เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 94

บทที่ 94 เปิดตำนานบทใหม่ …มาถึงฐานจินหลิง!

ภายนอกฐาน

เมื่อฉู่โม่วเดินออกมา เขาก็พบว่าที่นี่มีผู้คนมากมายกำลังยืนรวมตัวกันอยู่ก่อนแล้ว

มองผ่าน ๆ แล้วเขาคิดว่าน่าจะมีอย่างน้อยก็ร้อยคนแน่ ๆ พวกเขาส่วนมากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ และที่ด้านหน้าสุดก็มีปรมาจารย์ยุทธ์อย่างเสิ่นจิ้นและสีอิ้งยืนอยู่ด้วย

นอกจากนี้ เขายังสามารถเห็นช่ายเฟิงผ่าน ๆ ได้จากภายในกลุ่มคนเหล่านี้อีก

ทั้งหมดนี้รู้ว่าฉู่โม่วกำลังจะเดินทาง เพราะงั้นพวกเขาจึงอยากจะมาส่งด้วยตัวเอง

หลังจากที่พูดคุยกับกลุ่มคนเหล่านี้พักหนึ่ง เมื่อเห็นว่ามันเริ่มจะสายแล้ว ฉู่โม่วก็พูด “ทุกคน ดูแลตัวเองกันดี ๆ ล่ะ ฉันจะไปแล้ว!”

“คุณฉู่ ถ้ามีเวลาอย่าลืมกลับมาเยี่ยมเยียนฐานแห่งนี้บ้างนะ!”

เสิ่นจิ้นและคนอื่น ๆ อำลา แม้ว่าในใจจะไม่อยากเอ่ยคำล่ำลาก็ตาม

“แน่นอนอยู่แล้ว!”

ฉู่โม่วพยักหน้า

เขาหันกลับไปมองฐานลู่หยางภายใต้แสงอาทิตย์อีกทีหนึ่ง จากนั้นก็ขึ้นไปบนหลังของเสี่ยวจินพร้อมกับเฉินซีเวย

ด้วยเสียงร้องกังวานของพญาหงส์ปีกทองคำ เสี่ยวจินกระพือปีกขนาดยักษ์ก่อนจะทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าไป จนกลายเป็นเพียงลำแสงพาดผ่านท้องฟ้าและหายลับไปในกลีบเมฆ เพียงไม่นานผู้คนที่อยู่เบื้องล่างก็ไม่มีใครมองเห็นร่างของนกยักษ์ตนนั้นอีก

ฉู่โม่วและเฉินซีเวยนั่งอยู่บนหลังของเสี่ยวจิน ในขณะที่เสี่ยวอู๋กับอาไต๋ต่างยืนเกาะอยู่บนไหล่ทั้งสองข้างของฉู่โม่ว

ระหว่างที่เสี่ยวจินกำลังทะยานสูงขึ้นและไกลจากจุดเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาก็หันกลับไปมองฐานบ้านเกิด

ภาพของผู้คนที่เคยพูดคุยกันที่ฐานนั้นก็กำลังเล็กลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งกลายเป็นเพียงมดตัวเล็ก ๆ ไม่นานนัก แม้แต่ตัวฐานลู่หยางก็เล็กลงตามไปด้วย เมื่อเสี่ยวจินผลุบเข้าไปในกลีบเมฆ ทั้งฐานก็มีขนาดเพียงเม็ดถั่วเหลืองเท่านั้น

สายลมและความกดอากาศรอบตัวเริ่มจะกลายสภาพเป็นดังดาบที่หมายจะบีบร่างของผู้ว่ายผ่านผืนฟ้าให้หายใจลำบาก!

