บทที่ 80 จอมยุทธ์จากฐานจินหลิง!
การหลอมรวมกันของจิตวิญญาณและกล้ามเนื้อ คือวิธีการที่ดีที่สุดที่จะทำให้ร่างกายและจิตวิญญาณแข็งแกร่งขึ้น
ภายในโลกแห่งชีวิตจิตวิญญาณนั้นไร้ซึ่งที่ติ
ผิดกับกล้ามเนื้อที่ต้องคอยซึมซับความสกปรกหลายต่อหลายอย่างที่รับมาจากโลกทีละนิด ๆ
หลังจากที่ฉู่โม่วได้กินบงกชสวรรค์ม่วงทองไปแล้ว กล้ามเนื้อของเขาทั่วทั้งร่างกายก็ค่อย ๆ ผ่อนคลาย มันคายเอาสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่ร่างกายต้องดูดซับเอาไว้ทิ้ง ราวกับหินก้อนโตที่ได้มาจากไหนไม่รู้ถูกโยนออกไป
อันที่จริง ผลลัพธ์ของมันแอบคล้ายกับพลังของหนังสือแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่เหล่าผู้ฝึกยุทธ์จำเป็นต้องใช้ในการทลายขีดจำกัดเพื่อก้าวขึ้นเป็นจอมยุทธ์อยู่เหมือนกัน
เพียงแต่ว่าการขจัดสิ่งสกปรกอันเกิดจากผลของหนังสือแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ใช้ในกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์นั้น เป็นแค่การกำจัดแบบผิวเผินเท่านั้น ทั้งนี้ก็แค่เพื่อช่วยให้ร่างกายพร้อมรับพลังแห่งโลกและสวรรค์รอบ ๆ ตัวเข้ามาพัฒนาร่างกายตนเองเฉย ๆ
มันไม่ได้มีผลในการหลอมรวมจิตวิญญาณและกล้ามเนื้ออยู่ภายในนั้นด้วย!
ผลของบงกชสวรรค์ม่วงทองทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ที่รับเข้าไปเกิดกาารเปลี่ยนแปลงขึ้นกับร่างกายและจิตวิญญาณ ช่วยรักษาบาดแผลและชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างราวกับร่างนั้นกลายเป็นหยกไร้ราคี
อ้างอิงจากคำสอนของพระพุทธเจ้า สิ่งนี้คือสิ่งที่ทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นมาอีกครั้ง
ตระหนักได้เช่นนั้น ฉู่โม่วก็ไม่รอช้า เขาเริ่มหมุนเวียนอณูแห่งชีวิต ไล่เลือดลมในร่างกาย และรู้สึกได้ถึงเซลล์ต่าง ๆ ภายในกล้ามเนื้อที่ตอบรับการเคลื่อนไหวของเขา รวมไปถึงจิตวิญญาณเองก็แทรกซึมเข้าไปอยู่ตามกล้ามเนื้ออย่างแน่นหนาด้วย!
“จิตวิญญาณกับร่างกายรวมกันเป็นหนึ่งจริง ๆ ด้วย!”
ฉู่โม่วลองกำหมัดแล้วคลาย ใบหน้าของเขาแสดงความตื่นเต้นน้อย ๆ
นอกจากนี้
เขายังรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นมาเป็นอย่างมากอีกด้วย
“อย่างน้อยก็น่าจะแข็งแรงขึ้นพอ ๆ กับหนึ่งช้างสารเลยมั้ง”
จากการประเมินคร่าว ๆ ฉู่โม่วก็สรุปผลให้ตนเอง
เขากำลังมีความสุขมาก
บงกชสวรรค์ม่วงทองไม่เพียงแต่ทำให้จิตวิญญาณและร่างกายมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว แต่ยังช่วยปรับปรุงร่างกายเสมือนว่าเขาฝึกฝนตนเองด้วยเลือดอสูรมานานหลายเดือนอีกด้วย!
นับเป็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม!
“ทำได้ดีมาก เจ้านกซื่อบื้อ!”
“เพื่อเป็นรางวัล ฉันจะตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ‘อาไต๋’ แทนก็แล้วกันนะ!”
ฉู่โม่วหันไปกล่าวชมนกล่าสมบัติตัวเก่งด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับหยิบเอาผลวิญญาณออกมาจากกระเป๋าแล้วโยนให้อีกฝ่ายไป
สิ่งนี้คือสมบัติที่เขาได้มาจากเขตแดนลับ สัตว์อสูรที่กินมันเข้าไปจะสามารถยกระดับการฝึกตนได้ นอกจากนี้ยังช่วยปลุกปัญญาในตัวสัตว์อสูรออกมาได้อีก!
“อิ้ว!”
