“คุณชาย ฟ้ามืดแล้ว วันนี้กลับเข้าเมืองไม่ทันแล้ว คงต้องลำบากท่านพักแรมที่ข้างนอกสักคืน”
องครักษ์ที่ขับรถม้าเดินเข้าไป กล่าวรายงานผ่านม่าน
“รู้แล้ว” เสียงที่ไพเราะสายหนึ่งดังออกมาจากในรถม้า
องครักษ์ที่พูดลากรถม้าไปทางสถานที่ที่อวิ๋นฝูหลิงและคนอื่นตั้งค่าย
สุดท้ายหยุดลงตรงจุดที่ห่างจากพวกเขาระยะหนึ่ง
ทันทีที่รถม้าหยุดลง คนที่แต่งตัวเหมือนเด็กรับใช้คนหนึ่งลงมาจากรถม้าก่อน หลังจากนั้นหันไปประคองคนที่อยู่ในรถม้า
“คุณชาย ท่านช้าหน่อย!”
ภายใต้การประคองของเด็กรับใช้ ชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีขาวพระจันทร์เดินออกมาจากในรถม้า
ผมของเขาดำดุจหมึก ขับให้ใบหน้าขาวดังหิมะ ระหว่างคิ้วมีภาวะของการเจ็บป่วยแฝงอยู่
แม้เป็นฤดูร้อนที่อบอ้าว แต่เขากลับสวมผ้าคลุมกันลม เห็นได้ชัดว่าเป็นโรคกลัวหนาว
เมื่ออวิ๋นฝูหลิงได้ยินเสียง ก็เงยหน้ามองแวบหนึ่ง
สายตาของเขากับอวิ๋นฝูหลิงบรรจบกันพอดี พลันพยักหน้าให้นางเล็กน้อยอย่างเกรงใจ
อวิ๋นฝูหลิงก็พยักหน้าคืนอย่างสุภาพ
เมื่อชายหนุ่มลงจากรถม้า ผู้ติดตามของเขาก็เริ่มทำงานทันที
ปูเบาะรองนั่ง จุดธูปไล่ยุ่งและแมลง ต้มน้ำชงชา ปิ้งขนมแป้ง
หลังจากขนมแป้งขาวถูกปิ้ง กลิ่นหอมของแป้งสาลี่ก็ค่อยๆ อบอวลในอากาศ
เมื่อเหล่าผู้ประสบภัยที่อยู่อีกด้านหนึ่งได้กลิ่นหอมของขนมแป้ง ในใจเริ่มหวั่นไหว
หญิงชราอายุห้าสิบกว่าคนหนึ่ง อุ้มเด็กไว้ในอ้อมแขนเดินเข้ามา คุกเข่าลงตรงหน้าชายหนุ่มแล้วอ้อนวอน “ได้โปรด ท่านมอบของกินให้เด็กสักคำเถิด?”
เด็กที่อยู่ในอ้อมแขนของหญิงชราผอมจนเห็นกระดูก ตาทั้งสองข้างดูใหญ่มาก
เขาจ้องขนมแป้งในมือชายหนุ่มอย่างไม่ละสายตา และกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
ตลอดทางที่ชายหนุ่มมา สิ่งที่เห็นคือผู้ประสบภัยทั้งหมด
องครักษ์ที่เดินทางมาด้วยเตือนเขาตลอด ห้ามใจดีมอบของกินให้ผู้ประสบภัย

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