อย่างไรก็ตาม ทั้งฉู่โม่วและเฉินซีเวยล้วนแต่เป็นผู้ปลุกพลังกันทั้งคู่ พลังอณูแห่งชีวิตในร่างของทั้งสองมันไหลเวียนอยู่ไม่หยุด และมันช่วยชดเชยการหายใจได้หากพวกเขาเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ เพราะแบบนี้ หนุ่มสาวทั้งสองจึงไม่มีปัญหาอะไรหากจะกลั้นหายใจไว้สักชั่วโมง

เมื่อหลุดออกมาจากกลีบเมฆอีกครั้ง พวกเขาก็อยู่ห่างจากจุดเดิมมาไกลถึงหมื่นภูผาพันสายธารเสียแล้ว

ก้มมองลงไปตามความสูง ภาพที่เห็นนั้นช่างแตกต่างจากตอนปกติโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อมองไปบนพื้นดิน ทั้งภูเขาและธารน้ำ ล้วนแต่กลายเป็นเพียงหย่อมสีเล็ก ๆ ขนาดพอ ๆ กับกำปั้น หรือในบางแห่งที่เป็นแม่น้ำสายหลัก มันก็มีขนาดเทียบเท่าสายน้ำเล็ก ๆ เท่านั้น

ช่างเป็นภาพที่หาชมได้ยากจริง ๆ

นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินซีเวยได้เห็นภาพที่งดงามเสมือนอยู่ในเทพนิยายเช่นนี้ เธออดไม่ได้ที่จะก้มลงไปมองภาพเบื้องล่างด้วยความตื่นตาตื่นใจเหมือนเด็กที่ได้ออกมาเที่ยวครั้งแรก

ในส่วนของฉู่โม่ว เขาได้เห็นภาพเหล่านี้มาบ่อยแล้ว เพราะงั้นจึงเพียงแค่มองไปด้านหลังเล็กน้อยเท่านั้น

ก้า! ก้า!

ในตอนนั้นเอง เสี่ยวอู๋ที่เกาะอยู่บนไหล่ของเขาจู่ ๆ ก็เริ่มร้องขึ้นมา

ได้ยินเสียงร้อง ฉู่โม่วก็หยิบเอาผลวิญญาณจากในมิติพกพาออกมา พลันเมื่อเสี่ยวอู๋เห็นของโปรดตน แววตามันก็เป็นประกายแล้วรีบเข้ามากินทันที

บนไหล่อีกข้างหนึ่งของฉู่โม่ว อาไต๋กำลังมองภาพนี้ด้วยความอิจฉาไม่ต่างกัน

แต่ไม่ว่าแม่นกสาวตัวน้อยนี้จะอยากกินมากขนาดไหน มันก็ยังคงเกาะอยู่ที่เดิม โดยไม่กล้าที่จะขยับไปไหน

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่จะเห็นได้จากอาไต๋บ่อย ๆ …อันที่จริง หากผลวิญญาณลูกนี้ถูกป้อนให้เสี่ยวจิน อาไต๋จะไม่รอช้าแล้วบินไปแย่งกินอย่างไม่ต้องสงสัย

ทว่าเพราะอีกฝ่ายไม่ใช่เสี่ยวจิน มันจึงไม่ได้มีความกล้าขนาดนั้น

มันไม่กล้าไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายเป็นสัตว์เลี้ยงเหมือนกัน

แต่เพราะอีกฝ่ายมีสายเลือดนักล่าอยู่ต่างหาก!

เสี่ยวอู๋มีสายเลือดของอีกาสุริยันทองคำ มันถือเป็นจักรพรรดิโดยธรรมชาติของสัตว์อสูร ดังนั้นสัตว์อสูรตนอื่น ๆ จึงเกรงกลัวเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว

มันเป็นความกลัวที่ถูกสลักไว้ในหน่วยพันธุกรรม!

