มันรอดได้เกินสามวันก็แล้วกัน พ่อคนเก่ง!”

ทั้งสองผู้ปลุกพลังพูดกันเองอย่างสนุกปาก

ฉู่โม่วไม่ได้รู้เลยว่าตนเองโดนผู้เฝ้าประตูทั้งสองนินทาลับหลัง

แต่ต่อให้เขารู้ เจ้าตัวก็อาจจะแค่หัวเราะและไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจอยู่ดี

สถานที่ซึ่งตัวนิ่มแปดแถบยักษ์ปรากฏตัวครั้งสุดท้าย คือ ราว ๆ สองพันกิโลเมตรห่างจากตัวฐาน และตามบันทึกโลกเก่า ที่แห่งนี้เคยเป็นทุ่งหญ้าขนาดใหญ่มาก่อน

ภายหลังจากที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างหนัก ทำให้ที่นี่ได้รับผลกระทบไปด้วย จนพัฒนาจากเดิมที่เป็นแค่พุ่มหญ้ากลายเป็นทุ่งหญ้ากว้างที่มีพื้นที่ไม่ต่ำกว่าพันกิโลเมตรไปเรียบร้อยแล้ว

และตัวนิ่มแปดแถบยักษ์ก็ซ่อนตัวอยู่ภายในทุ่งหญ้าขนาดใหญ่แห่งนี้

สองชั่วโมงต่อมา

ฉู่โม่วเดินทางมาถึงปลายทางพร้อมกับพญาหงส์ปีกทองคำ

ในตอนนี้เขาได้เข้าสู่พื้นที่ของสัตว์อสูรระดับ 4 แล้ว จึงจำเป็นต้องเคลื่อนที่ให้ช้าลงและระมัดระวังตัวมากขึ้น ขณะที่ต้องค้นหาร่องรอยของตัวนิ่มแปดแถบยักษ์ไปด้วย แน่นอนว่าเทียนเผิงเองก็ช่วยหาจากบนฟากฟ้าด้วยเช่นกัน

แต่…

ตามบันทึก สัตว์อสูรตนนี้ค่อนข้างที่จะฉลาด ดังนั้นการหาร่องรอยของมันจึงค่อนข้างเป็นเรื่องที่ยากมาก…

เพราะงั้นแม้จะผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ฉู่โม่วยังไม่พบร่องรอยของตัวนิ่มแปดแถบยักษ์ตัวนั้นเลย เขาทำได้เพียงจัดการกับเหล่าสัตว์อสูรระดับ 3 ที่เผอิญปรากฏตัวขึ้นมาแทนเท่านั้น

วันนี้

ฉู่โม่วกำลังยืนมองซากกิ้งก่าปรอทที่อยู่เบื้องหน้าตน มันเป็นสัตว์อสูรระดับ 3 ที่บังเอิญเดินมาเจอฉู่โม่วเข้าและถูกกำจัดทิ้งไปเมื่อไม่นานมานี้

‘นี่ก็เจ็ดวันแล้วนะหลังจากที่ออกมาตามหาตัวนิ่มแปดแถบยักษ์นั่น ถ้าวันนี้ยังไม่เจออีกละก็ เห็นทีคงต้องกลืนกินเจ้ากิ้งก่าปรอทนี่แล้วกลับฐานไปแทน!’

เขาคิดกับตนเอง

หลังจากมุ่งมั่นอย่างนั้น ฉู่โม่วก็เริ่มเดินสำรวจทุ่งหญ้าขนาดใหญ่นี้อีกครั้ง!

ตอนนั้นเอง

“นายท่าน ข้าเห็นใครบางคนกำลังสู้กับสัตว์อสูรอยู่ไม่ไกลนี้ครับ!”

ได้ยินดังนั้น

จิตใจของฉู่โม่วก็สั่นระรัวขึ้นมาทันที

สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างไกลออกจากฐานนับพันกิโลเมตร ซึ่งถือว่าไกลมากแล้ว นอกจากนี้สถานการณ์ที่ไม่สู้ดีในช่วงนี้ ทำให้คนส่วนใหญ่จะต้องถูกกักตัวอยู่ในฐานแท้ ๆ แต่ทำไมถึงได้มีคนมาอยู่ในที่อย่างนั้นได้ล่ะ!?