พลันเมื่อนกบื้อเห็นผลวิญญาณในกำมือฉู่โม่ว แววตาของมันก็เป็นประกายและกระโดดเข้ามาในมือของเขา เพื่อกินสิ่งนั้นด้วยสีหน้ามีความสุขทันที
ขณะที่กำลังกินอยู่นั้น มันก็ไม่ลืมหันไปมองเสี่ยวจินด้วยสีหน้าภาคภูมิใจราวกับจะพูดว่า ‘พ่อนกยักษ์ คิดเหรอว่าจะเอาชนะฉันได้น่ะ?’
เสี่ยวจินเองก็รับรู้ได้ถึงสิ่งที่นกน้อยจะสื่อ มันเลือกที่จะไม่สนใจอีกฝ่ายและหันไปมองฉู่โม่วแทน
หากจำได้ไม่ผิด
ผลวิญญาณผลนี้ แต่เดิมแล้วเป็นสมบัติที่มันเป็นผู้มอบให้แก่ผู้เป็นนายด้วยตนเอง
คิดได้ดังนั้น เสี่ยวจินก็รู้สึกเศร้าสร้อยขึ้นมาในใจทันที
…
สิ่งที่มีมูลค่าสูงที่สุดภายในบงกชสวรรค์ม่วงทองก็คือเมล็ดของมัน ตอนนี้สิ่งนั้นถูกฉู่โม่วเก็บมาเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าตัวดอกบัวจะยังมีมูลค่าอยู่บ้าง แต่เขาไม่ต้องการมันสักเท่าไร
ปล่อยให้มันได้เจริญเติบโตต่อไป
เพราะยังไงเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดก็ถูกเก็บกินไปแล้ว ไม่ต้องเอาดอกไปทำอย่างอื่นก็ได้
บางทีในอนาคต เขาอาจจะสามารถกลับมากินมันได้อีกครั้ง
ไม่กี่วันต่อมา
ภายใต้การนำของนกล่าสมบัติ ฉู่โม่วพบเจอสมบัติอีกหลายชิ้น
ทว่า
สมบัติเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสมบัติบรรพกาลทั่ว ๆ ไป แม้มันจะมีมูลค่ามาก แต่ไม่ได้เทียบเท่าบงกชสวรรค์ม่วงทองเลย
ส่วนในวันนี้
ฉู่โม่วกำลังมุ่งหน้าไปตามตรอกซอยเล็ก ๆ ที่อาไต๋นำทางมา
ที่แห่งนี้อยู่ไกลจากฐานลู่หยางราว ๆ หลักหมื่นกิโลเมตรได้ เพราะงั้นฉู่โม่วจึงวางแผนไว้ว่าหลังจากที่สำรวจที่นี่เสร็จแล้ว เขาจะกลับฐานลู่หยางไปฝึกฝนต่อสักที
“นายท่าน ทางนี้!”
“ฉันรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่มีค่ามาก ๆ อยู่ภายในนี้ค่ะ!”
อาไต๋ยืนเกาะอยู่บนไหล่ของฉู่โม่วพลางพูดด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว
ชายหนุ่มพยักหน้ารับฟังก่อนจะเดินเข้าไปด้วยหัวใจที่มีความคาดหวังว่าจะได้เจอสมบัติล้ำค่าอย่างที่เจ้านกว่าไว้
เพียงเข้ามา
เขาก็พบว่าหนทางเส้นนี้ค่อนข้างจะทรุดโทรมมาก มีสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่คล้ายตึกถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ ซึ่งยังคงสภาพให้เห็นได้ว่ามันคืออาคารไม่ผิดแน่อยู่
สิ่งนี้ทำให้ฉู่โม่วประหลาดใจมาก
ตั้งแต่โลกเปลี่ยนแปลงไป
นอกจากฐานที่ถูกสร้างขึ้นแทนเมืองเพื่อให้มนุษย์อยู่อาศัยกันแล้ว สถาปัตยกรรมเก่าแก่ต่าง ๆ ล้วนถูกทำลายลงด้วยธรรมชาติที่แปรปรวณ จนแทบจะไม่เหลือร่องรอยกันแล้ว
ฉู่โม่วคิดกับตนเอง
มันมีความรู้สึกว่าเขากำลังจะต้องพบเจอกับปัญหาใหญ่แน่ ๆ ในวันนี้ และดูท่าจะหนีออกจากปัญหาที่ว่าไม่ได้ง่าย ๆ ด้วย
“ฉันเป็นแขกมาจากแดนไกลน่ะ น้องชายละมาจากที่ไหนกัน? แล้วมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร?”
ขณะนั้น
ชายหนุ่มหันกลับมามองฉู่โม่วด้วยแววตาประหลาด เขากล่าวถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ยามที่เขาพูดออกมา น้ำเสียงนั้นไร้ซึ่งโทนสูงต่ำ แต่ด้วยน้ำเสียงนี้ มันค่อนข้างชัดเจนว่าคนคนนี้ดำรงอยู่ในจุดสูงสุดของอะไรบางอย่างมานานแสนนาน เขาคุ้นชินกับการอยู่เหนือผู้อื่นแบบสุด ๆ!