จริง ๆ

เมื่อตอนที่เสี่ยวจินและอาไต๋ได้พบกับเสี่ยวอู๋ครั้งแรก พวกมันทั้งสองตนต่างก็ผงะไปพร้อม ๆ กัน แถมยังต้องรีบก้มลงไปกับพื้นและไม่กล้าขยับไปไหนอีกด้วย

มันเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ฉู่โม่วแนะนำสัตว์เลี้ยงทั้งสองให้เสี่ยวอู๋รู้จักอีกพักหนึ่ง อีกาทองคำสามขาตอนนี้จึงเลิกกดดันสัตว์อสูรเบื้องหน้า และปล่อยให้พวกมันได้กลับมาเคลื่อนไหวได้ปกติอีกครั้ง

แต่…

ถึงอย่างนั้น

บุคลิกของสัตว์อสูรทั้งสองตนนี้ก็สงบเสงี่ยมลงไปอีกเยอะ ไม่มีใครกล้าที่จะเปิดฉากทะเลาะกันเองก่อนต่อหน้าเสี่ยวอู๋ตั้งแต่นั้นมา!

หยิบแผนที่ขึ้นมาดู

ฉู่โม่วกวาดตามองไปตามเส้นทางบนแผนที่ เปรียบเทียบภูมิประเทศเบื้องล่างกับสิ่งที่ถูกขีดเขียนไว้บนแผนที่ในมือ เขาคาดเดาว่าหากภาพที่เห็นนี้ถูกต้อง นั่นแสดงว่า ระยะทางตั้งแต่ที่ขึ้นจากพื้นดินจนมาถึงตอนนี้ในไม่กี่อึดใจ มันเป็นระยะทางกว่าสองพันกิโลเมตรเข้าไปแล้ว

หากยังสามารถเดินทางด้วยอัตราเร็วเท่านี้ตลอด

เพียงแค่สามชั่วโมงก็น่าจะถึงที่หมายแล้ว

แน่นอน…

ว่านั่นเป็นเพียงแค่การคาดคะเน

เส้นทางที่ใช้เดินทางไปมาระหว่างสองฐานนี้อันตรายมาก ๆ ไม่ว่าจะมีสัตว์อสูรอยู่อาศัยเต็มไปหมด หรือแม้แต่การมีอยู่ของสัตว์อสูรระดับ 6 ไม่ว่าจะยังไง เขาก็เลือกที่จะอ้อมมากกว่าปะทะ

ดังนั้นมันน่าจะต้องใช้เวลามากกว่าที่เขาคำนวณไว้แน่ ๆ

ท่ามกลางความเบื่อระหว่างเดินทาง ฉู่โม่วเริ่มขัดสมาธิและเข้าไปเรียนรู้เจตจำนงแห่งกระบี่อยู่ในเขตแดนกระบี่

ส่วนเฉินซีเวย หลังจากที่เธอเริ่มชินกับทิวทัศน์รอบตัวแล้ว เธอก็เริ่มฝึกเช่นกัน

ด้วยการฆ่าเวลาเหล่านี้ เวลาห้าชั่วโมงก็ผ่านไปราวเพียงกะพริบตา

ท้องฟ้าเริ่มถูกรัตติกาลกลืนกินเข้ามาแล้ว

เวลาพลบค่ำเข้ามาถึง

ฉู่โม่วผู้ที่ดื่มด่ำอยู่กับการเรียนรู้เจตจำนงแห่งกระบี่ก็รับรู้ได้ถึงร่างกายของเสี่ยวจินที่เย็นลง เขารีบกลับมายังโลกจริง เป็นจังหวะเดียวกับที่ได้ยินเสียงพูดของเสี่ยวจิน “นายท่าน ข้างหน้ามีพายุฝนขอรับ!”

“พายุฝนเหรอ?”

ได้ยินเช่นนั้น

ฉู่โม่วก็รีบยืนขึ้นและมองตรงไปข้างหน้าทันที

พลันเมื่อเขาเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แววตาของเขาก็วูบไหวขึ้นมา…

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!