“รีบไปดูเร็วเข้า”

ฉู่โม่วให้เทียนเผิงนำทาง แล้วเขาก็รีบวิ่งตามไปยังเส้นทางดังกล่าวเพื่อดูสถานการณ์

แม้ว่าจะเป็นระยะทางที่ค่อนข้างไกล แต่ด้วยความเร็วของฉู่โม่ว

เพียงครู่เดียว เขาก็เริ่มได้ยินเสียงการปะทะกันลอยเข้าหู และรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่กระจายมาตามพื้นดินด้วย

ไม่นานนัก

ชายหนุ่มก็มาถึงยังจุดที่เกิดการปะทะกัน

มีกลุ่มคนกำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรที่ร้ายกาจอยู่ ร่างของมันสูงใหญ่ราว ๆ เจ็ดเมตร ดูทรงพลังมาก แถมยังมีเกราะหนาปกคลุมร่างกาย ขนาดที่ว่าโดนเหล่าผู้ฝึกยุทธ์มากมายระดมโจมตี ยังไม่มีสิ่งใดที่สามารถสร้างบาดแผลให้มันได้เลย

กลับกัน ผู้ฝึกยุทธ์ที่ถูกมันโจมตีใส่กลับกลายเป็นฝ่ายบาดเจ็บหนักแทน

ฉู่โม่วจ้องมองสถานการณ์ก่อนจะต้องรู้สึกประหลาดใจ

ทั้งสองฝั่งนั้นจะเรียกว่าคนคุ้นหน้าคุ้นตากันก็ไม่เชิง

ฝั่งมนุษย์นั้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์จากกลุ่มนักล่าสายลมที่โด่งดังนั้นเอง

มันเป็นเพียง… ความวู่วามของตนเท่านั้น เพราะอยากจะได้เงินที่มากขึ้นก็เลยรับภารกิจมา ไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าจู่ ๆ ตนจะกลายมาเป็นเหยื่อให้สัตว์อสูรระดับ 4 โดยไม่ได้ตั้งใจ!

ในเวลาอันสั้น ลูกทีมกว่าสิบสองคนของเขาก็เหลือเพียงครึ่งเดียว!

“มันเป็นความผิดของฉันเอง! เป็นความผิดของฉันทั้งหมด! เพราะฉัน พวกนายถึงต้องมาตายที่นี่!”

ผู้ไล่ล่าแห่งสายลมได้แต่สำนึกเสียใจ

เขารู้ว่าควรจะต้องทำตัวอย่างไรให้สมกับที่เป็นหัวหน้าทีม เพราะงั้นจึงตั้งใจจะยอมเสียสละเป็นเหยื่อล่อไว้ให้!

แต่ใครจะไปรู้ว่าจู่ ๆ สัตว์อสูรตนนี้จะหันไปโจมตีคนอื่นแทนเช่นนี้!

ตอนนั้นเอง

เปรี๊ยะ!

ร่างร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาท่ามกลางความโกลาหล ร่างนั้นมาพร้อมกับคมกระบี่มากมายที่เปล่งประกายราวกับคลื่นลำแสง มันคือคลื่นกระบี่ที่มีจำนวนมากมายและมาจากทุกทิศทางห้อมล้อมร่างของตัวนิ่มแปดแถบยักษ์ไว้

ซู่!

เคร้ง!

ด้วยเสียงของคมมีดกระทบกับเหล็กกล้า คมกระบี่ที่ลอยอยู่ในอากาศกำลังพุ่งเข้าโจมตีสัตว์อสูรตัวร้ายแล้ว!

“หนุ่มน้อย หลบไปเร็ว!”

“สัตว์อสูรตนนี้เป็นสัตว์อสูรระดับ 4! ร่างกายของมันแข็งเหมือนเหล็กกล้า ลำพังเพียงกระบี่ทำอะไรมันไม่ได้หรอก!”

หัวหน้ากลุ่มนักล่าสายลมไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะมีคนเข้ามาช่วยแบบนี้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ตะโกนบอกให้อีกฝ่ายหนีไปก่อนอยู่ดี!

เขาไม่อยากจะให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมาเสียทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เพิ่มอีก

แน่นอนว่าผู้ที่เข้ามานี้คือ ฉู่โม่ว!

ผู้หมายจะใช้คลื่นกระบี่ตัดร่างของอสูรร้ายตรงหน้าออกในคราเดียว ทว่ากลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะคมกระบี่จำนวนมากมายเหล่านี้กำลังสั่นคลอน โดยที่ไม่สามารถพุ่งผ่านร่างที่ห่อหุ้มด้วยเกราะเหล็กของสัตว์อสูรไปได้!

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว มือข้างที่จับกระบี่กำลังสั่น

แม้แต่ปราณกระบี่ของฉัน… ก็ตัดมันไม่เข้าเหรอ!?

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่คลื่นกระบี่ใช้ไม่ได้ผล

ในตอนนั้น

เขาได้ยินเสียงเรียกของนักล่าสายลมที่มาจากด้านหลัง ก่อนจะเพ่งมองไปยังผิวด้านนอกของสัตว์อสูร ซึ่งมีพื้นผิวเหมือนเหล็กที่ชุบทองคำเอาไว้!

“ถ้ากระบี่ใช้ไม่ได้ผล งั้นก็ลองเจอกับสายฟ้าหน่อยเป็นไง!”

ฉู่โม่วเลิกฝืนใช้คลื่นกระบี่ต่อ

จังหวะนั้น

อัสนีสีม่วงก็ปะทุขึ้นมาจากทั่วทั้งร่างของเขาทันที!

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์