หลังจากที่ได้ยินคำถาม ฉู่โม่วก็กุมมือตนเองไว้แล้วตอบ “ฉู่โม่วครับ เป็นผู้ปลุกพลังทั่วไป”
“ผู้ปลุกพลังทั่วไปงั้นเหรอ?”
แววตาของหนุ่มผู้ถามมองด้วยความประหลาดใจ ใบหน้ากึ่งยิ้มน้อย ๆ พูดต่อ “ถ้าน้องชายเป็นแค่ผู้ปลุกพลังทั่วไปจริง ๆ ไฉนถึงกล้าเผชิญหน้ากับพ่อบ้านประจำตระกูลของพี่ชายที่เป็นถึงจอมยุทธ์กันล่ะ? ไหนจะท่าทีที่ไม่เกรงกลัว ไม่หนี แล้วยังเลือกเดินตามเข้ามาอีก หืม?”
“นายเป็นคนที่มาจากตระกูลที่แข็งแกร่ง หรือจริง ๆ เป็นน้องชายที่แข็งแกร่งมาก ๆ กันน้า?”
“อ๋า จริงสิ นายบอกแล้วนี่ว่าเป็นแค่ผู้ปลุกพลังทั่วไป นั่นหมายถึงนายไม่มีตระกูลขนาดใหญ่คอยหนุนหลัง ถ้างั้นก็คงจะเหลือแค่… นายน่ะแข็งแกร่งมาก ๆ เลยสินะ! และความแข็งแกร่งของนายก็สูง เกินกว่าคนอื่น ๆ จะคอยช่วยเหลือไหวด้วยใช่ไหม?”
“ไม่รู้นะ ก็แค่เดาไปเรื่อยเปื่อย”
เขาพูดด้วยรอยยิ้ม
“ช่างเป็นพี่ชายที่สายตาหลักแหลม ต้องกล่าวชม”
ฉู่โม่วพูดด้วยรอยยิ้ม
ได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ยิ้มกว้างขึ้นนิดหน่อย “พูดกันตามตรงเลย ฉันค่อนข้างพอใจในตัวนายตั้งแต่แรกเห็นมาก ๆ ก็เลยอยากจะถามสักหน่อยว่า นายสนใจอยากจะเข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของฉันหรือเปล่าล่ะ? มาอุทิศตนให้กับตระกูลของฉัน… ตราบใดก็ตามที่นายยังยินดีจะช่วย ฉันก็ยินดีที่จะตอบแทนนายด้วยทรัพยากรสำหรับการฝึกกองใหญ่ รับรองว่าต้องพอใจแน่ ๆ!”
“ขอบคุณสำหรับข้อเสนอจริง ๆ พี่ชาย”
“แต่ฉันเองก็เป็นแค่ผู้ปลุกพลังทั่วไป แล้วก็ค่อนข้างขี้เกียจเลยด้วย ฉันชอบที่จะทำตัวเรื่อยเปื่อยแล้วก็หละหลวมในการฝึกค่อนข้างมาก กลัวว่าจะรับงานจากพี่ชายไม่ไหว!”
ฉู่โม่วปฏิเสธตรง ๆ
กำลังเล่นตลกกันอยู่หรือไง?
คนพวกนี้น่ะ ต่อให้ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่ แต่ฟังดูแล้วน่าจะไม่ใช่คนทั่วไปแน่ ๆ
แต่ต่อให้จะเป็นคนที่มาจากตระกูลใหญ่ทรงอำนาจจริง ๆ ฉู่โม่วก็ไม่เข้าร่วมด้วยหรอกนะ ยังไงเสียตัวเขาก็มีความลับมากเกินไป หากพวกเขารู้เข้าละก็ เขาอาจจะต้องไล่ฆ่าอีกฝ่ายเพื่อความจำเป็นด้วย
อย่างไรก็ตาม
หลังจากพูดไปเช่นนั้น ชายชราที่ยืนอยู่ที่ประตูที่เฝ้ามองสถานการณ์ด้วยความตึงเครียดมาตลอด ก็แสดงความเคร่งขรึมในแววตาออกมา
“นายท่านฉีหลินเกิดในฐานจินหลิงที่ยิ่งใหญ่ อีกอย่างเขายังเป็นทายาทที่เก่งที่สุดแห่งตระกูลสวี่อีก เป็นผู้มีความสามารถและศักยภาพสูงส่ง ต่อให้นำทายาทตระกูลใหญ่จากทั่วทั้งฐานจินหลิงมาวัด ก็ไม่มีใครเทียบเท่าเขาได้หรอกนะ!”
“ไม่มีใครกล้าไม่เชื่อฟังเขามาก่อน… ไอ้หนู จงยินดีที่นายท่านสนใจในตัวนายซะ แล้วก็อย่าได้เมินเฉยต่อคำเชิญชวนนั้นด้วย!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์