ความมืดเบื้องหน้าเกิดขึ้นจากเมฆฝนสีดำครึ้ม มันกินพื้นที่ร่วม ๆ สองกิโลเมตร ภายในเมฆฝนนั้น มีอัสนีสีม่วงปรากฏให้เห็นเรื่อย ๆ สายลมที่อยู่ในเขตนั้นเองก็กระโชกแรงขึ้นด้วยพร้อมกับมีสายฝนโปรยลงมาไม่ขาดสาย ราวกับว่ามีพายุฝนโหมกระหน่ำอยู่ในบริเวณนั้น

ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกของฉู่โม่วจะยังอยู่ด้านนอกเมฆฝน แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในแนวพายุ เพราะงั้นจึงสามารถรับรู้ได้ถึงพลังงานไฟฟ้าที่น่าสะพรึงกลัวกระจายตัวออกมาจากเมฆฝนและเข้าใกล้พวกเขาเป็นระยะ ๆ

ภายใต้แสงระยิบระยับของสายฟ้าเบื้องหน้า ต่อหน้าพลังทำลายล้างอันรุนแรง แม้แต่ฉู่โม่วยังอดใจเต้นแรงอย่างไร้เหตุผลไม่ได้

นี่มัน… พลังแห่งโลกและสวรรค์!

ในสถานที่แห่งนี้ นอกจากสายฟ้าที่ต้องเผชิญแล้ว มันก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีกเลย ราวกับว่าที่นี่เป็นเพียงความมืดมิดที่โล่งกว้างและว่างเปล่า ไม่ว่าจะหันมองไปทางไหน มันก็ไร้ซึ่งผู้ใด เสมือนว่ามีเพียงเขาคนเดียวที่ถูกทิ้งไว้ในห้วงความมืดนี้

“พลัง… ที่แท้จริงของโลกและสวรรค์!”

ฉู่โม่วพูดด้วยความรู้สึกสั่นไหวไปกับสถานการณ์ตรงหน้า

ขณะนั้น เสี่ยวจินยังอยู่ห่างจากกลุ่มเมฆฝนอยู่ราว ๆ สิบกิโลเมตรได้ ซึ่งพวกฉู่โม่วเองก็อยู่ห่างจากกลุ่มเมฆนั้นไกลกว่านิดหน่อยเพราะขนาดตัวที่มโหฬารของเสี่ยวจิน

“วันนี้…”

“ฉันจะใช้พายุฝนที่กินพื้นที่กว่าหนึ่งร้อยหกสิบกิโลเมตรนี่ ทดสอบพลังของฉันให้ได้!”

ในจังหวะที่เสียงพูดเงียบลง

มือหนึ่งไขว้ไว้ที่ด้านหลัง ส่วนอีกมือหนึ่งก็ยื่นออกมาด้านหน้า

เปรี้ยง!

สายฟ้าจากที่ไหนสักแห่งฟาดลงมาบนมือของเขา

มันก่อให้เกิดกระแสไฟฟ้ามากมายวิ่งไปมาบนร่างของฉู่โม่วจากแต่เดิมที่มีมากอยู่แล้ว กระแสไฟฟ้าเหล่านั้นไหลลงไปยังเท้าและกระจายไปตามพื้นเบื้องล่างจนเหมือนว่าเขากำลังยืนอยู่ในธารสายฟ้า

ขณะเดียวกัน สายฟ้าที่เสมือนงูยักษ์ก็พุ่งออกจากฝ่ามือของเขา ปะทะกับเมฆดำเบื้องหน้าอย่างรุนแรง!

เมฆดำก้อนใหญ่ที่เสมือนว่ามันหมายจะกลืนกินท้องฟ้าและทำลายพื้นโลกด้วยความมืดมิดเกิดการสั่นสะเทือนไปทั่วทุกอณู… มันสั่นเพราะการโจมตีเมื่อครู่จริง ๆ!

พริบตาต่อมา…

เปรี้ยง!

สายฟ้าฟาดปรากฏขึ้นเหนือน่านฟ้าอีกครั้ง และด้วยเสียงอันดังสนั่นนี้ มันไม่ต่างอะไรกับระเบิดปรมาณูบนพื้นโลกเลย!

