และนางก็แว้งกัดกลับจริงๆ
ซูหวั่นมองไปที่นางหวาง ถอนหายใจแล้วพูดว่า“น้าสาม เมื่อกี้ท่านน้ายังถือกระต่ายของข้าอยู่เลย ตอนนี้ท่านน้ากลับไม่ยอมรับอย่างนั้นเหรอ ยังบอกว่าล้มมาเองอีก กำแพงบ้านข้าสูงขนาดนั้น ท่านน้าจะหล่นมาได้ยังไงกัน”
นางหวางแผดเสียงสูง และไม่ยอมรับว่าตัวเองได้เข้ามาขโมยกระต่ายของซูหวั่น
ในที่สุดภายใต้สายตาที่เหยียดหยามของพวกซูชิง นางก็รีบวิ่งกลับไปทันที โดยที่นางเพิ่งจะกลับไปบ้านใหญ่ ก็ถูกแม่เฒ่าเซี่ยงก่นด่าขึ้นมาอีกรอบ
“เจ้าบอกว่าให้ฉางโซว่ขึ้นไปบนเขาจะต้องจับสัตว์ป่ามาได้อย่างแน่นอน ตอนนี้แม้แต่ขนก็ยังไม่มี แล้วก็เสียเวลาทำงานที่นาอีก ข้าว่าพวกเจ้าคิดที่จะแอบขี้เกียจอย่างแน่นอน!”
อาการบวมเนื่องจากการตบของนางหวางเมื่อหวานยังไม่ได้หายไป และนางก็มองไปที่แม่เฒ่าเซี่ยงอย่างหวาดกลัว
และแทบอยากจะให้แม่เฒ่าเซี่ยงคนนี้ตายไปให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียให้ได้
“ท่านแม่ ข้าจะรู้ได้ยังไงล่ะ? ฉางโซว่จับสัตว์ป่ามาไม่ได้เลย แต่นังสารเลวซูหวั่นนั่นกลับไปจับกระต่ายมาได้อีกตัวแล้ว ท่านแม้ว่ามันแปลกๆอยู่บ้างไหม หรือว่าจะมีใครมอบให้นาง?”
“มอบให้? ใครจะใจดีถึงขั้นให้กระต่ายกับนางขนาดนั้น!”
แม่เฒ่าเซี่ยงขี้เกียจเกินกว่าจะฟังเรื่องไร้สาระของนางหวาง
เพราะหากนำกระต่ายตัวใหญ่ขนาดนี้ไปขายที่ตลาดก็น่าจะขายได้ดึงครึ่งตำลึงเลยล่ะ ใครจะใจดีขนาดนั้น
นางโบกมือบอกให้นางหวางไสหัวออกไปจากห้องนี้
ไม่อยากจะได้ยินอะไรทั้งนั้น
นางหวางรู้สึกหงุดหงิดและก็ก่นด่าแม่เฒ่าเซี่ยงออกไปสองสามคำถึงได้กลับไปที่บ้านฝั่งตะวันตก ระหว่างทางก็ได้เห็นนางหวาง และกำลังเตรียมที่จะเข้าไปพูดคุยกับแม่เฒ่าเซี่ยงสักคำสองคำ โดยที่เห็นเพียงนางจางรีบเดินเข้าไปในห้องของแม่เฒ่าเซี่ยงเท่านั้น
และนางก็เดินตามนางจางไปและยืนฟังอยู่ที่ข้างกำแพงโดยไม่ต้องคิด
นางจางพูดว่า “ท่านแม่ ท่านพ่อตอบตกลงหรือยังคะ?”
“ท่านพ่อเจ้าบอกว่าต้องคิดทบทวนเรื่องนี้ก่อน เพราะไปอยู่ที่บ้านของยวี้เอ๋อร์มันจะดูไม่ค่อยดี และก็ดูว่าทางนั้นจะมีเวลาหรือเปล่าด้วย”
ใบหน้าของนางจางมืดมนลง กัดฟันแล้วพูดว่า“เมื่อครู่ทางในเมืองยังส่งข่าวมาว่า อีกหนึ่งเดือนท่านหญิงเจียงจะไปไหว้พระที่วัดตงซาน หากอาฝูไม่คว้าโอกาสนี้เอาไว้ ก็คงไม่มีโอกาสได้แต่งเข้าบ้านตระกูลเจียงอีกแล้วนะคะ!”
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ซูชิงก็ไม่รับไว้เลยแม้แต่น้อย
ซูหวั่นไม่ต้องการที่ยื้ออีกต่อไป นางจึงวางเงินอัดไว้ที่โต๊ะอาหารโดยตรง แล้วพูดว่า“ที่ข้าให้ก็ไม่เยอะอะไร ท่านลุงชิง หากท่านไม่ยอมรับ พวกท่านลุงชุนก็ไม่กล้าที่จะรับเอาไว้นะคะ!”
ซูชิงรู้ว่าสิ่งที่ซูหวั่นนั้นพูดนั้นสมเหตุสมผล
แค่ถอนหายใจแล้วรับเงินห้าสตางค์นั้นไว้ และเงินห้าสตางค์นี้สามารถซื้ออาหารได้หนึ่งกิโลแล้ว!
เมื่อเห็นว่าซูชิงรับเอาไว้แล้ว คนอื่นๆก็รับเงินอัดนี้มาด้วยเช่นกัน จากนั้นจึงขอตัวและเดินกลับไปที่บ้าน ในช่วงที่มาช่วยงานนั้น พวกเขาไม่คิดที่จะรับเงินแต่อย่างใด เพราะกินดีขนาดนี้ก็ถือว่าเป็นเงินค่าจ้างแล้ว
ซูหวั่นหยิบบัญชีเล่มหนึ่งมา
จากนั้นก็จดรายการบัญชี และคำนวณ ไม่รวมเงินอัดที่คนชุดดำให้มาเมื่อคืนนั้น ครอบครัวของพวกเขายังมีเงินอยู่อีกสิบสามตำลึง
นางหลี่มองดูนางเขียนอะไรอยู่ข้างๆ โดยมีความประหลาดใจเข้ามาในดวงตา“อาหวั่น เจ้าเขียนหนังสือเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติมาเป็นสาวชาวนา