ทันทีที่แสงจ้าของสายฟ้าฟาดนั้นจางหาย เมฆดำก้อนหน้านั้นพลันมลายหายไปจนหมดด้วย!

ราวกับว่าสายฟ้าฟาดเมื่อครู่นี้ ช่วยขจัดหมู่เมฆและหมอกไปให้พ้นทาง และด้วยหยาดฝนที่ตกลงมาก่อนหน้านี้ มันทำให้ฟากฟ้าทิ้งสายรุ้งไว้เป็นเส้นทางยาวเสมือนว่าเป็นสะพานสายรุ้งสีสันสดใสทอดยาวไปหลายกิโลเมตร

อีกฟากหนึ่งของสะพานสายรุ้งนี้…

เมื่อหลุดออกจากเมฆหมอกสีขาวโพลนไปได้ ภาพเบื้องล่างของเขาก็ปรากฏภูเขาและลำธารมากมายนับไม่ถ้วนอีกครั้ง และที่สำคัญที่ด้านล่างนี้มีฐานขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ด้วย!

ภูเขาในบริเวณนี้สูงจนเสียดฟ้า! ปลายยอดพุ่งยาวเหนือทะเลหมอกยามเช้า แสงแดดที่สาดส่องลงมากระทบร่างของพวกเขานี้ มันเหมือนว่าเป็นสัญญาณที่บอกว่าได้มาถึงดินแดนแห่งใหม่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ยังเป็นช่วงเวลามืดแท้ ๆ แต่พออุปสรรคผ่านพ้นไป ท้องฟ้าและแสงแดดอันสดใสนี้ก็เปล่งประกายต้อนรับการมาของพวกเขาอย่างสมภาคภูมิ!

และที่เบื้องล่างของภูเขาสูงลูกนี้

คือทะเลสาบไป่ฉวน ทะเลสาบที่ผิวน้ำกำลังส่องประกายรับแสงที่ตกกระทบและเกิดเป็นทัศนียภาพที่งดงามเบื้องล่าง ที่ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับทัศนียภาพด้านบนอย่างลงตัว

ในส่วนของตัวฐาน มันมีขนาดใหญ่เสียจนเขาไม่สามารถเห็นได้เลยว่าตรงไหนคือจุดสิ้นสุดของฐานนี้

มีตึกสูงมากมายตระหง่านให้เห็นจากเบื้องบน และมีแสงสว่างมากมายส่องให้เห็นเป็นเส้นสายอยู่ที่ด้านล่างนั้น

ถึงแม้ว่าเมื่อครู่เขาจะต้องเจอกับมวลอากาศที่น่าอึดอัด แต่ในตอนนี้ กระแสอากาศมันเปลี่ยนไปแล้ว

อากาศบริเวณนี้ แฝงไปด้วยความโอ่อ่าราวกับมาจากคนละโลกกัน

ใช่แล้ว นี่คือหนึ่งในสามสิบหกฐานขนาดใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ฐานจินหลิง!

“นี่… นี่เหรอคือปลายทางของพวกเรา?”

มองไปยังฐานขนาดใหญ่นั้น เฉินซีเวยก็สัมผัสได้ถึงความสูงส่งและมโหฬารผ่านมวลอากาศที่พัดเข้ามา

ที่นี่คือ ฐานจินหลิง!

สถานที่ที่ซึ่งพวกเขาจะได้อยู่อาศัยในอนาคต!

สถานทีที่ถือว่าเป็นการเดินทางครั้งใหม่ของทั้งสองคน!

“ไม่ผิดแน่! พวกเรามาถึงกันแล้ว”

ฉู่โม่วพูดพึมพำด้วยเสียงเบา

จากนั้น

เขาก็หันไปจับมือของเฉินซีเวยไว้ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “ไปกันเถอะ! เข้าไปในเมืองกัน!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์